ชุมชนคนเหมือนกัน : หินปูนเกาะกระดูก - ชุมชนคนเหมือนกัน

Jump to content

Page 1 of 1
  • You cannot start a new topic
  • You cannot reply to this topic

หินปูนเกาะกระดูก Rate Topic: -----

#1 User is offline   Miyuki 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 440
  • Joined: 05-November 08

Post icon  Posted 08 March 2009 - 04:01 PM

ภาวะหินปูนเกาะกระดูก จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อกระดูกมีความเสื่อม แตก หัก เสียหาย โดยร่างกายจะดึงแคลเซียมไปซ่อมแซมในส่วนนั้น ๆ :bn21:

ส่วนใหญ่แล้วการซ่อมแซมโดยธรรมชาตินี้มักจะทำให้รูปร่างกระดูกบริเวณนั้นเสียรูปทรง กลายเป็นแคลเซียม
ที่พอกพูนนูนผิดธรรมชาติ ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า Bony Spur หรือ Osteophyte แปลตรงตัวได้ว่า กระดูกงอก
ซึ่งเป็นคนละอย่างกับหินปูนที่เกาะตามซอกฟันนะคะ

อันตรายจากภาวะกระดูกงอกที่อาจเกิดขึ้นได้ มีอาทิ กระดูกงอกทิ่มกล้ามเนื้อ กระดูกงอกทับหรือทิ่มเส้นประสาท
ความรุนแรงขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิด ซึ่งอาจเกิดได้กับกระดูกทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่กะโหลกศีรษะ ลงมาถึงกระดูกแขน ขา
ข้อต่อต่างๆ และซี่โครง เป็นต้น แต่ที่พบมากคือกระดูกไหล่และกระดูกสันหลัง เมื่อเกิดภาวะนี้คุณอาจต้องเจ็บปวดทรมาน
เดินเหินหรือทำกิจกรรมต่างๆ ไม่สะดวก หากไม่รักษาปล่อยทิ้งเรื้อรังอาจทำให้อวัยวะนั้นๆ ใช้การไม่ได้เหมือนปกติ


วิธีสังเกตความเสี่ยง

นอกจากความเจ็บปวดที่อาจเป็นสัญญาณเตือนแล้ว ให้ลองสัมผัสกระดูกส่วนต่างๆ ดูว่ามีการงอก ปูด โปน
ผิดปกติหรือไม่ หากสัมผัสพบความผิดปกติพร้อมความเจ็บปวด ควรพบแพทย์เพื่อเอ็กซเรย์ดูให้แน่ชัดค่ะ


ใครคือกลุ่มเสี่ยง

ร่างกายคนเราเริ่มมีการสะสมแคลเซียมตั้งแต่ครั้งเป็นตัวอ่อนในครรภ์ ถ้าไม่ได้รับปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอตั้งแต่เด็ก
โดยเฉพาะในเพศหญิงเมื่อถึงวัยหลังหมดประจำเดือน จะส่งผลกระทบโดยตรง เสี่ยงทั้งภาวะหินปูนเกาะกระดูก กระดูกพรุน และกระดูกเสื่อม
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงภาวะผิดปกติของกระดูกเมื่อถึงวัยสูงอายุ คือ รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง
ตรวจค่าความหนาแน่นมวลกระดูกเสมอ และออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้กระดูกเก็บแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนวัยอื่นๆ จะไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยงโรคกระดูก ยังมีอาการที่คล้ายกับหินปูนเกาะกระดูกเกิดขึ้นได้กับคนทั่วไปไม่ว่าจะเป็น

วัยเด็กและวัยรุ่น : ในช่วงที่กระดูกเติบโตยังไม่เต็มที่หรือช่วงที่เด็กยังไม่หยุดสูง กระดูกจะยังมีความยืดหยุ่น
หากได้รับแรงกระแทกหรือแรงดึงบ่อยๆ จากการออกกำลังกายอย่างหักโหม จะทำให้กระดูกข้อต่องอกและยืดผิดรูป
จนเกิดความเจ็บปวดหรือเคลื่อนไหวลำบาก หากไม่รีบทำการรักษาจะทำให้โครงสร้างร่างกายส่วนนั้นๆ ผิดปกติได้

