ชุมชนคนเหมือนกัน : ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย: ข้อเท็จจริงและมายาคติ - ชุมชนคนเหมือนกัน

Jump to content

  • (3 Pages)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • You cannot start a new topic
  • You cannot reply to this topic

ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย: ข้อเท็จจริงและมายาคติ อะไรคือข้อเท็จจริง? อะไรคือมายาคติ? Rate Topic: -----

#1 User is offline   กานดา นาคน้อย 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 758
  • Joined: 26-February 10

Posted 20 September 2010 - 05:26 AM

เผยแพร่ที่ Siam Intelligence Unit: http://www.siamintel...lusion-article/

(ถ้าคุณไม่ใช่สมาชิกชุมชนนี้คุณดูรูปภาพประกอบทีนี่ไม่ได้ ขอแนะนำให้ไปอ่านที่ SIU แทนค่ะ)

ข้อเท็จจริงและมายาคติในบทความ "ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย: ข้อเท็จจริงและมายาคติ (ตอนที่ 1)" โดย สมชัย จิตสุชน และจิราภรณ์ แผลงประพันธ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

กานดา นาคน้อย
19 กันยายน 2553

ดิฉันได้อ่านบทความเรื่อง "ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย: ข้อเท็จจริงและมายาคติ (ตอนที่ 1)" โดย สมชัย จิตสุชน และจิราภรณ์ แผลงประพันธ์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอในประชาไทออนไลน์เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553 [1] อ่านแล้วพบว่าบทความนี้สับสนระหว่างข้อเท็จจริงและมายาคติทางเศรษฐศาสตร์อย่างมาก ดิฉันจึงเขียนบทวิพากษ์นี้เพื่ออธิบายความคลาดเคลื่อนในบทความดังกล่าว และเพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจได้วิเคราะห์ด้วยตนเอง

ข้อเท็จจริง 1. สถิติช่องว่างรายได้ในบทความนี้คลาดเคลื่อนมากและไม่ได้มาตรฐาน

ดัชนีจินีของไทยคือร้อยละ 53.5 ไม่ใช่ร้อยละ 43 ตามที่บทความดังกล่าวนำเสนอ ดูข้อมูลจริงได้จากตาราง A1.4 หน้า 151 ในรายงานจากสหประชาชาติชื่อ Thailand Human Development Report 2009 [2] ข้อมูลปฐมภูมิมาจากสำนักงานสถิติแห่งชาติไทย [3]

ดิฉันเดาว่าบทความดังกล่าวเอาดัชนีจินีร้อยละ 43 มาจากฐานข้อมูลเก่า [4] ซึ่งไม่ได้เป็นฐานข้อมูลที่สหประชาชาติใช้ในการทำรายงาน ข้อมูลเก่านี้มาจากธนาคารโลก [5] เมื่อดูข้อมูลจากธนาคารโลกแล้วจะเห็นได้ว่าฐานข้อมูลจีนีที่ธนาคารโลกนั้นไม่สมบูรณ์มากๆดังที่ดิฉันได้แสดงไว้ในตาราง 1 แม้แต่ค่าเฉลี่ยจากตารางนี้ก็ไม่มีคุณค่าทางสถิติเพราะข้อมูลขาดๆหายๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่สหประชาชาติไม่อ้างอิงฐานข้อมูลนี้ในรายงานประจำปีเกี่ยวกับประเทศไทย

ตาราง 1. ข้อมูลดัชนีจินีที่สหประชาชาติเลิกใช้แล้ว
Country 1992 1993 1994 1995 1996 1997 1998 1999 2000 2001 2002 2003 2004 2005 2006 2007
Indonesia .. .. .. .. .. .. 42 .. .. .. .. .. .. 39 .. 38
Philippines .. .. 43 .. .. 46 .. .. 46 .. .. 44 .. .. 44 ..
Singapore .. .. .. .. .. .. 42 .. .. .. .. .. .. .. .. ..
Thailand 46 .. .. .. 43 .. 41 44 43 .. 42 .. 42 .. .. ..
ที่มา: ธนาคารโลก ดัชนีการพัฒนาโลก (World Development Indicators, 2010)

ฐานข้อมูลที่ว่าดัชนีจินีของไทยคือร้อยละ 53.5 นั้นน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะมาจากสำนักงานสถิติแห่งชาติไทย[3] และเป็นข้อมูลที่อาจารย์เศรษฐศาสตร์ใช้กัน ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าฐานข้อมูลที่ธนาคารโลกมีคุณภาพแย่ไปเสียหมดทุกอย่าง ธนาคารโลกเข้าใจข้อจำกัดด้านข้อมูลของตนและไม่สนับสนุนให้ใช้ข้อมูลคุณภาพต่ำ ข้อมูลดัชนีจินีไม่ใช่ข้อมูลที่ธนาคารโลกแผยแพร่บนเว็บไซต์ของตนอย่างแพร่หลาย [5]

โปรดสังเกตว่ารายงานจากสหประชาชาติที่บทความดังกล่าวอ้างอิงก็ให้ข้อมูลว่าดัชนีจินีของไทยคือร้อยล่ะ 53.5 ดูได้ที่รูป 3.7 หน้า 79 (ซึ่งดิฉันได้ตัดมามาประกอบข้างล่างนี้) แต่สื่อมวลชนไทย [6] ยังให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนเหมือนบทความดังกล่าวว่าจีนีของไทยคือร้อยละ 43 ทั้งๆที่ตัวเลขนี้ขัดกับมาตรฐานสากลและขัดกับสำนักงานสถิติแห่งชาติไทย ความคลาดเคลื่อนนี้มาจากสหประชาชาติที่ไม่ได้ลบข้อมูลที่ไม่ใช้แล้วจากฐานข้อมูลออนไลน์ ทั้งๆที่ตัวรายงานของสหประชาชาติได้หันไปใช้ฐานข้อมูลอื่นแล้ว ทำให้บุคคลที่ไม่มีความเชี่ยวชาญหรือศึกษาข้อมูลอย่างจริงจังนำสถิติตัวนี้ไปเผยแพร่อย่างไม่ถูกต้อง

[รูป 3.7 เป็น pdf ที่อยู่้ด้านล่างของบทความนี้]

ในรูป 3.7 ในรายงานของสหประชาชาติที่ดิฉันนำมาแสดงข้างบนนี้ ดัชนีจินีบ่งบอกว่าปัญหาการกระจายรายได้ของไทยนั้นแย่กว่ามาเลเซีย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ถ้าสมมุติว่าข้อมูลในบทความดังกล่าวเกี่ยวกับดัชนีจินีของประเทศละตินอเมริกาเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ก็แปลว่าการกระจายรายได้ของไทยแย่พอๆกับประเทศละตินอเมริกา

ข้อเท็จจริง 2. เวลา 50 ปียาวนานพอที่จะแก้ปัญหาช่องว่างรายได้

บทความดังกล่าวอธิบายช่องว่างรายได้ด้วยหลักการเรื่องการพัฒนาขั้นแรกของระบบเศรษฐกิจแบบเปิด กล่าวคือ กลุ่มทุนและผู้มีอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรโดยเฉพาะที่ดินได้ส่วนแบ่งจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และกระบวนการ trickle-down หรือ 'การไหลรินอย่างช้าๆ'ของผลประโยชน์จากบนลงล่างต้องใช้เวลานาน

ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าการไหลรินจากบนลงล่างใช้เวลานานหรือไม่นาน ใครๆก็รู้ว่าการพัฒนาประเทศต้องใช้เวลานาน ไม่ต้องให้นักเศรษฐศาสตร์บอกเขาก็รู้ ฉะนั้นประเด็นคือนานเท่าไร? ประเทศอื่นใช้เวลานานเท่าไรที่จะก้าวพ้นภาวะการพัฒนาขั้นแรก?

ระยะเวลา 50 ปียาวนานพอที่จะก้าวพ้นการพัฒนาขั้นแรกและลดช่องว่างรายได้ หลายประเทศได้ทำสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งเคยเป็นประเทศกำลังพัฒนาในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ดิฉันขออธิบายโดยยกตัวอย่าง 3 ประเทศนี้เพราะประเทศเหล่านี้คล้ายคลึงกับไทยตรงที่ว่าเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิด และใช้การส่งออกเป็นฐานการพัฒนาประเทศมาก่อนเช่นเดียวกัน

นโยบายหลักที่ทำให้การ 'การไหลรินอย่างช้าๆ'กลายเป็น 'การไหลรินอย่างเร็วๆ' มี 3 นโยบาย คือการปฏิรูปที่ดิน การจัดเก็บภาษีก้าวหน้า และการบังคับใช้กฏหมายต่อต้านการผูกขาด

2.1. การปฏิรูปที่ดินเป็นหัวใจสำคัญในลดช่องว่างรายได้

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้ผ่านการปฏิรูปที่ดินเพื่อลดอำนาจของเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่และเพื่อให้ทรัพยากรที่ดินได้ใช้ประโยชน์สูงสุด เจ้าของที่ดินขนาดใหญ่เสียกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนและที่ดินเหล่านั้นโดนแจกจ่ายให้ประชากรที่ไม่มีที่ดิน ส่วนสหรัฐฯมีนโยบายปฏิรูปหรือพัฒนาที่ดินก่อนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ถึง 80 ปี

สหรัฐฯเป็นประเทศใหญ่และมีที่ดินมหาศาล เพื่อให้ที่ดินได้ใช้ประโยชน์สูงสุดรัฐบาลกลางของสหรัฐฯเมื่อ 150 ปีที่แล้วใช้นโยบายแจกที่ดิน (Land grant) เพื่อการพัฒนา กล่าวคือ รัฐบาลกลางแจกที่ดินให้แก่มลรัฐเพื่อให้สร้างมหาวิทยาลัยโดยมีเงื่อนไขว่าต้องพัฒนาการศึกษาด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และวิศวกรรม และต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน การสร้างมหาวิทยาลัยเหล่านี้มีทั้งที่ใช้งบประมาณของมลรัฐและเงินบริจาคจากมหาเศรษฐีที่มีวิสัยทัศน์ มีมหาวิทยาลัยเกิดจากนโยบายแจกที่ดิน (Land-grant universities) มากมาย เช่น มหาวิทยาลัยเอ็มไอที มหาวิทยาลัยคอร์แนล มหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย (ที่คนไทยมักรู้จักในนามของเบิร์กเลย์และยูซีแอลเอ) มหาวิทยาลัยเพอร์ดู ฯลฯ

นโยบายแจกที่ดินเพื่อการพัฒนาของสหรัฐฯทำให้บริษัทรถไฟสร้างทางรถไฟไปตามเมืองมหาวิทยาลัยต่างๆเพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนและเชื่อมผู้ผลิตกับตลาดเข้าด้วยกัน ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยจึงกลายเป็นฐานในการพัฒนาชุมชนและเทคโนโลยี และนำไปสู่การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น เพียง 50 ปีหลังจากการสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยและเครือข่ายรถไฟ สหรัฐฯได้ผันตัวจากการส่งออกสินค้าเกษตรไปสู่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมจนกลายเป็นมหาอำนาจ

ส่วนญี่ปุ่นใช้เวลา 30 ปีหลังการปฎิรูปที่ดินในการแก้ปัญหาช่องว่างรายได้ เกาหลีใต้นั้นกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรม 30 ปีหลังญี่ปุ่น เนื่องจากเกาหลีปฎิรูปบางนโยบายช้ากว่าญี่ปุ่น

2.2. การจัดเก็บภาษีก้าวหน้าเป็นนโยบายปกติในประเทศที่พัฒนาแล้ว

แม้แต่ประเทศทุนนิยมสุดขั้วอย่างสหรัฐฯและอังกฤษก็ใช้ระบบจัดเก็บภาษีก้าวหน้า เช่น ภาษีมรดกและภาษีของขวัญ ภาษีทรัพย์สินที่ครอบคลุมทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สหรัฐฯและอังกฤษมีภาษีเหล่านี้มาเกือบ 100 ปีแล้ว [7][8] ส่วนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้นั้นนำภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สินเข้ามาใช้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 [9][10]

เมื่อ 2 เดือนที่แล้วมีรายงานในสื่อมวลชนไทยว่าสหรัฐฯได้ยกเลิกภาษีมรดกแล้วและประเทศทุนนิยมไม่เก็บภาษีจากกำไรในตลาดหลักทรัพย์ [11] รายงานดังกล่าวไม่เป็นความจริง การยกเลิกภาษีมรดกที่สหรัฐฯโดยรัฐบาลบุชเป็นเพียงการยกเลิกชั่วคราวเพียงปีนี้และปีหน้าภาษีมรดกจะกลับมาบังคคับใช้เหมือนเดิม [12] กลุ่มคนอเมริกันที่ต้องการยกเลิกภาษีมรดกยังไม่สามารถจุดกระแสสังคมให้ยกเลิกภาษีมรดกได้ แม้แต่มหาเศรษฐีที่มีมรดกมากที่สุดในสหรัฐฯอย่างนายวอเรน บัฟเฟต์ และนายบิล เกตต์ยังสนับสนุนการใช้ภาษีมรดก นอกจากนี้ประเทศทุนนิยมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ อังกฤษ เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่นมีการจัดเก็บภาษีจากกำไรในการค้าขายหลักทรัพย์ในรูปแบบต่างๆที่ไทยไม่จัดเก็บ ผู้อ่านที่สนใจสามารถหาข้อมูลจากเว็บไซต์ของกระทรวงการคลังหรือสรรพากรในประเทศเหล่านี้ได้

2.3. การบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาด (Antitrust laws) มีผลต่อการพัฒนาประเทศ

สหรัฐฯเริ่มบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดเมื่อ 120 ปีที่แล้วเพื่อสลายการผูกขาดของบริษัทการรถไฟแห่งหนึ่ง [13] ภายหลังได้จัดตั้งคณะกรรมการการค้า (Federal Trade Commission) เพื่อบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดร่วมกับแผนกต่อต้านการผูกขาดในกระทรวงยุติธรรม (Antitrust Division, Department of Justice) ตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากนั้นไดบังคับใช้กฏหมายนี้เพื่อสลายบรรษัทผูกขาด (Corporate monopoly) ในหลายอุตสาหกรรม เช่น ยาสูบ น้ำมัน เงินทุนหลักทรัพย์ ฯลฯ

ส่วนการลดอำนาจการผูกขาดของกลุ่มทุนผูกขาดของญี่ปุ่น (Zaibatsu) เกิดขึ้นเมื่อ 60 ปีที่แล้ว กลุ่มทุนผูกขาดของเกาหลีใต้ (Chaebol) โดนลดอำนาจเมื่อ 30 ปีที่แล้ว มาตรการสำคัญของการลดอำนาจผูกขาดในเกาหลีใต้คือการห้ามกลุ่มทุนอุตสาหกรรมเป็นเจ้าของธนาคาร ส่วนการลดอำนาจผูกขาดในญี่ปุ่นนั้นยังไม่แยกอำนาจธนาคารออกจากอุตสาหกรรมอื่น

ข้อเท็จจริง 3. กลุ่มทุนไทยแตกต่างจากกลุ่มทุนในประเทศที่ก้าวข้ามการพัฒนาในขั้นแรก

บทความดังกล่าวนำเสนอว่าการที่กลุ่มทุนไทยได้ส่วนแบ่งจากการพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่าแรงงานนั้นเป็นภาวะปกติของการพัฒนาขั้นแรก ทั้งๆที่ในความเป็นจริงนั้นภาวะการพัฒนาขั้นแรกของไทยนั้นยาวนานกว่าหลายประเทศมากๆ น่าจะตั้งคำถามว่ากลุ่มทุนของไทยต่างจากกลุ่มทุนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างไร?