วัยทำงาน : วัยที่ร่างกายแข็งแรง กระดูกเติบโตเต็มที่ มักเกิดความเสี่ยงจากการทำงานมากกว่าสาเหตุอื่น
คือเป็นกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม ที่คนทำงานหน้าคอมพิวเตอร์มักเป็นกัน ทั้งอาการเจ็บตามไหล่ แขน ข้อมือ
ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นความผิดปกติของกระดูก แต่ความจริงแล้วเป็นอาการของกล้ามเนื้ออักเสบมากกว่า
แต่คนวัยนี้ก็มีเปอร์เซ็นต์การเกิดหินปูนเกาะกระดูกได้ (แม้จะน้อยมาก) โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกายหรือขยับร่างกายน้อย


จะทำอย่างไรเมื่อหินปูนเกาะกระดูก

มีวิธีรักษาภาวะหินปูนเกาะกระดูกอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน คือ 1. ผ่าตัด 2. ให้ยาต้านการอักเสบ
และ 3. การทำกายภาพบำบัด โดยหลักการรักษาจะเป็นแบบรักษาตามอาการ เมื่อเจ็บปวดจึงรักษา
หมายความว่า แม้จะเอ็กซเรย์พบว่ามีหินปูนงอกจากกระดูกจริง แต่หากผู้ป่วยไม่มีอาการเจ็บปวดทรมาน
ก็ไม่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดหรือรักษา เพราะนั่นอาจจะให้เกิดความเสี่ยงอื่นตามมาได้
และนอกจากจะรักษาตามอาการแล้ว ต้องพิจารณาว่าอาการนั้นเกิดขึ้นกับกระดูกส่วนไหน
ส่งผลต่อร่างกายมากน้อยเพียงใด เพื่อประเมินความเหมาะสมในการรักษาต่อไป

ส่วนเรื่องระยะเวลานั้น บางรายอาจรักษาด้วยการกินยาเพียงสัปดาห์เดียวก็หาย ในขณะที่บางคนต้องผ่าตัด
บางรายอาจแค่ทำกายภาพบำบัด หรือบางคนอาจเจอแจ๊คพอตรักษาทั้ง 3 วิธี ขึ้นอยู่กับอาการและวิจารณญาณของแพทย์
แต่ที่มีการโฆษณาออนไลน์ว่ามีตัวยาช่วยละลายหินปูนเกาะกระดูกได้นั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ขออย่าหลงเชื่อและหามาใช้ผิดๆ เพราะอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี


แหล่ง “แคลเซียม” จากอาหาร

แคลเซียมมีบทบาทสำคัญมาก เพราะเป็นสารอาหารประเภทเกลือแร่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
พบในร่างกายมนุษย์ผู้ใหญ่มากถึง 1.5-2 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว และ 99 เปอร์เซ็นต์ปรากฎอยู่ในรูปของกระดูกและฟัน
หลังจากร่างกายดูดซึมแคลเซียมแล้วจะลำเลียงไปเก็บที่กระดูก และเมื่อใดที่แคลเซียมในเลือดต่ำ
ทั้งไม่ได้รับเพิ่มเติมอย่างเพียงพอจากอาหาร แคลเซียมในกระดูกจะถูกดึงออกมาใช้ทดแทน เป็นจุดเริ่มต้นของโรคกระดูกมากมายตามมา

อาหารไทยโดยส่วนใหญ่แม้จะมีปริมาณแคลเซียมที่ค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ถึงขั้นเพียงพอต่อความต้องการ
ผู้บริโภคต้องได้รับแคลเซียมจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม โดยเฉพาะนมหรือผลิตภัณฑ์จากนม
การดื่มนมวันละ 2 แก้ว แก้วละ 200 มิลลิลิตร จะให้ปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอต่อความต้องการในหนึ่งวันค่ะ

นอกจากนมแล้ว ยังมีแหล่งแคลเซียมที่ดีอีกมากมาย เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้หรือดื่มนมวัวไม่ได้ เพราะขาดเอนไซม์ย่อยน้ำนม
อาหารจึงเป็นหนทางสำคัญในการนำแคลเซียมสู่ร่างกาย

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมคือ การบริโภคแคลเซียมจะได้ผลดีที่สุดก่อนอายุ 30 ปี หลังจากนั้นแคลเซียมที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายจะมีผลเพียงแค่ซ่อมแซม
ไม่ใช่สร้างเสริมอีกต่อไป อย่ารอให้กระดูกเสื่อมเสียก่อนแล้วค่อยมารักษา เรื่องแบบนี้กันไว้ย่อมดีกว่า

ขอบคุณข้อมูลจาก health&cuisine


#2 User is offline   นางฟ้าสีรุ้ง 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 342
  • Joined: 12-November 08