กลุ่มทุนของไทยแตกต่างจากกลุ่มทุนในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯในหลายด้าน ด้านที่ชัดเจนที่สุดคือบทบาทของกลุ่มทุนทหาร

3.1. กองทัพไทยคือกลุ่มทุน แต่กองทัพในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯไม่ใช่กลุ่มทุน

ในประเทศที่พัฒนาแล้วทุกประเทศยกเว้นญี่ปุ่นมีกลุ่มทุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับกองทัพผ่านการจัดซื้อและสัมปทาน ส่วนญี่ปุ่นเคยมีอุตสาหกรรมอาวุธจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่กลุ่มทุนในประเทศเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มทุนของกองทัพ กล่าวคือ กองทัพในประเทศที่พัฒนาแล้วไม่เคยถือหุ้นในบริษัทอาวุธ ไม่ถือหุ้นธนาคาร หุ้นสื่อมวลชน หุ้นโรงแรม ฯลฯ ดังนั้นกลุ่มทุนต่างประเทศที่ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมอาวุธและนักวิชาการต่างประเทศจึงไม่สร้างสายสัมพันธ์กับกองทัพ และสามารถวิพากษ์วิจารณ์กองทัพได้อย่างเป็นกลาง

ในทางกลับกันกองทัพไทยเป็นกลุ่มทุนที่มีธุรกิจครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม และมีเครือข่ายทั้งด้านธุรกิจและด้านวิชาการในสถาบันต่างๆ เครื่อข่ายเหล่านี้พร้อมจะสนับสนุนผลประโยชน์ของกองทัพในอุตสาหกรรมต่างๆไม่ว่าในยุคก่อนและหลังรัฐประหาร 2549 ทำให้เกิดวงจรรัฐประหารไม่จบไม่สิ้น นี่คือปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีรัฐประหารมากที่สุดในโลก

3.2. กลุ่มทุนกองทัพไทยไม่สร้างเทคโนโลยี แตกต่างจากกลุ่มทุนในอุตสาหกรรมอาวุธในประเทศที่พัฒนาแล้ว

แม้ว่ากองทัพในประเทศพัฒนาแล้วไม่ถือหุ้นธนาคารและหุ้นในบริษัทเอกชน ผู้บริหารกลุ่มทุนในอุตสาหกรรมอาวุธจำนวนหนึ่งเคยทำงานในกระทรวงกลาโหม ดังนั้นสายสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมอาวุธและพลเรือนในกระทรวงกลาโหมสามารถนำไปสู่การใช้อำนาจของกองทัพเพื่อเอื้อประโยชน์ให้อุตสาหกรรมอาวุธ (Military-industrial complex) [14] ถ้ามองในแง่นี้เราสามารถเรียกกลุ่มทุนในอุตสาหกรรมอาวุธได้ว่าเป็น' กลุ่มทุนทหาร'ประเภทหนึ่ง

เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มทุนทหารในประเทศที่พัฒนาแล้วกับกลุ่มทุนทหารไทยแล้ว จะเห็นได้ว่ากลุ่มทุนทหารในประเทศที่พัฒนาแล้วคือผู้ส่งออกอาวุธ แต่กลุ่มทุนกองทัพไทยคือผู้นำเข้าอาวุธ ความสัมพันธ์นี้ได้ฝังลึกมาตลอดประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย

นอกจากการพัฒนาอาวุธ กลุ่มทุนทหารในประเทศที่พัฒนาแล้วมีบทบาทในการพัฒนาอุตสากรรมด้วยการสร้างเทคโนโลยีที่นำไปสู่การพัฒนาทางพาณิชย์ด้วย กล่าวคือ อุตสาหกรรมสื่อสาร (บริษัทสื่อสารในสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และยุโรปจำนวนมากมีกระทรวงกลาโหมเป็นลูกค้าสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์) อุตสาหกรรมเครื่องบิน (เช่น บริษัทโบว์อิ้งของสหรัฐฯ บริษัทแอร์บัสของฝรั่งเศส และบริษัทอะไหล่เครื่องบินอีกมาก) อุตสาหกรรมรถยนต์ (เช่น บริษัทผลิตรถเกราะในสหรัฐฯและยุโรป บริษัทบีเอ็มดับบลิว) อุตสาหกรรมน้ำมัน (ทั้งในสหรัฐและยุโรป)

นอกจากนี้ กลุ่มทุนทหารในต่างประเทศบางกลุ่มยังมีส่วนร่วมในการสร้างเทคโนโลยีด้วยการสร้างมหาวิทยาลัยและให้ทุนเพื่อการวิจัย เช่น นายจอห์น รอคกี้เฟลเลอร์ มหาเศรษฐีน้ำมันได้สร้างมหาวิทยาลัยชิคาโก นายแอนดรู คาร์เนกี้มหาเศรษฐีเหล็กกล้าก่อตั้งมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลอน ฯลฯ การสร้างมหาวิทยาลัยและให้ทุนวิจัยเพื่อเทคโนโลยีโดยกลุ่มทุนทหาร (และกลุ่มทุนอื่นๆ เช่น กลุ่มทุนการรถไฟได้สร้างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์) เป็นการสร้างผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างกลุ่มทุนอุตสาหกรรมและแรงงาน เนื่องจากการเติบโตทางอุตสาหกรรมทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือที่จะช่วยพัฒนาเทคโนโลยีและพัฒนาองค์กร

การสร้างมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยในญี่ปุ่นก็มาจากการผลักดันจากกลุ่มทุนด้วยจุดประสงค์เดียวกัน พ่อค้าญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้รัฐบาลตั้งมหาวิทยาลัยทั้งมหาวิทยาลัยรัฐบาลและมหาวิทยาลัยเอกชน

ข้อเท็จจริง 4. ช่องว่างรายได้เป็นปัญหาสำคัญที่แก้ได้ด้วยกระบวนการการเมืองและกระบวนการทางเศรษฐศาสตร์

บทความดังกล่าวพยายามชี้ว่าปริมาณคนจนในไทยได้ลดลงในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสถิติที่สร้างจากนิยามเส้นความจน (Poverty line) ซึ่งตกวันละ 1-2 เหรียญสหรัฐต่อคน [15] ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าชีวิตที่เพิ่งก้าวพ้นเส้นความจนนั้นไม่น่าพิศมัยนัก จะให้คนไทยยินดีว่าจำนวนคนจนในไทยน้อยกว่าคนจนในอัฟริกาแล้วไม่ต้องสนใจการกระจายรายได้นั้นก็ไปไม่ได้ ที่สำคัญคนไทยไม่ได้จ่ายภาษีให้รัฐบาลอัฟริกา และการกระจายรายได้เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดระบบภาษีทั่วโลก

แม้แต่ประเทศทุนนิยมสุดขั้วอย่างสหรัฐฯและอังกฤษยังใช้การกระจายรายได้มากำหนดอัตราภาษีต่างๆว่าจะเก็บจากคนกลุ่มไหนเท่าไร นอกจากนี้การกระจายรายได้เป็นประเด็นสำคัญหลังวิกฤตเศรษฐกิจทุกครั้งในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะกลุ่มทุนใหญ่บางกลุ่มโดยเฉพาะธนาคารมักได้งบประมาณภาษีมาอุ้มตอนวิกฤต ดังนั้นนักวิชาการในประเทศที่พัฒนาแล้วมักชี้ประเด็นเรื่องการการจายรายได้หลังวิกฤตทุกครั้งเพื่อตรวจสอบว่ารัฐบาลเอื้อประโยชน์ด้านภาษีอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ นอกเหนือไปจากการตรวจสอบผู้บริหารของกลุ่มทุนที่ได้รับการช่วยเหลือจากภาษี

นอกจากนี้รายงานการวิจัยทั้งในสาขาเศรษฐศาสตร์และจิตวิทยาพบว่าการสนใจรายได้ของคนรอบข้างเป็นธรรมชาติมนุษย์ ไม่ว่าจะเปรียบเทียบรายได้กับคนในองค์กรเดียวกันหรือชุมชนเดียวกัน แม้แต่ประเทศทุนนิยมสุดขั้วอย่างสหรัฐฯยังมีการเปรียบเทียบว่าผู้ว่าฯธนาคารกลางสหรัฐฯได้รายได้มากน้อยอย่างไรเมื่อเทียบกับประธานาธิบดีโอบามาหรือผู้ว่าฯธนาคารกลางยุโรป [16] ความจนหรือความรวยก็นิยามจากการเปรียบเทียบ การจัดอันดับมหาเศรษฐีทั่วโลกหรือการจัดอันดับประเทศก็มาจากการเปรียบเทียบเช่นเดียวกัน

ถ้าบทความดังกล่าวจะเอาการเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิดของไทยมาอธิบายปัญหาช่องว่างรายได้ ก็น่าจะถือว่าปัญหาช่องว่างรายได้เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจังเหมือนที่ระบบเศรษฐกิจเปิดอื่นๆได้แก้กันมาแล้ว

บทสรุป

ปัญหาช่องว่างรายได้นั้นนิยามกันด้วยดัชนีจินีและดัชนีอื่นๆที่จะนำมาเปรียบเทียบกับสถิติต่างประเทศได้ก็ต่อเมื่อการจัดทำสถิติได้มาตรฐานสากล ปัญหาช่องว่างรายได้เป็นปัญหาที่หลายประเทศตระหนักว่าสำคัญและมีอิทธิพลต่อการพัฒนาทรัพยากรในระยะยาว หลายประเทศได้พยายามแก้ไขปัญหานี้สำเร็จภายในเวลา 50 ปี

ถ้ารัฐไทยต้องการแก้ปัญหานี้ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายที่ได้ผลในประเทศอื่นมาแล้ว กล่าวคือ การปฏิรูปที่ดิน การเก็บภาษีก้าวหน้า และการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาด มาตรการเหล่านี้จะทำให้'การไหลรินอย่างช้าๆ' กลายเป็น 'การไหลรินอย่างเร็วๆ' ซึ่งเป็นหัวใจของนโยบายเพื่อการพัฒนา โดยนิยามการปฎิรูปคือการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางการเมืองที่มีกฎหมายใหม่มารองรับก่อนที่จะนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้นการแก้ปัญหาช่องว่างรายได้จึงต้องอาศัยทั้งกระบวนการการเมืองและกระบวนการทางเศรษฐศาสตร์

อ้างอิง

[1] "ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย: ข้อเท็จจริงและมายาคติ (ตอนที่ 1)" โดย สมชัย จิตสุชน และจิราภรณ์ แผลงประพันธ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ประชาไทออนไลน์ 15 กันยายน 2553: http://www.prachatai...l/2010/09/31111

[2] Human Development Report Thailand 2009: http://hdr.undp.org/...09_Thailand.pdf

[3] สำนักงานสถิติแห่งชาติ
http://service.nso.g...m_total_inc.htm

มีข้อสังเกตว่าสำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่าเป็นรายได้บุคคลแต่สหประชาชาตินำไปรายงานว่าเป็นรายได้ของครัวเรือน ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรต้องสอบถามสำนักงานสถิติแห่งชาติและสหประชาชาติให้ชัดเจน

[4] Human Development Report 2009, Economy and inequality: http://hdrstats.undp...cators/161.html

[5] World Bank, World Development Indicators (2009): Poverty indicators: http://data.worldban...g/topic/poverty

[6] Gini Coefficient, by Stephen Young, The Nation, April 21, 2010: http://www.nationmul...t-30127515.html

[7] U.S. Treasury, FAQs: The history of U.S. tax system: http://www.ustreas.g...s/history.shtml

[8] Her Majesty Revenue and Custom, Inheritance Tax Thresholds: http://www.hmrc.gov....-thresholds.htm

[9] Japan's Ministry of Finance, Introduction to the Japanese Tax System: http://www.mof.go.jp...axes2006e_b.pdf

[10] Korea's National Tax Service, Korean Taxation 2008 (Direct Taxes): http://www.nts.go.kr...008(Part_2).pdf

[11] "การปรับโครงสร้างภาษีอากร" โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ 31 กรกฎาคม 2553: http://www.prachacha...pid=05&catid=02

[12] Prudential Financial, Estate Taxes and Gift Taxes: http://www.prudentia...ge/public/12019

[13] "Labor and the Sherman Act," The Yale Law Journal 49(3), pp. 518-537, 1940.

[14] "Patriots and Profits," Paul Krugman, The New York Times, December 16, 2003:
http://www.nytimes.c.../16KRUG.html?th

[15] "Thailand's Official Poverty Lines," National Economic and Social Development Board:http://www.nscb.gov.ph/poverty/conference/papers/7_Thai%20official%20poverty.pdf

[16] "ความโปร่งใสของธนาคารกลาง" กานดา นาคน้อย มติชนออนไลน์ 2 สิงหาคม 2553:
http://www.matichon....pid=04&catid=02

Attached File(s)

  • Attached File  Figure3-7_UNDP_2009.pdf (30.75K)
    จำนวนการดาวน์โหลดทั้งหมด [ คุุ๊ณต้อง log in ก่อนจึงจะดูรูปหรือดาวน์โหลดไฟล์ได้ ] : 22


#2 User is offline   กานดา นาคน้อย 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 758
  • Joined: 26-February 10

Posted 20 September 2010 - 05:55 AM

ข้อเท็จจริงและมายาคติในบทความ "ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย: ข้อเท็จจริงและมายาคติ (ตอนที่ 2)" โดย สมชัย จิตสุชน และจิราภรณ์ แผลงประพันธ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

กานดา นาคน้อย
26 กันยายน 2553

หลังจากที่ดิฉันได้เขียนบทวิพากษ์บทความ "ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย: ข้อเท็จจริงและมายาคติ (ตอนที่ 1)" [1] โดยสมชัย จิตสุชน และจิราภรณ์ แผลงประพันธ์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ คุณสมชัยได้เขียนบทโต้แย้งต่อบทวิพากษ์ของดิฉัน [2] และเผยแพร่บทความตอนที่ 2 [3] ดิฉันขอขอบคุณคุณสมชัยที่สละเวลามาชี้แจงและให้ความรู้ในที่สาธารณะ ดิฉันได้อ่านบทโต้แย้งและบทความตอนที่ 2 แล้ว พบว่าทั้งบทโต้แย้งและบทความดังกล่าวยังมีความสับสนระหว่างข้อเท็จจริงและมายาคติ จึงเขียนบทวิพากษ์ฉบับทึ่ 2 เพื่อแลกเปลี่ยนกับคุณสมชัย และเพื่อให้ผู้อ่านได้ร่วมวิเคราะห์ด้วยกัน

ข้อเท็จจริง 1. สถิติที่ได้มาตรฐานสากลคือสถิติที่ถูกนำไปใช้ในงานวิจัยและผลการวิจัยได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการในต่างประเทศ

หลังจากที่คุณสมชัยยอมรับว่าตัวเลข 0.43 ไม่ใช่ตัวเลขดัชนีจินีที่สหประชาชาติใช้ในรายงาน คุณสมชัยแย้งว่าดัชนีจินีคำนวณได้ 2 แบบ คือฐานรายได้และฐานรายจ่าย และนำดัชนีจินีที่คำนวณด้วยฐานรายจ่าย 7 ปีระหว่างปี 1992-2009 มาให้ดูว่าอยู่ระหว่าง 0.40-0.45 เพื่อสนับสนุนว่าตัวเลข 0.43 ได้"มาตรฐานสากล" ดิฉันเดาว่าคุณสมชัยหมายความว่าค่าเฉลี่ยของ 0.40 และ 0.45 ตกประมาณ 0.43 มีข้อสังเกตว่าข้อมูลหายไป 11 ปี

คุณสมชัยถามดิฉันว่า "ส่วนการที่ อ. กานดาสรุปว่าสหประชาชาติไม่เชื่อฐานข้อมูลธนาคารโลกนั้นไม่ทราบว่าสรุปจากหลักคิดอะไร" ดิฉันขอตอบว่าหลักการความน่าจะเป็น (Probability theory) ซึ่งเป็นหลักการสากลอันเป็นพื้นฐานของวิชาสถิติ (Statistics) และเศรษฐมิติ (Econometrics)

ด้วยหลักการความน่าจะเป็น ไม่มีสถิติที่ถูกต้อง 100% กล่าวคือ สถิติมีความผิดพลาดจากการวัด (Measurement error) ความผิดพลาดนี้มีสาเหตุสารพัด เช่น ผู้เก็บสถิติเลินเล่อ ผู้บันทึกสถิติเข้าฐานข้อมูลเลินเล่อ กลุ่มสำรวจไม่ให้ข้อมูลจริงทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา ฯลฯ ดังนั้นนักวิจัยต้องตรวจสอบสถิติจากฐานข้อมูลต่างๆทั้งก่อนและหลังนำไปใช้

ดิฉันคิดว่าข้อโต้แย้งของคุณสมชัยตั้งอยู่บนความเข้าใจผิดว่าสถิติที่ผลิตโดยองค์กรระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลกหรือสหประชาชาติคือสถิติที่ได้มาตรฐานสากล ดิฉันขอชี้แจงว่าสถิติที่ผลิตโดยองค์กรระหว่างประเทศไม่ได้กลายเป็นสถิติมาตรฐานสากลโดยอัตโนมัติ เพราะสถิติมีความผิดพลาดจากการวัดดังที่ดิฉันได้อธิบายไปแล้ว กระบวนการสร้างสถิติที่ได้มาตรฐานสากลไม่จบลงที่การผลิต ก่อนนักวิจัยนำสถิติไปใช้ต้องตรวจสอบว่าสถิติมี outlier หรือไม่ นิยามของสถิติมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่เก็บข้อมูลหรือไม่ ฯลฯ เมื่อใช้สถิติแล้วผลงานวิจัยต้องได้รับการตรวจสอบเพื่อเผยแพร่ในวารสารวิชาการต่างประเทศที่มีกองบรรณาธิการเป็นกลุ่มอาจารย์หรือนักวิจัยที่มีผลงานยอมรับในวงกว้าง

สถิติเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง การผลิตสินค้าด้วยเทคโนโลยีต่างชาติ (ในที่นี้คือวิธีคำนวณดัชนีจินีและวิธีการที่สนับสนุนโดยสหประชาชาติและธนาคารโลก) โดยใช้แรงงานและวัตถุดิบในประเทศ (ในที่นี้คือสำนักงานสถิติแห่งชาติและกลุ่มสำรวจ) ไม่ใช่การรับประกันว่าสินค้ามีคุณภาพ สินค้าที่ได้มาตรฐานสากลคือสินค้าที่ผลิตแล้วส่งออกไปตีตลาดโลกได้ ด้วยเหตุนี้องค์กรระหว่างประเทศที่ผลิตสถิติร่วมกับสำนักงานสถิติในแต่ละชาติจึงทำรายงานเพื่อเสนอสถิติใหม่ให้นักวิจัยใช้ เมือผลงานวิจัยได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในต่างประเทศก็จบกระบวนการสร้างสถิติที่ได้มาตรฐานสากล

มีสถิติด้านการพัฒนามากมายที่ไม่ได้ผลิตโดยองค์กรระหว่างประเทศแต่ได้มาตรฐานสากล หลายอย่างเกิดก่อนธนาคารโลกหรือสหประชาชาติ รวมทั้งสถิติเกี่ยวกับไทย[4] ธนาคารโลกและสหประชาชาติมีอายุเพียง 65 ปี แต่วารสารวิชาการไม่ว่าสาขาสถิติและเศรษฐศาสตร์มีอายุเป็นศตวรรษ แม้แต่การก่อตั้งธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศก็ยังมีอาจารย์เศรษฐศาสตร์ร่วมวางรากฐานองค์กร ผู้บริหารฝ่ายวิจัยและผู้บริหารระดับสูงบางคนเป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ที่มีตำแหน่งประจำในมหาวิทยาลัย

เพื่อยกตัวอย่างประกอบ ดิฉันขอยกเอารูปจากรายงาน Thailand Human Development Report 2009 ที่ดิฉันประกอบในบทวิพากษ์ฉบับที่ 1 มาให้ดูอีกครั้ง ดิฉันเขียนชัดเจนในบทวิพากษ์ฉบับที่ 1 แล้วว่าข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่อาจารย์เศรษฐศาสตร์ใช้ โปรดสังเกตว่าใต้รูปนี้อ้างอิงที่มาว่า Hal Hill แห่ง ANU หรือมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australia National University) Hal Hill เป็นศาสตราจารย์ที่มีผลงานในวารสารวิชาการจำนวนมาก [5] ดิฉันจึงไม่แปลกใจว่าสหประชาชาติใช้ข้อมูลจากเขาแทนที่จะใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลธนาคารโลก

[รูปเดิม pdf จากบทวิพากษ์ตอนที่ 1]

รูปที่ดิฉันนำมาให้ดูอีกครั้งมีความสำคัญเท่ากับตาราง A1.4 ซึ่งคุณสมชัยมีส่วนร่วมจัดทำร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติและสหประชาชาติ ดิฉันใช้ตาราง A1.4 เพื่อเช็คว่าสอดคล้องกับรูปนี้หรือไม่ ถ้าไม่ตรงกันดิฉันจะสงสัยว่ารายงานของสหประชาชาติฉบับนี้ไม่ได้มาตรฐานสากลและต้องสอบถามผู้ผลิตรายงานที่สหประชาชาติว่าทำไมข้อมูลมี error มาก

ถ้าสหประชาชาติใช้ดัชนีจินีในฐานข้อมูลจากธนาคารโลกแทนที่จะใช้สถิติในรูปนี้ ดัชนีจินีที่ขาดๆหายๆแม้จะคิดค่าเฉลี่ยได้แต่ค่าเฉลี่ยไม่มีความหมายทางสถิติเพราะมี error มาก นอกจากนี้ การประเมินผลของการพัฒนาต้องประเมินด้วยการ" เปลี่ยนแปลง"ในระยะเวลาหลายทศวรรษ เราประเมินไม่ได้ด้วยค่าเฉลี่ยเพราะค่าเฉลี่ยเป็นตัวเลขเพียงตัวเดียว บทความดังกล่าวก็นำเสนอว่าสัดส่วนคนจนลดลงโดยไม่ใช้ค่าเฉลี่ยไม่ใช่หรือ? ถ้าข้อมูลขาดๆหายๆแล้วผู้เขียนหันไปใช้ค่าเฉลี่ยแทน บทความดังกล่าวก็จะเสนอไม่ได้ว่าสัดส่วนคนจนลดลง

เราตอบไม่ได้ว่าสถิติที่ธนาคารโลกทีดิฉันนำมาให้ดูในบทวิพากษ์ฉบับที่ 1 นั้นเป็นดัชนีจินีที่คำนวณจากฐานรายจ่ายที่สำนักงานสถิติแห่งชาติไทยหรือไม่ เนื่องจากปีที่มีข้อมูลก็ไม่ตรงกับข้อมูลที่คุณสมชัยยกมาทุกปี ยังมี error นอกจากนี้ข้อมูลที่คุณสมชัยยกมามีเพียง 7 ปีในเวลา 18 ปี ค่าเฉลี่ยก็ย่อมมี error มาก และไม่สามารถนำมาวิเคราะห์ด้วยมิติเวลา แต่อาจจะมีประโยชน์ในการศึกษาผ่ากลาง (Cross-section study) มีประโยชน์จริงหรือไม่ก็ต้องให้มีคนเอาไปทำวิจัยแล้วเผยแพร่ในวารสารวิชาการต่างประเทศก่อนจึงจะกลายเป็นมาตรฐานสากล

ข้อเท็จจริง 2. ปัญหาหนี้เสียไม่จำกัดที่คนรายได้น้อย คนรายได้สูงก็มีปัญหาหนี้เสียจนทำให้เกิดวิกฤตการเงินมาหลายครั้งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย

ตอนที่ 2 ของบทความอธิบายว่าสาเหตุหนึ่งของปัญหาช่องว่างรายได้คือ "นายธนาคารที่ใช้ความใกล้ชิดกับนักการเมืองแล้วขอให้รัฐบาลนำเงินงบประมาณมาช่วยแก้ปัญหาของธนาคารในยามประสบความเดือดร้อน" ภายหลังเสนอว่า "ควรมีการปรับเปลี่ยนค่านิยมเพื่อลดการบริโภคนิยมในประชากรที่รายได้น้อยและไม่แน่นอนซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว"

ดิฉันคิดว่าแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อเสนอสองมาตรฐาน เพราะไม่ได้เสนอด้วยว่า "ควรมีการปรับเปลี่ยนค่านิยมเพื่อลดการบริโภคนิยมในประชากรทีมีรายได้สูงโดยเฉพาะนายธนาคารซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาหนี้เสียจนเกิดวิกฤตการเงิน"

นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนค่านิยมไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นนโยบายด้านวัฒนธรรม เพราะหลักการเศรษฐศาสตร์มหภาคถือว่าค่านิยมหรือรสนิยมของคนในชุมชนเป็นสิ่งที่รัฐบาลเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เขาอาจจะเปลี่ยนรสนิยมเองแต่รัฐทำให้เขาเปลี่ยนไม่ได้ เศรษฐศาสตร์มหภาคให้อิสระผู้บริโภคตัดสินใจเลือกว่าจะบริโภคเท่าไรและทำงานเท่าไร ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐศาสตร์จุลภาค ถ้ารัฐบาลอยากมีอิทธิพลกำหนดรายจ่ายของผู้บริโภคก็ต้องใช้ระบบภาษี ถ้าจะแก้ปัญหาหนี้เสียทั้งคนรายได้สูงและคนรายได้ต่ำก็ต้องแก้กฎเกณฑ์การควบคุมธนาคารและสถาบันการเงิน และลงโทษผู้บริหารสถาบันการเงินที่รัฐบาลนำภาษีประชาชนไปช่วย

ข้อเท็จจริง 3. ในแบบจำลองด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth model) ไม่มีผู้นำการพัฒนาหรือผู้ตามการพัฒนา ปัจจัยการผลิตเคลื่อนไหวไปพร้อมๆกัน ไม่มีใครนำและไม่มีใครตาม

คุณสมชัยตอบความเห็นของดิฉันที่ว่ากองทัพไทยคือกลุ่มทุนที่ไม่พัฒนาเทคโนโลยีใดๆโดยเสนอว่ากองทัพก็คือ? ผู้นำการพัฒนา?แบบหนึ่งเหมือนกัน ตอนที่ 2 ของบทความดังกล่าวอธิบายถึงปัญหาที่มาจาก "ผู้นำการพัฒนา" ได้แก่ปัญหากรรมสิทธิ์ทีดินและปัญหาการผูกขาด แต่สุดท้ายก็ไม่นำเสนอนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินหรือเสนอให้บังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาด ดิฉันแปลกใจว่ากล่าวถึงปัญหาเหล่านี้ทำไมถ้าไม่เสนอวิธีการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็น

ดิฉันแปลคำว่า "ผู้นำการพัฒนา"เป็นศัพท์เศรษฐศาสตร์ภาษาอังกฤษไม่ได้ เพราะแบบจำลองการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth model) เป็น General equilibrium กล่าวคือ ไม่มี"ผู้นำการพัฒนา"หรือ"ผู้ตามการพัฒนา" ในแบบจำลองเหล่านี้แรงงานและกลุ่มทุนเป็นปัจจัยการผลิตที่ดำเนินควบคู่กันไปพร้อมกันและตอบสนองนโยบายหรือปัจจัยภายนอกประเทศพร้อมๆกัน แม้ว่าทุนจะเคลื่อนไหวได้สะดวกกว่าแรงงานเพราะแรงเสียดทานในตลาดทุนน้อยกว่าแรงเสียดทานในตลาดแรงงาน แต่ทุนก็ไม่ได้ทุนเคลื่อนไหวก่อนแรงงาน ทุนเพียงแต่ตอบสนองต่อต้นทุนในปริมาณที่มากกว่าแรงงานตอบสนองต่อค่าแรงเท่านั้น ส่วนการลงทุนก็มาจากการะดมเงินออมในประเทศผ่านระบบธนาคารและการกู้ยืมจากต่างประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นควบคู่ไปพร้อมกัน ส่วนการพัฒนาเทคโนโลยีก็มาจากการสนับสนุนการวิจัยทั้งจากผู้ผลิตและรัฐบาล และต้องอาศัยแรงงานมีฝีมือในขณะเดียวกัน ดังนั้นปัจจัยการผลิตทุกฝ่ายมีบทบาทในการพัฒนาพร้อมกัน