Posted 12 March 2009 - 05:30 PM

ขอบคุณสาระดี ๆ อ่านแล้วกลัวจัง เพราะเป็นคนที่ชอบปวดตามเนื้อตามตัว ไม่รู้ว่าจะมีหินปูนเกาะกระดูกหรือเปล่านี่นมก็กินไม่ :bn35: :bn35: เป็นด้วยล่ะ

#3 User is offline   msk 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 114
  • Joined: 05-January 09

Posted 13 March 2009 - 07:30 PM

เพื่อนเคยเป็นค่ะ ที่กระดูกสันหลัง ทำให้มีอาการปวดหลังมาก
แต่ผ่าตัดแล้วก็ดีค่ะ ไม่มีอาการปวดหลังอีกต่อไป

#4 User is offline   เล่นตามเพื่อน 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 155
  • Joined: 04-February 09

Posted 13 March 2009 - 07:46 PM

ได้สาระดีครับ ตัวหนังสือก็สีฟ้าสดใส

#5 User is offline   sawasdee 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 277
  • Joined: 22-February 09

Posted 25 March 2009 - 06:39 PM

น่ากลัวมากเลยนะ นึกภาพแล้วน่ากลัวมากกก ๆ เลย

#6 User is offline   เต้าฮู้ขาว 

  • Member
  • PipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 91
  • Joined: 19-March 09

Posted 25 March 2009 - 07:36 PM

ขอบคุณสำหรับสาระดี ๆ คะ

#7 User is offline   hatori92 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 348
  • Joined: 15-February 09

Posted 08 April 2009 - 08:56 PM

ได้ความรู้ดีมากเลยผมว่าหินปูนเกาะกระดูกยังดีกว่าหินปูนเกาะจิตใจนะครับ
พอเกาะแล้วมันไม่มีทางขูดให้ออกได้เลย :bn35:

#8 User is offline   Travis Bickle 

  • Romanticism Anarchist
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 758
  • Joined: 26-November 08

Posted 09 April 2009 - 01:29 AM

อ้าวว ตาย ผมกำลังเป็นอยู่ที่กระดูกนิ้วเท้าพอดีเลย
ยังไม่รู้เลย จะรักษาไงดีเนี่ย :bn34:

#9 User is offline   kirei 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 260
  • Joined: 05-November 08

Posted 13 April 2009 - 12:14 AM

น่ากลัวจริงๆๆ กินนมกันเยอะๆๆ นะ..

#10 User is offline   สายรุ้ง 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 179
  • Joined: 05-February 09

Posted 14 April 2009 - 04:39 PM

คงต้องดูแลตัวเองให้ดีขึ้นแล้วแหละ น่ากลัวจัง :bn26:

#11 User is offline   Miyuki 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 440
  • Joined: 05-November 08

Posted 14 April 2009 - 11:12 PM

ภาวะหินปูนเกาะกระดูกเป็นโรคที่ดูน่ากลัวอย่างที่บอกค่ะ ขอเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับโรคหินปูนเกาะกระดูกนะคะ ในที่นี้คือหินปูนเกาะกระดูกหู ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่ามีด้วยหรือ ?? แต่อย่างที่บอกไว้ว่าโรคนี้สามารถเกิดได้กับกระดูกทุกส่วนของร่างกาย แม้แต่หูก็ไม่เว้น น่ากลัวจิง ๆ เนอะ :bn30:

โรคหินปูนเกาะกระดูกหู (otosclerosis) เกิดขึ้นเนื่องจากมีกระดูกงอกขนาดเล็กยึดฐานของกระดูกโกลน (stapes) กับ ช่องรูปไข่ (oval window) ในหูชั้นกลาง ทำให้เสียงที่ผ่านมาทางช่องหู แก้วหู กระดูกฆ้อน กระดูกทั่ง ผ่านกระดูกโกลนยากหรือผ่านไม่ได้ เพราะฐานกระดูกโกลนถูกยึดแน่นจากกระดูกงอกบริเวณช่องรูปไข่ ทำให้เกิดอาการหูตึง หรือหูอื้อแบบการนำเสียงเสีย บางครั้งโรคอาจลุกลามเข้าไปในหูชั้นใน ทำให้เกิดหูอื้อหรือหูตึงแบบประสาทรับเสียงเสีย, เสียงดังในหู หรือเวียนศีรษะ บ้านหมุนได้