ข้อเท็จจริง 4. การนำเสนอนโยบายทางสังคมต้องควบคู่ไปกับนโยบายการคลัง

ตอนที่ 2 ของบทความดังกล่าวเสนอแนวทางแก้ปัญหาทางสังคมหลายอย่าง เช่น "ทางด้านสังคม สังคมไทยต้องให้การศึกษาขั้นพื้นฐานที่ทั่วถึงและมีคุณภาพโดยเฉพาะการศึกษาในระดับกลางและระดับสูง และควรมีระบบแนะแนวการศึกษาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมที่กำลังเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาเพื่อให้สามารถเลือกวิชาที่ตรงกับความต้องการของตลาดหรือที่ตัวเองสนใจอย่างแท้จริง"

ในความเป็นจริง"สังคมไทย"ไม่สามารถให้การศึกษาขั้นพื้นฐานได้ การให้การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหน้าที่ของ" รัฐบาล" ดังนั้นเราจึงหลีกเลี่ยงการนำเสนอนโยบายการคลังไม่ได้ ประเด็นคือทำอย่างไรให้งบประมาณการศึกษามากขึ้น? จะลดงบประมาณกระทรวงไหน? หรือว่าจะปฎิรูประบบภาษีเพื่อจัดเก็บภาษีแบบใหม่? บทความดังกล่าวไม่มีข้อเสนอทางการคลังเลย ทั้งตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ของบทความดังกล่าวไม่มีคำว่า"ภาษี"แม้แต่คำเดียว

ข้อเท็จจริง 5. เอ็นจีโอส่วนมากไม่ใช่ NGO แต่เป็นผู้รับเหมา

ตอนที่ 2 ของบทความดังกล่าวเสนอให้สนับสนุนองค์กรพัฒนาภาคเอกชนแล้ววงเล็บว่าเอ็นจีโอ (ขอไม่เรียกว่า NGO เพราะจะทำให้สับสน) ไม่เข้าใจว่าสนับสนุนอย่างไร? ให้งบประมาณเอ็นจีโอมากขึ้น? ดิฉันคิดว่าเราควรจำกัดบทบาทของเอ็นจีโอที่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาล

เอ็นจีโอไทยส่วนมากคือผู้รับเหมา (Subcontractor) ทำโครงการทางสังคมโดยที่ไม่ต้องผ่านการประมูล แตกต่างจาก"องค์กรไม่ใช่รัฐบาล"หรือ Non-government organization (NGO) ในต่างประเทศ เพราะรัฐบาลต่างประเทศไม่ใช่ลูกค้าของ NGO เมื่อเอ็นจีโอไทยมีรายได้จากรัฐบาล การตรวจสอบ(หรือไม่ตรวจสอบ)รัฐบาลกลายเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับรัฐบาลเพื่อผลประโยชน์จากโครงการรับเหมา ดังนั้นเอ็นจีโอจึงมีแรงจูงใจในการทุจริตสูงมาก และยังส่งเสริมการทุจริตในด้านอื่นๆเพราะไม่มีแรงจูงใจในการตรวจสอบรัฐบาล

ในเมื่อเอ็นจีโอส่วนมากคือผู้รับเหมา เราก็น่าจะส่งเสริมให้มีการตรวจสอบเอ็นจีโออย่างโปร่งใส เพราะความโปร่งใสเป็นกลไกที่ช่วยป้องกันการทุจริต เช่น ให้เอ็นจีโอใส่ซองประมูลโครงการแข่งกับผู้รับเหมาอื่นๆ เปิดเผยรายได้ของกรรมการบริหารของเอ็นจีโอในส่วนที่มาจากภาษีประชาชนตราบใดที่ยังไม่ใช้ระบบใส่ซองประมูล ประเมินผลจากโครงการที่รับเหมาไปโดยคนนอก ทางที่ดีที่สุดน่าจะยกเลิกการให้งบประมาณภาษีแก่เอ็นจีโอ และให้เอ็นจีโอหาทุนมาดำเนินงานเองแบบ NGO ในต่างประเทศ เอ็นจีโอจะได้กลายเป็น"องค์กรไม่ใช่รัฐบาล" จริงๆ

เอ็นจีโออาศัยงบประมาณจากภาษีประชาชนก็แสดงว่าเอ็นจีโอพึ่งตัวเองไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เอ็นจีโอจะทำให้ประชาชนพึ่งตัวเองได้

บทสรุป

ตอนที่ 2 ของบทความดังกล่าวนำเสนอสาเหตุของปัญหาช่องว่างรายได้ และดิฉันเห็นด้วยกับหลายสาเหตุที่ยกมา แต่วิธีการแก้ปัญหาด้วยนโยบายเศรษฐกิจที่บทความดังกล่าวเสนอแนะไม่ใช่นโยบายที่ตรงประเด็น ถ้าจะให้ตรงประเด็น ปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินควรแก้ด้วยการปฎิรูปที่ดิน ปัญหากลุ่มทุนผูกขาดควรแก้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาด ปัญหาหนี้เสียควรแก้ด้วยการปรับปรุงกฎเกณฑ์การควบคุมสถาบันการเงิน ส่วนการแก้ไขด้วยนโยบายสังคมต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฎิรูประบบภาษี เพราะรายจ่ายด้านสังคมเพิ่มภาระทางการคลัง

การแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางกระบวนการทางการเมืองซึ่งน่าจะเริ่มจากการยอมรับผลการเลือกตั้ง ปัญหาทุจริตมีรากฐานมาจากการไม่บังคับใช้กฎหมายไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งก็ไม่ได้แก้ปัญหาการทุจริตอยู่ดี การที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกคนที่ปกป้องผลประโยชน์ของตนไม่ขัดกับหลักการทางเศรษฐศาสตร์ เพราะหลักการทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าผู้บริโภคมีอิสระในการเลือกบริโภคและเลือกทำงาน รสนิยมก็เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้บริโภค ส่วนผู้ผลิตก็มีอิสระในการเลือกผลิต แต่รัฐบาลเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคและผู้ผลิตได้ด้วยระบบภาษีและกฎเกณฑ์การควบคุมอุตสาหกรรมต่างๆ

สุดท้ายนี้ดิฉันขอขอบคุณคุณสมชัยและคุณจิราภรณ์ที่เปิดประเด็นเรื่องช่องว่างรายได้ให้ได้วิเคราะห์และสละเวลามาแลกเปลี่ยนกันในที่สาธารณะ

อ้างอิง

[1] ข้อเท็จจริงและมายาคติในบทความ "ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย: ข้อเท็จจริงและมายาคติ (ตอนที่ 1)" โดย สมชัย จิตสุชน และจิราภรณ์ แผลงประพันธ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย โดย กานดา นาคน้อย, Siam Intelligence Unit, 20 กันยายน 2553: http://www.siamintel...lusion-article/
[2] ความเห็นที่ 4 ที่ [1]
[3] "ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย: ข้อเท็จจริงและมายาคติ (ตอนที่ 2)" โดย สมชัย จิตสุชน และจิราภรณ์ แผลงประพันธ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, Siam Intelligence Unit, 24 กันยายน 2553: http://www.siamintel...hailand-societ/
[4] Hoffman, F. L. "Review: Statistical Yearbook of the Kingdom of Siam," Journal of the American Statistical Association 18(140), 545-548, December 1922.
[5] Hal Hill at IDEAS: http://ideas.repec.org/e/phi86.html

#3 User is offline   wirote 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 406
  • Joined: 02-December 08

Posted 20 September 2010 - 06:42 AM

ลงชื่อว่าอ่านแล้วครับ

#4 User is offline   Jotaro 

  • Freedom not Fear
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 484
  • Joined: 31-October 09

Posted 20 September 2010 - 09:21 AM

ขอบคุลมากคับ :getmore(6):

รัฐบาลประเภทเผด็จการส่วนใหญ่ ก็เอาผลประโยชน์เข้าตัวเองหมดแหละคับ ที่เหลือก็ให้กินอยู่อย่างพอเพียง อิอิ

#5 User is offline   กานดา นาคน้อย 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 758
  • Joined: 26-February 10

Posted 20 September 2010 - 10:02 AM

View PostJotaro, on 20 September 2010 - 09:21 AM, said:

ขอบคุลมากคับ :getmore(6):

รัฐบาลประเภทเผด็จการส่วนใหญ่ ก็เอาผลประโยชน์เข้าตัวเองหมดแหละคับ ที่เหลือก็ให้กินอยู่อย่างพอเพียง อิอิ


มีกินวันละ 1-2 เหรียญหรือวันละ 32-65 บาทนี่จะกินให้อิ่มคงต้องกินข้าวเยอะๆกะเมนูสารพัดไข่ ถ้าเจ็บป่วยไปทำงานไม่ได้ก็เดี้ยงสถานเดียวค่ะ

ขอบคุณที่อ่านนะคะ

#6 User is offline   ดตร.ท. เกร็งสุข ลุกชูชัน 

  • ให้เสียวโดย...พันธมิตร
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 4,408
  • Joined: 10-October 08

Posted 20 September 2010 - 10:49 AM

ขอบคุณ อ. มากฮะ :bn49:

#7 User is offline   Ruammit 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 461
  • Joined: 09-June 09

Posted 20 September 2010 - 12:49 PM

เข้ามาเชียร์เป็นกำลังใจไว้ก่อน..แล้วจะทะยอยอ่านทีหลัง :bn21:

#8 User is offline   Hekate 

  • อำนาจใดจะอยู่ค้ำฟ้า?
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 2,357
  • Joined: 04-February 09

Posted 20 September 2010 - 03:31 PM

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับการเอาบทวิเคราะห์มาให้อ่าน ยกตัวอย่างเปรียบเทียบแบบนี้ ค่อยยังชั่ว ทำให้อ่านง่าย และเข้าใจอะไร ๆ มากขึ้น (ปกติอ่านรายงานวิจัยพวกนี้มีแต่ตัวเลข และตีความไม่ออก ปวดหัวค่ะ)

แต่ยังมีข้อสงสัยอีกนิดหน่อย...

View Postกานดา นาคน้อย, on 20 September 2010 - 05:26 AM, said:

2.3. การบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาด (Antitrust laws) มีผลต่อการพัฒนาประเทศ

สหรัฐฯเริ่มบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดเมื่อ 120 ปีที่แล้วเพื่อสลายการผูกขาดของบริษัทการรถไฟแห่งหนึ่ง [13] ภายหลังได้จัดตั้งคณะกรรมการการค้า (Federal Trade Commission) เพื่อบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดร่วมกับแผนกต่อต้านการผูกขาดในกระทรวงยุติธรรม (Antitrust Division, Department of Justice) ตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากนั้นไดบังคับใช้กฏหมายนี้เพื่อสลายบรรษัทผูกขาด (Corporate monopoly) ในหลายอุตสาหกรรม เช่น ยาสูบ น้ำมัน เงินทุนหลักทรัพย์ ฯลฯ

ส่วนการลดอำนาจการผูกขาดของกลุ่มทุนผูกขาดของญี่ปุ่น (Zaibatsu) เกิดขึ้นเมื่อ 60 ปีที่แล้ว กลุ่มทุนผูกขาดของเกาหลีใต้ (Chaebol) โดนลดอำนาจเมื่อ 30 ปีที่แล้ว มาตรการสำคัญของการลดอำนาจผูกขาดในเกาหลีใต้คือการห้ามกลุ่มทุนอุตสาหกรรมเป็นเจ้าของธนาคาร ส่วนการลดอำนาจผูกขาดในญี่ปุ่นนั้นยังไม่แยกอำนาจธนาคารออกจากอุตสาหกรรมอื่น

การบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาด สำหรับประเทศไทยจะทำได้หรือ?? หรือเราได้แต่ฝัน

ถ้าเป็นเมื่อก่อน (สมัยที่ยังใสซื่อต่อสถานการณ์บ้านเมือง- สังคมไทย) ก็อาจมีความหวัง

แต่มา ณ วันนี้ อะไรที่เคยซุกอยู่ในมุมมืด มันได้เผยโฉมให้เห็นความขรุขระ น่าเกลียด และซับซ้อน อย่างยิ่ง

ถ้าจะบอกว่าอุปสรรคของการบังคับใช้กฎหมายนี้ของประเทศไทย อยู่ที่ระบบอุปถัมภ์!! ก็ต้องเหลียวไปมองญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ที่เคยมีระบบศักดินาอย่างเข้มข้น ระบบอุปถัมภ์ก็ไม่ยิ่งหย่อนกว่าประเทศไทย. ..ทำไมเขาทำได้??

ถ้าจะบอกว่าอุปสรรคนั้นเป็นกลุ่มทุนทหาร (ก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบอุปถัมภ์อีกนั่นแหล่ะ). .ก็ได้แต่ เฮ้อ..ตอนนี้ยังคิดอะไรไม่ออก ว่าจะลดทอนอำนาจส่วนนี้ของกลุ่มทหารที่เข้ามายุ่มยามและเป็นตัวถ่วงในระบบเศรษฐกิจประเทศ ได้อย่างไร??

อดีตประธานาธิบดี Jose Figueres ของ Costa Rica ทำได้อย่างไรกันนะ? ถึงสามารถยุบกองทัพได้



View Postกานดา นาคน้อย, on 20 September 2010 - 05:26 AM, said:

ข้อเท็จจริง 3. กลุ่มทุนไทยแตกต่างจากกลุ่มทุนในประเทศที่ก้าวข้ามการพัฒนาในขั้นแรก

................................
กลุ่มทุนของไทยแตกต่างจากกลุ่มทุนในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯในหลายด้าน ด้านที่ชัดเจนที่สุดคือบทบาทของกลุ่มทุนทหาร

3.1. กองทัพไทยคือกลุ่มทุน แต่กองทัพในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯไม่ใช่กลุ่มทุน

ในประเทศที่พัฒนาแล้วทุกประเทศยกเว้นญี่ปุ่นมีกลุ่มทุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับกองทัพผ่านการจัดซื้อและสัมปทาน ส่วนญี่ปุ่นเคยมีอุตสาหกรรมอาวุธจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่กลุ่มทุนในประเทศเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มทุนของกองทัพ กล่าวคือ กองทัพในประเทศที่พัฒนาแล้วไม่เคยถือหุ้นในบริษัทอาวุธ ไม่ถือหุ้นธนาคาร หุ้นสื่อมวลชน หุ้นโรงแรม ฯลฯ ดังนั้นกลุ่มทุนต่างประเทศที่ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมอาวุธและนักวิชาการต่างประเทศจึงไม่สร้างสายสัมพันธ์กับกองทัพ และสามารถวิพากษ์วิจารณ์กองทัพได้อย่างเป็นกลาง
ในทางกลับกันกองทัพไทยเป็นกลุ่มทุนที่มีธุรกิจครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม และมีเครือข่ายทั้งด้านธุรกิจและด้านวิชาการในสถาบันต่างๆ เครื่อข่ายเหล่านี้พร้อมจะสนับสนุนผลประโยชน์ของกองทัพในอุตสาหกรรมต่างๆไม่ว่าในยุคก่อนและหลังรัฐประหาร 2549 ทำให้เกิดวงจรรัฐประหารไม่จบไม่สิ้น นี่คือปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีรัฐประหารมากที่สุดในโลก

3.2. กลุ่มทุนกองทัพไทยไม่สร้างเทคโนโลยี แตกต่างจากกลุ่มทุนในอุตสาหกรรมอาวุธในประเทศที่พัฒนาแล้ว

แม้ว่ากองทัพในประเทศพัฒนาแล้วไม่ถือหุ้นธนาคารและหุ้นในบริษัทเอกชน ผู้บริหารกลุ่มทุนในอุตสาหกรรมอาวุธจำนวนหนึ่งเคยทำงานในกระทรวงกลาโหม ดังนั้นสายสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมอาวุธและพลเรือนในกระทรวงกลาโหมสามารถนำไปสู่การใช้อำนาจของกองทัพเพื่อเอื้อประโยชน์ให้อุตสาหกรรมอาวุธ (Military-industrial complex) [14] ถ้ามองในแง่นี้เราสามารถเรียกกลุ่มทุนในอุตสาหกรรมอาวุธได้ว่าเป็น' กลุ่มทุนทหาร'ประเภทหนึ่ง

เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มทุนทหารในประเทศที่พัฒนาแล้วกับกลุ่มทุนทหารไทยแล้ว จะเห็นได้ว่ากลุ่มทุนทหารในประเทศที่พัฒนาแล้วคือผู้ส่งออกอาวุธ แต่กลุ่มทุนกองทัพไทยคือผู้นำเข้าอาวุธ ความสัมพันธ์นี้ได้ฝังลึกมาตลอดประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย

นอกจากการพัฒนาอาวุธ กลุ่มทุนทหารในประเทศที่พัฒนาแล้วมีบทบาทในการพัฒนาอุตสากรรมด้วยการสร้างเทคโนโลยีที่นำไปสู่การพัฒนาทางพาณิชย์ด้วย กล่าวคือ อุตสาหกรรมสื่อสาร (บริษัทสื่อสารในสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และยุโรปจำนวนมากมีกระทรวงกลาโหมเป็นลูกค้าสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์) อุตสาหกรรมเครื่องบิน (เช่น บริษัทโบว์อิ้งของสหรัฐฯ บริษัทแอร์บัสของฝรั่งเศส และบริษัทอะไหล่เครื่องบินอีกมาก) อุตสาหกรรมรถยนต์ (เช่น บริษัทผลิตรถเกราะในสหรัฐฯและยุโรป บริษัทบีเอ็มดับบลิว) อุตสาหกรรมน้ำมัน (ทั้งในสหรัฐและยุโรป)

นอกจากนี้ กลุ่มทุนทหารในต่างประเทศบางกลุ่มยังมีส่วนร่วมในการสร้างเทคโนโลยีด้วยการสร้างมหาวิทยาลัยและให้ทุนเพื่อการวิจัย เช่น นายจอห์น รอคกี้เฟลเลอร์ มหาเศรษฐีน้ำมันได้สร้างมหาวิทยาลัยชิคาโก นายแอนดรู คาร์เนกี้มหาเศรษฐีเหล็กกล้าก่อตั้งมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลอน ฯลฯ การสร้างมหาวิทยาลัยและให้ทุนวิจัยเพื่อเทคโนโลยีโดยกลุ่มทุนทหาร (และกลุ่มทุนอื่นๆ เช่น กลุ่มทุนการรถไฟได้สร้างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์) เป็นการสร้างผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างกลุ่มทุนอุตสาหกรรมและแรงงาน เนื่องจากการเติบโตทางอุตสาหกรรมทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือที่จะช่วยพัฒนาเทคโนโลยีและพัฒนาองค์กร

การสร้างมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยในญี่ปุ่นก็มาจากการผลักดันจากกลุ่มทุนด้วยจุดประสงค์เดียวกัน พ่อค้าญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้รัฐบาลตั้งมหาวิทยาลัยทั้งมหาวิทยาลัยรัฐบาลและมหาวิทยาลัยเอกชน

ในข้อ 3.1 และ 3.2 มีข้อสงสัยนิดหน่อย คือ เหมือนข้อความขัดกัน ตรงที่โคว้ทสีแดงไว้น่ะค่ะ...แบบนี้จะมีผลไหมคะในเรื่องผลประโยชน์ และการควบคุม

#9 User is offline   กานดา นาคน้อย 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 758
  • Joined: 26-February 10

Posted 20 September 2010 - 04:21 PM

View PostHekate, on 20 September 2010 - 03:31 PM, said:

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับการเอาบทวิเคราะห์มาให้อ่าน ยกตัวอย่างเปรียบเทียบแบบนี้ ค่อยยังชั่ว ทำให้อ่านง่าย และเข้าใจอะไร ๆ มากขึ้น (ปกติอ่านรายงานวิจัยพวกนี้มีแต่ตัวเลข และตีความไม่ออก ปวดหัวค่ะ)

แต่ยังมีข้อสงสัยอีกนิดหน่อย...

การบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาด สำหรับประเทศไทยจะทำได้หรือ?? หรือเราได้แต่ฝัน

ถ้าเป็นเมื่อก่อน (สมัยที่ยังใสซื่อต่อสถานการณ์บ้านเมือง- สังคมไทย) ก็อาจมีความหวัง

แต่มา ณ วันนี้ อะไรที่เคยซุกอยู่ในมุมมืด มันได้เผยโฉมให้เห็นความขรุขระ น่าเกลียด และซับซ้อน อย่างยิ่ง

ถ้าจะบอกว่าอุปสรรคของการบังคับใช้กฎหมายนี้ของประเทศไทย อยู่ที่ระบบอุปถัมภ์!! ก็ต้องเหลียวไปมองญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ที่เคยมีระบบศักดินาอย่างเข้มข้น ระบบอุปถัมภ์ก็ไม่ยิ่งหย่อนกว่าประเทศไทย. ..ทำไมเขาทำได้??

ถ้าจะบอกว่าอุปสรรคนั้นเป็นกลุ่มทุนทหาร (ก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบอุปถัมภ์อีกนั่นแหล่ะ). .ก็ได้แต่ เฮ้อ..ตอนนี้ยังคิดอะไรไม่ออก ว่าจะลดทอนอำนาจส่วนนี้ของกลุ่มทหารที่เข้ามายุ่มยามและเป็นตัวถ่วงในระบบเศรษฐกิจประเทศ ได้อย่างไร??

อดีตประธานาธิบดี Jose Figueres ของ Costa Rica ทำได้อย่างไรกันนะ? ถึงสามารถยุบกองทัพได้


ด้วยระบบยุติธรรมในปัจจุบันทำไม่ได้ค่ะ จะปฏิรูปกันอย่างไรให้ระบบยุติธรรมไทยทำได้ก็ต้องปรึกษานักรัฐศาสตร์

ดิฉันคิดว่าถ้าระบบยุติธรรมเอาคนปิดสนามบินเข้าคุกไม่ได้ ก็บังคับใ้ช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดไม่ได้ค่ะ

ที่สำคัญอีกอย่างคือต้องมีนักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นกลางพอที่จะให้การในคดีต่อต้านการผูกขาด แผนกต่อต้านการผูกขาดที่กระทรวงยุติธรรมนั้นมีทั้งนักเศรษฐศาสตร์ประจำและอาศัยคำให้การของอาจารย์เศรษฐศาสตร์

ญีปุ่นลดบทบาทกองทัพได้เพราะแ้พ้สงคราม ก่อนสงครามประชากรญี่ปุ่นเชื่อจริงๆว่าจักรพรรดิเป็นเชื้อสายพระเจ้า พอแพ้สงครามก็ตาสว่างเพราะการแพ้สงครามแปลว่าจักรพรรดิไม่ใช่ลูกพระอาทิตย์ กองทัพของจักรพรรดิเลยหมดอำนาจไป ประกอบกะสหรัฐฯเข้ามาตัดอำนาจกองทัพญี่ปุ่นด้วย

่่ส่วนเกาหลีใต้นั้นเป็นเืมืองขึ้นญี่ปุ่นมากว่า 30 ปีก่อนส่งครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพเกาหลีใต้ก็หมดเขี้ยวเล็บไปเยอะ มีสหรัฐฯมาต่อเขี้ยวเล็บให้หลังญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกแต่ก็เป็นยุคที่ประชากรเริ่มฉลาดขึ้นแล้ว ความอดอยากตอนสงครามคงสอนทั้งคนญี่ปุ่นทั้งคนเกาหลีให้ฉลาดขึ้นมังคะ แต่ข้างๆเกาหลีใต้ก็มีเกาหลีเหนือที่ทำไงประชาชนก็ไม่ตาสว่างเพราะการปิดกั้นข่าวสาร ไม่รู้เหมือนกันว่าไทยจะกลายเป็นแบบไหน


View PostHekate, on 20 September 2010 - 03:31 PM, said:

ในข้อ 3.1 และ 3.2 มีข้อสงสัยนิดหน่อย คือ เหมือนข้อความขัดกัน ตรงที่โคว้ทสีแดงไว้น่ะค่ะ...แบบนี้จะมีผลไหมคะในเรื่องผลประโยชน์ และการควบคุม


ถามได้ดีค่ะ

คณะกรรมการมหาวิทยาลัยของสหรัฐไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นมหาลัยรัฐบาลหรือเอกชน คณะกรรมการมีำอำนาจการบริหารเป็นอิสระจากผู้ก่อตั้งและมีการตรวจสอบที่ชัดเจน คล้ายๆกับการบริหารประเทศสหรัฐที่มีการคานอำนาจกัน ในด้านการเงินสมัยนั้นสหรัฐฯมีระบบการทำบัญชีและจัดเก็บสถิติแล้ว

นอกจากนี้บทบาทสมาคมวิชาชีพแต่ละสาขาได้สร้างอำนาจต่อรองให้อาจารย์ข้ามมหาวิทยาลัย ระบบการให้ทุนวิจัยของสหรัฐนั้นอาจารย์มีอำนาจต่อรอง เงินเดือนและผลตอบแทนก็ต่อรองกันเหมือนงานเอกชน ขึ้นอยู่กะว่าเรามีอำนาจต่อรองแค่ไหน อาจารย์สามารถย้ายข้ามมหาลัยได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องผูกขาดกับเจ้าของทุนเดิมๆในองค์กรเดิมๆ ผู้บริหารมหาลัยในยุึคก่อตั้งก็เป็นอาจารย์มาก่อน เช่น มาจากโรงเรียนหรือวิทยาลัยเทคนิคที่เกิดก่อน หรือมาจากมหาลัยที่เก่ากว่ามหาลัยที่เกิดจากนโยบายแจกที่ดิน ดิฉันคิดว่าขนาดประเทศเป็นปัจจัยหนึ่ง สหรัฐฯเป็นประเทศใหญ่ในด้านภูมิศาสตร์ การรวมศูนย์อำนาจในกองทัพหรือในสถาบันการศึกษานั้นทำไม่ได้ง่ายๆ และประชากรมีความหลายหลายทางเผ่าพันธุ์เกินกว่าที่จะยอมอยู่ภายใต้การบริหารแบบรวมศูนย์ อาจารย์ที่วิจารณ์นโยบายที่ไม่เหมาะสมก็ไม่จำเป็นต้องเป็นอธิการบดี ถ้าสามารถหาอาจารย์ที่คิดตรงกันจำนวนมากได้ก็มีอิทธิพลได้

เป็นความจริงว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งมีการทำวิจัยด้านอาวุธโดยเฉพาะอาวุธนิวเคลียร์ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ตอนนั้นสหรัฐเป็นประเทศมหาอำนาจแล้วและแก้ปัญหาการกระจายรายได้ไปนานแล้ว วิจารณ์กันได้ว่าหลังจากสหรัฐกลายเป็นมหาำอำนาจผู้บริหารมหาลัยร่วมสมัยได้ใช้สายสัมพันธ์กับกองทัพในทางมิชอบอย่างไร เช่น คอนโดริซซา ไรซ์ อดีตผู้บริหารมหาลัยสแตนฟอร์ด มีบทบาทโดยตรงในการใช้อำนาจทหารสหรัฐในการทำสงครามกะต่างประเทศ ยุคสงครามเวียดนามมีแล็บในหลายมหาลัยทำวิัจัยด้านอาวุธให้กองทัพ แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่เกี่ยวกับกระบวนการแก้ปัญหาการกระจายรายได้ในอดีตค่ะ

ส่วนในญีี่่ปุ่นนั้น แม้ว่ามหาลัยจะผลิตคนเพื่อรองรับการขยายตัวของการค้าและอุตสาหกรรมหนัก กลุ่มทุนญี่ปุ่นไม่เห็นคุณค่าอาจารย์เท่ากลุ่มทุนสหรัฐฯหรอกนะคะ แม้แต่ในปัจจุบันนักวิจัยหรืออาจารย์ในญี่ปุ่นไม่ใช่อาชีพที่รวยเท่านักวิจัยหรืออาจารย์ที่สหรัฐฯนะคะ บริษัทญี่ปุ่นต้องการให้มหาลัยผลิตคนและเทคโนโลยีเพื่อช่วยผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเท่านั้น อาจารย์ในญี่ปุ่นมีสถานะคล้ายๆนักบวชในประเทศตะวันตก คืออยู่ในสังคมของเขา นักวิชาการที่มาออกทีวีหรือเขียนบทความลงสื่อมวลชนไม่ได้้มีมากมายเท่าไทย ออกไปในแนวเขียนหนังสือให้คนอ่านมากกว่า คนญี่ปุ่นที่อยากรวยอยากมีหน้ามีตาในสังคมไม่มาเป็นอาจารย์ักันหรอกนะคะ เขาจบปริญญาตรีจากมหาลัยดังๆแล้วก็ไปเข้าบริษัทหรือธนาคารใหญ่ๆกัน สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของอาจารย์ญี่ปุ่นไม่สูงเท่าที่เมืองไทยค่ะ