โรคนี้มักจะเป็นทั้งสองข้าง พบได้ในวัยตั้งแต่วัยรุ่นขึ้นไป มักพบบ่อยในเพศหญิง และในช่วงอายุ 20 – 40 ปี อาการหูอื้อ หรือหูตึงนี้มักจะค่อยเป็นค่อยไป การรักษาอาจใช้เครื่องช่วยฟัง (hearing aid) หรือผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกโกลนเพื่อให้การได้ยินดีขึ้น ในกรณีผ่าตัด แพทย์จะแก้ไขอาการหูตึงโดยการผ่าตัดผ่านช่องหูชั้นนอก โดยจะมีแผลเล็กๆ อยู่ในช่องหู จึงไม่มีแผลบริเวณหู ที่มองเห็นจากภายนอก กรณีที่ต้องใช้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังที่แขนมาเสริม จะมีแผลที่ปลายแขนขนาด 1 – 2 ซ.ม. แพทย์จะตัดกระดูกโกลนทิ้งไป ใส่เนื้อเยื่อคลุมช่องรูปไข่ และใส่กระดูกโกลนเทียมยึดจากกระดูกทั่ง แล้ววางบนช่องรูปไข่ ซึ่งมีเนื้อเยื่อวางคลุมไว้แล้ว การผ่าตัดดังกล่าว อาจใช้ยาชาเฉพาะที่ หรือ วิธีดมยาสลบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด

ในกรณีที่ผ่าตัดโดยวิธีดมยาสลบ ผู้ป่วยจะต้องเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาล 1 วันก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยจะต้องงดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืนก่อนผ่าตัด เพื่อป้องกันการสำลักอาหารลงปอด ในกรณีที่แพทย์ต้องใช้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังที่แขนมาเสริมในการผ่าตัด คืนวันก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการโกนขนที่บริเวณแขน เพื่อเตรียมบริเวณที่จะทำการผ่าตัด การดมยาสลบ มีโอกาสเสี่ยง ที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เจ็บคอ เสียงแหบจากสายเสียงบวม หายใจลำบาก อาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจไว้ระยะหนึ่งหลังผ่าตัดเสร็จ อาจเกิดปอดอักเสบจากการสูดสำลัก แต่ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้พบได้น้อยมาก หลังผ่าตัด จะมีวัสดุที่ใช้ในการจัดแผลผ่าตัดในหูและแก้วหูให้เข้าที่ และสำลีอยู่ในรูหู และจะมีแผลที่แขน

ในกรณีที่แพทย์ใช้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังที่แขนมาเสริมในการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับยาที่จำเป็น เช่น ยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด และจะมีสายให้น้ำเกลืออยู่ที่แขน เมื่อผู้ป่วยรับประทานได้ดีพอควร แพทย์จะเอาสายให้น้ำเกลือออก วันรุ่งขึ้นหลังผ่าตัด แพทย์จะเปลี่ยนสำลีที่อุดอยู่ภายนอกช่องหูให้ ผู้ป่วยอาจจะมีอาการหูอื้อ ได้ยินไม่ชัด และอาจจะมีเสียงดังในหู เนื่องจากมีวัสดุที่ใช้ในการจัดแผลผ่าตัดในหูให้เข้าที่ อุดอยู่เต็มรูหู

ภาวะแทรกซ้อน ที่อาจเกิดจากการผ่าตัด ได้แก่ เวียนศีรษะ ซึ่งจะเวียนน้อยหรือมากขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล เสียงดังในหู การได้ยินเสื่อมลงมากกว่าเดิม ปากเบี้ยวจากการกระทบกระเทือนเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 การรับรสของลิ้นน้อยลง แผลผ่าตัดติดเชื้อ การติดเชื้อของหูชั้นใน แต่ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้พบได้น้อยมาก ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยจะกลับบ้านได้หลังผ่าตัดประมาณ 1-2 วัน

การนัดตรวจหลังออกจากโรงพยาบาล แพทย์จะนัดมาดูแผลผ่าตัดภายในช่องหู 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด โดยดึงวัสดุที่อยู่ในช่องหูชั้นนอกออก ตัดไหมที่แขน แพทย์จะนัดมาตรวจหลังผ่าตัดเป็นครั้งคราว เช่น นัดมาตรวจ 1 เดือน, 2 เดือน, ทุกๆ 3 เดือนจนครบ 1 ปี ต่อไปนัดมาตรวจปีละครั้ง
:bn47:

#12 User is offline   สายฝัน 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 236
  • Joined: 05-November 08

Posted 22 April 2009 - 12:52 PM

ข้อมูลดีมีสาระมากๆ อ่านแล้วจะไม่มองข้ามการบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมอีกต่อไป :bn21:

Page 1 of 1
  • You cannot start a new topic
  • You cannot reply to this topic