#10 User is offline   Leverage 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 2,730
  • Joined: 05-January 10

Posted 20 September 2010 - 04:42 PM

ขอบคุณ อ.มากครับ เดี่ยวต้องมาอ่านซ้ำ แต่สนใจเรื่องกลุ่มทุนทหาร
เนื่องจากมันเอาแต่ปฏิวัติ รบกับลาวก้อแพ้เขา แต่ซ่าเหลือเกิน :bn41:

#11 User is offline   กานดา นาคน้อย 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 758
  • Joined: 26-February 10

Posted 20 September 2010 - 04:57 PM

View PostLeverage, on 20 September 2010 - 04:42 PM, said:

ขอบคุณ อ.มากครับ เดี่ยวต้องมาอ่านซ้ำ แต่สนใจเรื่องกลุ่มทุนทหาร
เนื่องจากมันเอาแต่ปฏิวัติ รบกับลาวก้อแพ้เขา แต่ซ่าเหลือเกิน :bn41:


เปิดทีวีก็มีททบ.5 ไปธนาคารก็เจอธนาคารทหารไทย ไปสนามกอล์ฟก็เ้ข้าค่ายทหาร ไปรีสอร์ทหรือทะเลก็เจอที่ดินทหาร ฯลฯ กลุ่มทุนทหารนั้นแทรกซึมไปกับวิถีชีวิตแบบไทยๆมานานแ้ล้วค่ะ

#12 User is offline   กานดา นาคน้อย 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 758
  • Joined: 26-February 10

Posted 20 September 2010 - 05:48 PM

เพิ่มเติมให้คุณ Hekate

มหาลัยรับเงินบริจาคมานั้นคนบริจาคก็ได้ประโยชน์นะคะ ได้จากการหักภาษีค่ะ เป็นประโยชน์ด้านหนึ่งที่อำนวยให้มหาเศรษฐีอเมริกันนิยมบริจาคกะมหาลัยแบบไม่ตามมาเรียกร้องบุญคุณกันอีก 100 ปี มหาลัยก็ให้เกียรติโดยการตั้งชื่อเป็นที่ระลึก เอามาสอนให้คนรุ่นหลังรู้ว่าเขาช่วยบริจาคเงินเพื่อให้เกียรติคนตั้งมหาลัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคนอเมริกันไม่นิยมทวงบุญคุณค่ะ คนให้ทุนก็ให้ขาด ทุนการศึกษาสหรัฐก็ไม่ใช่สัญญาว่าจ้างล่วงหน้าเหมือนทุนจากเมืองไทยนะคะ

มหาลัยก็มีหลายระดับ แบบที่กว้านซื้อได้สบายๆก็ย่อมมี เหมือนมหาลัยห้องแถวที่ขายปริญญาให้คนต่างชาติที่หาได้ไม่ยาก ที่ดิฉันกล่าวถึงนั้นเป็นมหาัลัยวิจัยน่ะค่ะ

#13 User is offline   แมวร้องหง่าวหง่าว 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 2,233
  • Joined: 02-March 10

Posted 20 September 2010 - 06:10 PM

View Postกานดา นาคน้อย, on 20 September 2010 - 05:26 AM, said:

2.1. การปฏิรูปที่ดินเป็นหัวใจสำคัญในลดช่องว่างรายได้

นโยบายแจกที่ดินเพื่อการพัฒนาของสหรัฐฯ. .....

2.2. การจัดเก็บภาษีก้าวหน้าเป็นนโยบายปกติในประเทศที่พัฒนาแล้ว

แม้แต่ประเทศทุนนิยมสุดขั้วอย่างสหรัฐฯและอังกฤษก็ใช้ระบบจัดเก็บภาษีก้าวหน้า เช่น ภาษีมรดกและภาษีของขวัญ ภาษีทรัพย์สินที่ครอบคลุมทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สหรัฐฯและอังกฤษมีภาษีเหล่านี้มาเกือบ 100 ปีแล้ว [7][8] ส่วนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้นั้นนำภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สินเข้ามาใช้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 [9][10]


แจกที่ สปก. ใครได้็ที่ดินไปส่วนใหญ่ก็ไม่รู้
เอาพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมมาให้ชาวบ้านเช่าทำกิน ก็กลายเป็นว่าเจ้าของสวนปาล์มน้ำมันอย่างที่ภาคใต้ หรือเจ้าของสวนยูคาผู้ผลิตกระดาษในภาคอีสานได้เช่าที่ไปเกือบหมด ชาวบ้านรอกันเหงือกแห้งต่อไป แถมตัวตั้งตัวตีต่อสู้นายทุนหรือขวางรัฐก็โดนยิงตายกันไปเท่าไรก็ไม่รู้ :bn29:


แล้วไอ้กฎหมายที่จะเ็ก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าที่รัฐบาลมาร์คไปคลลอดในค่ายทหารอ่ะ จนป่านนี้ยังไม่มีใครได้เห็นร่างจริงเลยมั๊ง

คาดว่าจะดองเรื่องไว้จนยุบสภา แล้วก็หยิบเอามาใช้หาเสียงมากกว่าที่คิดจะผลักดันจริงจังล่ะั๊มั๊งครับ




View Postกานดา นาคน้อย, on 20 September 2010 - 05:26 AM, said:

3.1. กองทัพไทยคือกลุ่มทุน แต่กองทัพในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯไม่ใช่กลุ่มทุน

กล่าวคือ กองทัพในประเทศที่พัฒนาแล้วไม่เคยถือหุ้นในบริษัทอาวุธ ไม่ถือหุ้นธนาคาร หุ้นสื่อมวลชน หุ้นโรงแรม ฯลฯ

ในทางกลับกันกองทัพไทยเป็นกลุ่มทุนที่มีธุรกิจครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม และมีเครือข่ายทั้งด้านธุรกิจและด้านวิชาการในสถาบันต่างๆ เครื่อข่ายเหล่านี้พร้อมจะสนับสนุนผลประโยชน์ของกองทัพในอุตสาหกรรมต่างๆไม่ว่าในยุคก่อนและหลังรัฐประหาร 2549 ทำให้เกิดวงจรรัฐประหารไม่จบไม่สิ้น นี่คือปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีรัฐประหารมากที่สุดในโลก

3.2. กลุ่มทุนกองทัพไทยไม่สร้างเทคโนโลยี แตกต่างจากกลุ่มทุนในอุตสาหกรรมอาวุธในประเทศที่พัฒนาแล้ว

จะเห็นได้ว่ากลุ่มทุนทหารในประเทศที่พัฒนาแล้วคือผู้ส่งออกอาวุธ

นอกจากการพัฒนาอาวุธ กลุ่มทุนทหารในประเทศที่พัฒนาแล้วมีบทบาทในการพัฒนาอุตสากรรมด้วยการสร้างเทคโนโลยีที่นำไปสู่การพัฒนาทางพาณิชย์ด้วย

นอกจากนี้ กลุ่มทุนทหารในต่างประเทศบางกลุ่มยังมีส่วนร่วมในการสร้างเทคโนโลยีด้วยการสร้างมหาวิทยาลัยและให้ทุนเพื่อการวิจัย


คืออยากจะถามว่า กองทัพไทยเนี่ยเป็นกลุ่มทุนจริงๆหรือครับ อันนี้ว่ากันที่ตัวกองทัพเลยนะครับ เขาเข้าไปถือหุ้น บริหารสินทรัพย์ได้เองจริงๆหรือ

อันนี้ไม่นับพวกนายพลทั้งหลายที่เข้าไปนั่งเป็นบอร์ดต่างๆ อันนี้ผมมองว่าเป็นกลุ่มมาเฟียเข้าไปถือหุ้นลมคอยตีกินมากกว่าอ่ะ

แล้วก็ถามว่าเค้ามีประโยชน์ต่อการบริหารพัฒนาจริงๆ หรือว่าคอยเอาไว้กรรโชกบริษัทคู่แข่งต่างๆมากกว่าอ่ะครับ แต่จะไม่มีก็ไม่ได้ บริษัทตัวจะโดนเข้าเสียเอง

แล้วผลประโยชน์ที่กลับเข้ามาเนี่ย มันเข้ามาในรูปผลประโยชน์ของกองทัพ หรือว่าเข้ากระเป๋าใครกระเป๋ามันอ่ะครับ โดยที่ไม่ก่อประโยชน์ในเชิงพัฒนาองค์กรใดๆของกองทัพทั้งสิ้น นอกจากสร้างนายพลเศรษฐีหน้าใหม่ที่กินส่วนต่างเปอร์เซ็นต์จากการค้าขายขึ้นมาเฉยๆ

อันนี้ก็สงสัยอ่ะครับ :bn31: :bn31: :bn31:

#14 User is offline   แมวร้องหง่าวหง่าว 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 2,233
  • Joined: 02-March 10

Posted 20 September 2010 - 06:23 PM

View Postกานดา นาคน้อย, on 20 September 2010 - 04:21 PM, said:

ญีปุ่นลดบทบาทกองทัพได้เพราะแ้พ้สงคราม


ไทยก็แพ้สงครามพร้อมกับญี่ปุ่นไม่ใช่หรือครับ ก็อังกฤษจะเอาไทยเป็นประเทศผู้แพ้สงครามไม่ใช่หรือ แล้วทำไมอเมริกันถึงไม่ยอมอ่ะ

เค้าเลี้ยงไทยเอาไว้ทำไมอ่ะครับ กองทัพไทยเลยกร่างจนทุกวันนี้เลย :bn22:

#15 User is offline   Hekate 

  • อำนาจใดจะอยู่ค้ำฟ้า?
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 2,357
  • Joined: 04-February 09

Posted 20 September 2010 - 07:41 PM

ขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะ :bn49: กระจ่างขึ้นเยอะ สำหรับระบบบริหารงานมหาวิทยาลัยของอเมริกา

กำลังอ่านเพลิน ๆ มาสะดุด แปล๊บ ๆ ในใจ ตรงนี้

View Postกานดา นาคน้อย, on 20 September 2010 - 04:21 PM, said:

คณะกรรมการมหาวิทยาลัยของสหรัฐไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นมหาลัยรัฐบาลหรือเอกชน คณะกรรมการมีำอำนาจการบริหารเป็นอิสระจากผู้ก่อตั้งและมีการตรวจสอบที่ชัดเจน คล้ายๆกับการบริหารประเทศสหรัฐที่มีการคานอำนาจกัน ในด้านการเงินสมัยนั้นสหรัฐฯมีระบบการทำบัญชีและจัดเก็บสถิติแล้ว

นอกจากนี้บทบาทสมาคมวิชาชีพแต่ละสาขาได้สร้างอำนาจต่อรองให้อาจารย์ข้ามมหาวิทยาลัย ระบบการให้ทุนวิจัยของสหรัฐนั้นอาจารย์มีอำนาจต่อรอง เงินเดือนและผลตอบแทนก็ต่อรองกันเหมือนงานเอกชน ขึ้นอยู่กะว่าเรามีอำนาจต่อรองแค่ไหน อาจารย์สามารถย้ายข้ามมหาลัยได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องผูกขาดกับเจ้าของทุนเดิมๆในองค์กรเดิมๆ ผู้บริหารมหาลัยในยุึคก่อตั้งก็เป็นอาจารย์มาก่อน เช่น มาจากโรงเรียนหรือวิทยาลัยเทคนิคที่เกิดก่อน หรือมาจากมหาลัยที่เก่ากว่ามหาลัยที่เกิดจากนโยบายแจกที่ดิน ดิฉันคิดว่าขนาดประเทศเป็นปัจจัยหนึ่ง สหรัฐฯเป็นประเทศใหญ่ในด้านภูมิศาสตร์ การรวมศูนย์อำนาจในกองทัพหรือในสถาบันการศึกษานั้นทำไม่ได้ง่ายๆ และประชากรมีความหลายหลายทางเผ่าพันธุ์เกินกว่าที่จะยอมอยู่ภายใต้การบริหารแบบรวมศูนย์ อาจารย์ที่วิจารณ์นโยบายที่ไม่เหมาะสมก็ไม่จำเป็นต้องเป็นอธิการบดี ถ้าสามารถหาอาจารย์ที่คิดตรงกันจำนวนมากได้ก็มีอิทธิพลได้

มันช่างต่างกับมหาวิทยาลัยไทยเหลือเกิน ไม่ว่าระดับไหน ก็ล้วนแต่ถูกร้อยเชือกจูงจมูกด้วยการเมือง

แต่จะโทษใครได้ ในเมื่อวัฒนธรรม(แบบไทย ๆ)มันเอื้อ...นโยบายของหลายมหาวิทยาลัย (ชนชันปัญญาชน) ก็ยังงมโข่งกับการพยายามสร้าง-เชิดชู "อัตลักษณฺ์" ตัวเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งวิธีคิดแบบนี้มันก็ไม่ต่างกับพยายามยึดกะลาที่ครอบศรีษะตนเอง และผลผลิต (นักศึกษา)เอาไว้ไม่ให้เปิดออก ...ตัวชี้วัดอาจจะเห็นได้จาก การรับน้อง (กระบวนการสร้างควายรุ่นใหม่ ประเพณีที่ไม่เคยสูญพันธุ์ไปจากมหาวิทยาลัยไทย แถมบางมหาวิทยาลัยยังได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารโดยตรงอีก โดยเฉพาะพวกมหาวิทยาลัยเก่าแก่ทั้งหลาย ยิ่งสายเกษตรยิ่งชัด) การยกพวกตีกันข้ามสถาบันของนักศึกษาอาชีวะ ฯลฯ

กรอบวิธีคิดแบบนี้ ก็เป็นตัวถ่วงพออยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องไปนับถึงความเป็นอิสระจากการเมืองและอำนาจอื่น ในด้านการบริหารการศึกษา เพราะเจ้าตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ยอมเอาจมูกตัวเองไปร้อยกับเชือกเอง เพื่อผลประโยชน์ (ลาภ ยศ ชื่อเสียง)

#16 User is offline   กานดา นาคน้อย 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 758
  • Joined: 26-February 10

Posted 21 September 2010 - 01:50 AM

View PostHekate, on 20 September 2010 - 07:41 PM, said:

ขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะ :bn49: กระจ่างขึ้นเยอะ สำหรับระบบบริหารงานมหาวิทยาลัยของอเมริกา

กำลังอ่านเพลิน ๆ มาสะดุด แปล๊บ ๆ ในใจ ตรงนี้

มันช่างต่างกับมหาวิทยาลัยไทยเหลือเกิน ไม่ว่าระดับไหน ก็ล้วนแต่ถูกร้อยเชือกจูงจมูกด้วยการเมือง

แต่จะโทษใครได้ ในเมื่อวัฒนธรรม(แบบไทย ๆ)มันเอื้อ...นโยบายของหลายมหาวิทยาลัย (ชนชันปัญญาชน) ก็ยังงมโข่งกับการพยายามสร้าง-เชิดชู "อัตลักษณฺ์" ตัวเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งวิธีคิดแบบนี้มันก็ไม่ต่างกับพยายามยึดกะลาที่ครอบศรีษะตนเอง และผลผลิต (นักศึกษา)เอาไว้ไม่ให้เปิดออก ...ตัวชี้วัดอาจจะเห็นได้จาก การรับน้อง (กระบวนการสร้างควายรุ่นใหม่ ประเพณีที่ไม่เคยสูญพันธุ์ไปจากมหาวิทยาลัยไทย แถมบางมหาวิทยาลัยยังได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารโดยตรงอีก โดยเฉพาะพวกมหาวิทยาลัยเก่าแก่ทั้งหลาย ยิ่งสายเกษตรยิ่งชัด) การยกพวกตีกันข้ามสถาบันของนักศึกษาอาชีวะ ฯลฯ

กรอบวิธีคิดแบบนี้ ก็เป็นตัวถ่วงพออยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องไปนับถึงความเป็นอิสระจากการเมืองและอำนาจอื่น ในด้านการบริหารการศึกษา เพราะเจ้าตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ยอมเอาจมูกตัวเองไปร้อยกับเชือกเอง เพื่อผลประโยชน์ (ลาภ ยศ ชื่อเสียง)


ประเด็นนี้น่าสนใจค่ะ เห็นด้วยว่าระบบรับน้องเป็นการ"ดัด"ให้่หนุ่มสาวเข้ากับโครงสร้างสังคมแบบเก่า ทั้งๆที่เป็นการทำลายความคิดสร้างสรรค์

จริงๆแล้วเด็กไทยเก่งสู้เด็กต่างชาติได้นะคะ ให้แข่งอะไรในระดับมัธยมนี่ชนะไปหมด แต่พอเข้ามหาลัยไปแล้วความคิดสร้างสรรค์หายไปแล้วค่ะ โดนระบบอาวุโสดูดไปหมด

น่าจะมีการรณรงค์ให้เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ต่างๆที่มีผลด้านการสร้างอัตลักษณ์ เช่น รณรงค์ให้ยกเลิกเครื่องแบบนักศึกษา โตจนเลือกตั้งได้แล้วยังจะบังคับให้แต่งเครื่องแบบยังกะลูกเสือหรือเนตรนารีไปทำำไม เมืองไทยร้อนจะตายทำไมต้องบังคับให้ใส่ถุงเท้าด้วย เห็นผูกเน็คไทก็มี ดูแล้วเหมือนเด็กโรงเรียนประจำในต่างประเทศ ตลกดีค่ะ นิสิตอยากแต่งอะไรก็ให้แต่งไปไม่เห็นเป็นไร การใส่รองเท้าแตะมาเรียนจะทำให้เกรดตกได้เชียวหรือ? ใครอยากเวอร์อยากแวนต์ก็ตามใจ ดิฉันไม่เชื่อหรอกนะคะว่าถ้ายกเลิกเครื่องแบบแล้วนิสิตจะฟุ้งเฟ้อกันหมด (ถ้าผู้ใหญ่ไม่ฟุ้งเฟ้อเด็กจะไปฟุ้งเฟ้อได้ไงล่ะคะ) นักเรียนที่รู้จักประมาณตนก็น่าจะมี หรือไม่นักเรียนที่แต่งตัวเก่งก็อาจจะเรียนเก่งด้วยก็ได้ ที่สำคัญให้เขาได้สร้างอัตลักษณ์ของตัวเองให้พ้นไปจาก" นิยามของต้นสังกัด"

ประเทศอื่นพัฒนาคนได้เพราะไ่ม่ยัดเยียดอัตลักษณ์ให้คนจนเกินพอ กระทรวงวัฒนธรรมจะนำเสนอวัฒนธรรมก็ทำแต่พอประมาณ ไม่ใช่ยุคนาซีหรือยุคสงครามที่ต้องใ้ช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือควบคุมคน แบบเรียนด้านสังคมก็ยัดเยียดอัตลักษณ์กันให้หนำใจจนจบมัธยม พอเข้ามหาลัยแล้วปล่อยได้แล้ว จะยุคไหนโลกก็แข่งขันด้วยเทคโนโลยีและธุรกิจ ถ้าไม่พัฒนาคนก็ไปไม่รอดค่ะ

#17 User is offline   กานดา นาคน้อย 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 758
  • Joined: 26-February 10

Posted 21 September 2010 - 01:55 AM

View Postแมวร้องหง่าวหง่าว, on 20 September 2010 - 06:10 PM, said:

แจกที่ สปก. ใครได้็ที่ดินไปส่วนใหญ่ก็ไม่รู้
เอาพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมมาให้ชาวบ้านเช่าทำกิน ก็กลายเป็นว่าเจ้าของสวนปาล์มน้ำมันอย่างที่ภาคใต้ หรือเจ้าของสวนยูคาผู้ผลิตกระดาษในภาคอีสานได้เช่าที่ไปเกือบหมด ชาวบ้านรอกันเหงือกแห้งต่อไป แถมตัวตั้งตัวตีต่อสู้นายทุนหรือขวางรัฐก็โดนยิงตายกันไปเท่าไรก็ไม่รู้ :bn29:

ทั้งข้าราชการทั้งนักการเมืองร่วมด้วยช่วยกันค่ะ พอกันทั้งสองฝ่าย อย่าลืมว่าหน่วยงานที่มีอำนาจออกกรรมสิทธิ์คือกรมที่ดิน นักการเมืองเลวแค่ไหนก็ทำไม่ได้ถ้าไม่อำนวยการสร้างด้วยข้าราชการในกรมที่ดิน สมควรแล้วที่คนไม่เชื่อมั่นว่าข้าราชการจะแก้ปัญหาเขาได้ ถึงได้ต้องการเลือกผู้แทนของตน ใครด่าว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตยยังไงดิฉันก็คิดว่าก็ดีกว่าอยู่แบบเดิมๆที่อาศัยความเมตตากรุณาของข้าราชการฝ่ายเดียว เลือกนักการเมืองยังอาจจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีวันที่ข้าราชการจะปฏิรูปตัวเองหรอกนะคะ

View Postแมวร้องหง่าวหง่าว, on 20 September 2010 - 06:10 PM, said:

แล้วไอ้กฎหมายที่จะเ็ก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าที่รัฐบาลมาร์คไปคลลอดในค่ายทหารอ่ะ จนป่านนี้ยังไม่มีใครได้เห็นร่างจริงเลยมั๊ง
คาดว่าจะดองเรื่องไว้จนยุบสภา แล้วก็หยิบเอามาใช้หาเสียงมากกว่าที่คิดจะผลักดันจริงจังล่ะั๊มั๊งครับ

คงงั้นล่ะค่ะ ถ้าจริงใจก็ไม่ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปมาให้เกะกะหรอกนะคะ คณะกรรมการปฏิรูปจะปฏิรูปใครได้ถ้าไม่ยอมปฏิรูปตัวเองก่อน?

View Postแมวร้องหง่าวหง่าว, on 20 September 2010 - 06:10 PM, said:

คืออยากจะถามว่า กองทัพไทยเนี่ยเป็นกลุ่มทุนจริงๆหรือครับ อันนี้ว่ากันที่ตัวกองทัพเลยนะครับ เขาเข้าไปถือหุ้น บริหารสินทรัพย์ได้เองจริงๆหรือ

อันนี้ไม่นับพวกนายพลทั้งหลายที่เข้าไปนั่งเป็นบอร์ดต่างๆ อันนี้ผมมองว่าเป็นกลุ่มมาเฟียเข้าไปถือหุ้นลมคอยตีกินมากกว่าอ่ะ

แล้วก็ถามว่าเค้ามีประโยชน์ต่อการบริหารพัฒนาจริงๆ หรือว่าคอยเอาไว้กรรโชกบริษัทคู่แข่งต่างๆมากกว่าอ่ะครับ แต่จะไม่มีก็ไม่ได้ บริษัทตัวจะโดนเข้าเสียเอง

แล้วผลประโยชน์ที่กลับเข้ามาเนี่ย มันเข้ามาในรูปผลประโยชน์ของกองทัพ หรือว่าเข้ากระเป๋าใครกระเป๋ามันอ่ะครับ โดยที่ไม่ก่อประโยชน์ในเชิงพัฒนาองค์กรใดๆของกองทัพทั้งสิ้น นอกจากสร้างนายพลเศรษฐีหน้าใหม่ที่กินส่วนต่างเปอร์เซ็นต์จากการค้าขายขึ้นมาเฉยๆ

อันนี้ก็สงสัยอ่ะครับ :bn31: :bn31: :bn31:


จริงสิคะ เอาตัวอย่างเรื่องหุ้นและการบริหารช่อง 5 ไปลองอ่านเล่นๆนะคะ รายได้ช่อง 5 ไม่เคยต้องส่งกระทรวงการคลังนะคะ ใครตรวจสอบว่ารายได้ช่อง 5 ไปไหนจริงๆดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ผลประโยชน์ด้านทีวีมีแค่ไหนก็ต้องศึกษาเปรียบเทียบกับทีวีช่องอื่นค่ะ เจ้าของทีวีบางช่องเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับของประเทศก็น่าจะบ่งบอกได้แล้วนะคะว่ามูลค่าธุรกิจทีวีนั้นมากมายมหาศาล

http://www.gotomanag...ls.aspx?id=1489

http://www.gotomanag...ls.aspx?id=7977


สนามกอล์ฟกะรีสอร์ทบนที่ดินของทหารก็มีให้เห็นทั่วประเทศนะคะ มูลค่าอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้นน่าจะมหาศาล เพราะก็เปิดให้นักท่องเทียวเข้าไปใช้บริการได้ ในต่างประเทศมีสนามกอล์ฟสาธารณะทั่วไป ใครจ่ายภาษีให้เมืองไหนก็เล่นได้แล้ว ใครอยากทำสนามกอล์ฟเอกชนหรือรีสอร์ทแล้วเก็บค่าใช้เข้ากระเป๋าตัวเองก็ต้องลงทุนซื้อที่ดินเอง ใช้ที่สาธารณะไม่ได้นะคะ

ดิฉันยังไม่ได้ศึกษาให้ละเอียดว่ากองทัพไทยกะการรถไฟไทยใครมีที่ดินมากกว่ากัน ตรงนี้ยังตอบไม่ได้ค่ะ

การที่กองทัพมีทรัพย์สินนั้นไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย อยู่ที่ว่ากองทัพจะเล่นบทบาทอะไร? ถ้าจะทำหน้าที่ป้องกันชาติก็น่าจะลงทุนให้ทุนการศึกษาเืพื่อวิจัยทำอาวุธแบบอินเดียกะจีนหรือเกาหลีใต้ให้รู้แล้วรู้รอดไป อาวุธป้องกันประเทศได้ดีกว่าทีวีค่ะ มีเหตุผลอะไรที่กองทัพต้องพยายามทำธุรกิจทีวีแต่ไม่สนับสนุนการสร้างเทคโนโลยีเพื่อทำอาวุธทดแทนการนำเข้า ถ้าไม่มีทีวีเป็นของตัวเองก็ทำรัฐประหารได้ยากขึ้นค่ะ

ทีวีป้องกันประเทศไม่ได้แต่อาวุธป้องกันได้ค่ะ กองทัพได้งบประมาณซื้ออาวุธจากภาษีประชาชนด้วยเหตุผลทีว่าต้องป้องกันประเทศ ไม่น่าเชื่อว่ากองทัพกลัวกัมพูชากะลาวจะมารุกรานจริงๆหรอกนะคะ เพราะก็เห็นวางแผนจะ่ใช้ทีวีช่อง 5 หาเงินจากประเทศเพื่อนบ้าน แสดงว่าจริงๆแล้วก็มีมิตรภาพด้านธุรกิจกันไม่น้อย แต่เวลาของบประมาณซื้ออาวุธก็ต้องอ้างลาวอ้างกัมพูชาไป

ถ้าจะเล่นบทบาทป้องกันประเทศ กองทัพมีความจำเป็นต้องถือหุ้นธนาคารหรือไม่? กองทัพสหรัฐไม่ต้องมีหุ้นในธนาคารก็ไม่เห็นประเทศจะล่มสลาย ถ้านายพลที่เกษียณแล้วจะไปทำธุรกิจด้านการลงทุนหรือด้านการธนาคารก็ห้ามกันไม่ได้ แต่ก็กำหนดได้ว่าต้องรอเกษียณไปแล้วกี่ปีถึงทำธุรกิจด้านนั้นด้านนี้ได้

#18 User is offline   กานดา นาคน้อย 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 758
  • Joined: 26-February 10

Posted 21 September 2010 - 02:25 AM

ในทางเศรษฐศาสตร์กองทัพไทยเป็นกลุ่มทุนที่กดค่าแรงมากๆนะคะ ทหารเกณฑ์ได้ค่าแรงถูกมากและโดนกฎหมายกดราคามาตลอด มีกฎหมายบังคับไว้่้ว่าชายไทยอายุเท่านั้นเท่านี้ต้องไปเป็นแรงงานราคาถูกยิ่งกว่าสาวฉันทนา แถมพ่วงความเสี่ยงอาจตายในสนามรบภาคใต้อีกต่างหาก

กลุ่มทุนกองทัพได้กำไรสุดยอดค่ะ ทำกำไรจากธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่การป้องกันประเทศ แต่ซื้อแรงงานราคาถูกมาให้ไปป้องกันประเทศแทน กำไรเห็นๆค่ะ

#19 User is offline   ถ้วยกระเบื้องสีขาว 

  • Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,054
  • Joined: 28-October 08

Posted 21 September 2010 - 03:49 AM

โอ้ว ขอบพระคุณมากครับ

#20 User is offline   กานดา นาคน้อย 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 758
  • Joined: 26-February 10

Posted 21 September 2010 - 08:28 AM

View Postแมวร้องหง่าวหง่าว, on 20 September 2010 - 06:23 PM, said:

ไทยก็แพ้สงครามพร้อมกับญี่ปุ่นไม่ใช่หรือครับ ก็อังกฤษจะเอาไทยเป็นประเทศผู้แพ้สงครามไม่ใช่หรือ แล้วทำไมอเมริกันถึงไม่ยอมอ่ะ

เค้าเลี้ยงไทยเอาไว้ทำไมอ่ะครับ กองทัพไทยเลยกร่างจนทุกวันนี้เลย :bn22:


ต้องถามนักรัฐศาสตร์ดูค่ะว่าทำไมสหรัฐฯไม่ให้ไทยเป็นผู้แพ้สงครามพร้อมญี่ปุ่น ถ้าจะเอาไทยไว้กันคอมมิวนิสต์อินโดจีนก็น่าจะทำได้ง่ายถ้าให้ไทยเป็นผู้แพ้สงคราม

หรือว่าสหรัฐฯขี้เกียจเข้ามาัจัดระบบการปกครองในไทย? ถ้าให้ไทยเป็นผู้แพ้สงครามก็ต้องตกลงกะอังกฤษกะฝรั่งเศสอีกว่าจะแบ่งเขตการปกครองกันยังไง ไทยไม่มีน้ำมันมากมายเท่าตะวันออกกลางซึ่งมหาอำนาจให้ความสนใจแบ่งเขตการปกครองกันมากกว่ามากๆ แล้วไทยก็ไม่เคยไปหาเรื่องสหรัฐฯก่อนแบบญี่ปุ่นที่อยู่ๆก็เอาเครื่องบินไปถล่มฮาวายก่อน สหรัฐฯนิยมการบริหารด้วยหลักการตลาดมากกว่าการบริหารแบบข้าราชการซึ่งเป็นสไตล์อังกฤษ ผู้นำประเทศต่างๆก็คล้ายกะ CEO ถ้าตกลงผลประโยชน์กันได้ง่ายๆสหรัฐฯก็ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกะกิจการภายในของไทย

น่าสงสัยว่าความดีของขบวนการเสรีไทยที่เล่าลืือกันมานั้นเกินความจริงหรือไม่ เพราะปัจจัยการแพ้ชนะสงครามในเขตเอเชียคืออาวุธนิวเคลียร์ที่ลงที่ญี่ปุ่น ไม่ใช่ืสนามรบในเขตไทยและพม่าที่เป็นเขตอังกฤษ ก็ไม่ทราบว่าจริงๆแล้วสหรัฐฯให้เครดิตขบวนการเสรีไทยแค่ไหน

#21 User is offline   st.peter 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 124
  • Joined: 13-October 09

Posted 21 September 2010 - 11:30 AM

Obama บอกว่า ไม่อยากให้เหมือนอย่าง Bush ทิ้งขี้ไว้ในอิรัก

Thailand แค่ฝึกร่วม ขายอาวุธ พอแล้ว

#22 User is offline   Hekate 

  • อำนาจใดจะอยู่ค้ำฟ้า?
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 2,357
  • Joined: 04-February 09

Posted 21 September 2010 - 02:52 PM

View Postกานดา นาคน้อย, on 21 September 2010 - 08:28 AM, said:

ต้องถามนักรัฐศาสตร์ดูค่ะว่าทำไมสหรัฐฯไม่ให้ไทยเป็นผู้แพ้สงครามพร้อมญี่ปุ่น ถ้าจะเอาไทยไว้กันคอมมิวนิสต์อินโดจีนก็น่าจะทำได้ง่ายถ้าให้ไทยเป็นผู้แพ้สงคราม

หรือว่าสหรัฐฯขี้เกียจเข้ามาัจัดระบบการปกครองในไทย? ถ้าให้ไทยเป็นผู้แพ้สงครามก็ต้องตกลงกะอังกฤษกะฝรั่งเศสอีกว่าจะแบ่งเขตการปกครองกันยังไง ไทยไม่มีน้ำมันมากมายเท่าตะวันออกกลางซึ่งมหาอำนาจให้ความสนใจแบ่งเขตการปกครองกันมากกว่ามากๆ แล้วไทยก็ไม่เคยไปหาเรื่องสหรัฐฯก่อนแบบญี่ปุ่นที่อยู่ๆก็เอาเครื่องบินไปถล่มฮาวายก่อน สหรัฐฯนิยมการบริหารด้วยหลักการตลาดมากกว่าการบริหารแบบข้าราชการซึ่งเป็นสไตล์อังกฤษ ผู้นำประเทศต่างๆก็คล้ายกะ CEO ถ้าตกลงผลประโยชน์กันได้ง่ายๆสหรัฐฯก็ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกะกิจการภายในของไทย

น่าสงสัยว่าความดีของขบวนการเสรีไทยที่เล่าลืือกันมานั้นเกินความจริงหรือไม่ เพราะปัจจัยการแพ้ชนะสงครามในเขตเอเชียคืออาวุธนิวเคลียร์ที่ลงที่ญี่ปุ่น ไม่ใช่ืสนามรบในเขตไทยและพม่าที่เป็นเขตอังกฤษ ก็ไม่ทราบว่าจริงๆแล้วสหรัฐฯให้เครดิตขบวนการเสรีไทยแค่ไหน

นั่นสิคะ น่าสงสัยเหมือนกัน ว่าสหรัฐฯให้ความสำคัญกับไทยแค่ไหนกันแน่ หรือจริง ๆ แล้วไม่ได้แยแสสักเท่าไหร่ (แต่เราคิดเข้าข้างตัวเองว่าเรามีความสำคัญกับเขา)

ถ้าเป็นยุคสงครามเย็น แน่นอนว่าไทยย่อมมีความสำคัญ แต่ตอนนี้ได้ผ่านยุคนั้นไปแล้ว ถ้าพูดถึงการเป็นคู่ค้าอาวุธ ก็ไม่น่าใช่คู่ค้าสำคัญ

แต่ถ้าสำหรับอังกฤษอาจไม่แน่....เคยคิดเล่น ๆ น่ะค่ะ ว่าตอนสมัยรัฐบาลอดีตนายกทักษิณ อาเซียนเราเคยเข้มแข็ง รวมตัวกันเหนียวแน่น (ทั้งไทย มาเลย์ และอินโด มีผู้นำที่ค่อนข้างเข้มแข็ง การเมืองก็เสถียร)..มีเป้าหมายร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างชัดเจน (มีความหวังเรืองรองทีเดียว)การเคลื่อนไหวนั้น น่าจะเป็นที่จับตามองทั้งโลก

ถามว่าถ้าอาเซียนเข้มแข็ง ใครเสียประโยชน์ สหรัฐฯ หรือ ไม่น่าใช่ เรามีอะไรที่เขาต้องการ?...จีน ญี่ปุ่น ? ก็ไม่น่าจะใช่อีก อียูล่ะ?...อืมม น่าสงสัย แต่ไม่มีข้อมูลหลักฐาน...(ว้า..ออกแนว Conspiracy Theory แฮะ.. :bn20: )

ช่วยไม่ได้ที่่แอบคิดแบบนี้ ก็เห็นที่ผ่านมาฑูตอังกฤษแสดงตัวออกมาล้วงลูกการเมืองไทยบ่อยเหลือเกิน (ในขณะที่เราหลาย ๆ คน ก็มัวแต่ระแวงอเมริกามากกว่า ด้วยชื่อเสียงในทางลบของหน่วยงาน CIA)

คุณกานดาช่วยวิเคราะห์หน่อยค่ะ ว่าการล่มสลายทางด้านการเมืองของประเทศในกลุ่มอาเซียน (ดร.มหาเธร์ ก้างชิ้นใหญ่ของฝ่ายตะวันตก ยอมเกษียณตัวเอง ดร.ทักษิณ โดนปฏิวัติ เหลือแค่อินโด ที่ยังมีความวุ่นวายภายในเล็กน้อย) น่าจะทำให้ใครได้ประโยชน์บ้าง? (อ้อ..เกือบลืมออสเตรเลียแน่ะ เห็นพยายามแทรกแซงเข้ามามีส่วนร่วมกับภูมิภาคนี้มาตั้งนานแล้ว)

#23 User is offline   6.02214179(30)x10^23 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 465
  • Joined: 13-April 09

Posted 21 September 2010 - 03:59 PM

ขอเสริมเรื่องงานวิจัย ของกองทัพ
งานวิจัยวัคซีนเอดส์ที่สาธารณสุขไทยทำอยู่ก็ได้เงินมาจากกองทัพอเมริกันครับ

ส่วนกองทัพไทยนั้น กดค่าแรงมาก และใช้แรงทหารเกณฑ์ เพื่อรับใช้นายทหารระดับกลางถึงระดับสูง ในการขับรถรับส่ง
คนในครอบครัว ซักผ้า กางเกงใน ยกทรง ผ้าถุง ให้กับลูกเมีย มีคนทำสวน ทำความสะอาดบ้าน ถูบ้าน ฟรี
ผมว่า ตรงนี้ นักเศรษฐศาสตร์น่าจะประเมินเป็นตัวเลขได้ว่า ประเทศชาติต้องจ่ายส่วนนี้ให้นายทหารพวกนี้เท่าไหร่


สำหรับเรื่อง ความสำคัญของประเทศไทยในปัจจุบัน ผมว่า ยังสำคัญอยู่นะ อย่างน้อยก็การควบคุมยาเสพติด
ส่วนกองทัพ ก็ยังคงเป็นมิตรกับอเมริกา และยังพร้อมจะปฏิบัติการร่วมกับอเมริกาถ้ามีอะไรเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้

#24 User is offline   6.02214179(30)x10^23 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 465
  • Joined: 13-April 09

Posted 21 September 2010 - 04:07 PM

View Postกานดา นาคน้อย, on 20 September 2010 - 05:48 PM, said:

เพิ่มเติมให้คุณ Hekate

มหาลัยรับเงินบริจาคมานั้นคนบริจาคก็ได้ประโยชน์นะคะ ได้จากการหักภาษีค่ะ เป็นประโยชน์ด้านหนึ่งที่อำนวยให้มหาเศรษฐีอเมริกันนิยมบริจาคกะมหาลัยแบบไม่ตามมาเรียกร้องบุญคุณกันอีก 100 ปี มหาลัยก็ให้เกียรติโดยการตั้งชื่อเป็นที่ระลึก เอามาสอนให้คนรุ่นหลังรู้ว่าเขาช่วยบริจาคเงินเพื่อให้เกียรติคนตั้งมหาลัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคนอเมริกันไม่นิยมทวงบุญคุณค่ะ คนให้ทุนก็ให้ขาด ทุนการศึกษาสหรัฐก็ไม่ใช่สัญญาว่าจ้างล่วงหน้าเหมือนทุนจากเมืองไทยนะคะ

มหาลัยก็มีหลายระดับ แบบที่กว้านซื้อได้สบายๆก็ย่อมมี เหมือนมหาลัยห้องแถวที่ขายปริญญาให้คนต่างชาติที่หาได้ไม่ยาก ที่ดิฉันกล่าวถึงนั้นเป็นมหาัลัยวิจัยน่ะค่ะ


อ.กานดา มีความเห็นอย่างไรกับระบบให้ทุนแบบผูกพันครับ ในแง่้ของเศรษฐศาตร์ ถือว่าคุ้มมั้ยครับ
ถ้ารัฐต้องให้ทุนกับเด็กเพื่อไปเรียนโท เอก เมื่อจบก็กลับเข้ามาทำงานตามหน่วยงานต่างๆ
เมื่อเทียบกับการที่ หน่วยงาน หรือมหาวิทยาลัย เปิดกว้างให้กับนักวิจัยชาวต่างชาติ ด้วยค่าจ้าง และทุนวิจัยที่ดึงดูดพวกนี้ให้มาทำงานในเมืองไทย เหมือนอย่างในต่างประเทศ
อย่างไหนจะคุ้มกว่าครับ

#25 User is offline   st.peter 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 124
  • Joined: 13-October 09

Posted 21 September 2010 - 04:17 PM

View Post6.02214179(30)x10^23, on 21 September 2010 - 03:59 PM, said:

ขอเสริมเรื่องงานวิจัย ของกองทัพ
งานวิจัยวัคซีนเอดส์ที่สาธารณสุขไทยทำอยู่ก็ได้เงินมาจากกองทัพอเมริกันครับ

ส่วนกองทัพไทยนั้น กดค่าแรงมาก และใช้แรงทหารเกณฑ์ เพื่อรับใช้นายทหารระดับกลางถึงระดับสูง ในการขับรถรับส่ง
คนในครอบครัว ซักผ้า กางเกงใน ยกทรง ผ้าถุง ให้กับลูกเมีย มีคนทำสวน ทำความสะอาดบ้าน ถูบ้าน ฟรี
ผมว่า ตรงนี้ นักเศรษฐศาสตร์น่าจะประเมินเป็นตัวเลขได้ว่า ประเทศชาติต้องจ่ายส่วนนี้ให้นายทหารพวกนี้เท่าไหร่


สำหรับเรื่อง ความสำคัญของประเทศไทยในปัจจุบัน ผมว่า ยังสำคัญอยู่นะ อย่างน้อยก็การควบคุมยาเสพติด
ส่วนกองทัพ ก็ยังคงเป็นมิตรกับอเมริกา และยังพร้อมจะปฏิบัติการร่วมกับอเมริกาถ้ามีอะไรเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้


ตอนนี้รัฐบาลได้ปรับอัตราเงินเดือนทหารเกณฑ์ใหม่แล้วเป็น 8,200 ทั้ง 3 เหล่าทัพ
ที่เหลือคือการฝึกชายหนุ่มให้เป็นชายแท้ รับใช้ชาติ
ฝีมือแรงงานทหารมีงานหลายอย่างที่ฝึกกันได้ในช่วงระยะสั้น งานแม่บ้าน แล้วแต่ความสมัครใจ
ทหารเป็นอาชีพที่มั่นคงที่สุดในประเทศไทย แม้นเงินเดือนจะไม่มากสำหรับผู้น้อย

กองทัพไทยแยกอเมริกาไม่ได้

  • (3 Pages)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • You cannot start a new topic
  • You cannot reply to this topic