ชุมชนคนเหมือนกัน : ปีนี้เตรียมตัวรับน้ำท่วมกันเสียแต่เนิ่นๆ - ชุมชนคนเหมือนกัน

Jump to content

  • (5 Pages)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • You cannot start a new topic
  • You cannot reply to this topic

ปีนี้เตรียมตัวรับน้ำท่วมกันเสียแต่เนิ่นๆ

#51 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 29 February 2012 - 11:51 AM

Posted Image

สำนักงบประมาณตัดงบกลางน้ำท่วมเเหลก หลังรายจ่ายมากกว่าเงินที่มี วอนส่วนราชการที่เงินเหลือส่งคืน*0*

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้เสนอผลการดำเนินงานและการติดตามผลการดำเนินงาน การฟื้นฟู เยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยว่า ตามที่ครม.ได้รับทราบสถานภาพการพิจารณาค่าใช้จ่ายการให้ความช่วยเหลือ การฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในการประชุมครม. วันที่ 22 กพ.ที่ผ่านมาตามที่สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติร่วมกับสำนักงบประมาณเสนอโดยมีประเด็นดังนี้

1.วงเงินที่สำนักงบประมาณได้จัดสรรรายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 81,229 ล้านบาทเศษ

2.เมื่อครบสองสัปดาห์ตามมติครม.ที่ให้ส่วนราชการขอรับการจัดสรรและเมื่อรวมโครงการเร่งด่วนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเดินทางไปตรวจราชการพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำแล้ว สำนักงบประมาณเห็นควรจัดสรรงบประมาณในกรอบวงเงินที่ยังไม่ได้จัดสรรเป็นเงิน 38,182ล้านบาทเศษและโดยที่ยังมีโครงการสำคัญที่ต้องดำเนินการสองโครงการคือ โครงการช่วยเหลือผู้ปลูกพืชต้นทุนสูงที่ประสบอุทกภัยปี 2554 กรณีพิเศษวงเงิน1,962ล้านบาทเศษ

และโครงการฟื้นฟูยุทโธปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยของกองทัพอากาศ วงเงิน3,990ล้านบาท ดังนั้นในเบื้องต้นวงเงินที่จำเป็นต้องจัดสรรทั้งสิ้นคือ 44,135ล้านบาทเศษ ในขณะที่งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ มีเงินเหลือเพียง 38,770ล้านบาทเศษ

เอกสารระบุอีกว่า สำนักงบประมาณได้พิจารณาทบทวนโครงการในรายละเอียดของวงเงินที่จำเป็นต้องจัดสรรทั้งสิ้น 44,135ล้านบาทเศษซึ่งยังเกินกว่าวงเงินงบกลางตามรายการข้างต้นที่ระบุไว้ โดยได้สรุปผลการดำเนินการดังนี้ จากกรอบวงเงินที่สำนักงบประมาณเห็นควรจัดสรร 38,182ล้านบาทเศษ สำนักงบประมาณพิจารณาความพร้อม ความเหมาะสมค่าใช้จ่าย เห็นควรจัดสรร 33,942ล้านบาทเศษ

แบ่งเป็นโครงการตามมติครม.วันที่10ม.ค.2555ตามแผนงานและโครงการกยน. วงเงิน 7,174ล้านบาทเศษ โครงการเร่งด่วนในคราวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ลงตรวจราชการพื้นที่ต้นน้ำฯ วงเงิน 4,712ล้านบาทเศษ โครงการที่เหลือตามมติครม.7ครั้ง วงเงิน 22,055ล้านบาทเศษ

เอกสารระบุว่าโครงการสำคัญที่จำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติมตามมติครม. ในการประชุมเมื่อวันที่22ก.พ.ที่ผ่านมาสองโครงการ วงเงิน 5,952ล้านบาทเศษ สำนักงบประมาณพิจารณาความพร้อมแล้วเห็นควรจัดสรรงบประมาณ วงเงิน 4,583ล้านบาทเศษ ดังนี้ โครงการช่วยเกษตรกรผู้ปลูกพืชต้นทุนสูงที่ประสบอุทกภัยปี2554กรณีพิเศษ1, 000 ล้านบาท

โครงการฟื้นฟูยุทโธปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยของกองทัพอากาศ 3,990ล้านบาท เบิกจ่ายในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ2555 จำนวน3,583ล้านบาท และผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2556 อีก406ล้านบาท

สรุปวงเงินที่ต้องจัดสรร งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการเป็นเงินทั้งสิ้น 35,525ล้านบาทเศษ จากวงเงินคงเหลือที่ยังไม่ได้จัดสรรงบประมาณให้เป็นเงิน 38,770ล้านบาทเศษ

อนึ่งเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพดังนั้นในส่วนที่ใช้จ่ายงบประมาณจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นและรายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ หากหมดความจำเป็นในการใช้จ่าย มีเงินเหลือจ่ายทั้งจากการจัดซื้อจัดจ้างและการดำเนินงานก็ขอให้ส่วนราชการแจงสำนักงบประมาณเพื่อจะได้ดำเนินการตัดยอดคืนต่อไป?

https://www.facebook...&type=1&theater

#52 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 01 March 2012 - 07:32 PM

Posted Image

"ปู"ดูความคืบหน้าลอกคลองภาษีเจริญ

วันนี้ ( 1 มี.ค.) ที่วัดม่วง (คลองภาษีเจริญ) เขตบางแค เวลา 15.40 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานและกล่าวเปิดโครงการ "ฟื้นฟู ขุดลอกคลอง ลำราง และท่อระบายน้ำในพื้นที่ กทม. ของกองทัพบก โดยมี พล.อ.ประยุทธิ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ รัฐบาลได้มอบหมายให้กองทัพบก ช่วย กทม.ขุดลอกคูคลองจำนวน 277 สาย ใน 27 เขต งบประมาณ 770 ล้านบาท โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา กำหนดแล้วเสร็จ วันที่ 31 พ.ค. ขณะนี้แล้วเสร็จไป 7 คลอง หรือคิดเป็นร้อยละ 10.18 ซึ่งเร็วกว่าแผนที่กำหนดร้อยละ 0.42

ทั้งนี้หลังจากรับฟังความคืบหน้าจากหน่วยทหารที่รับผิดชอบในการขุดลอกคลองแต่ละพื้นที่ ซึ่งต่างให้ความมั่นใจว่าการดำเนินการจะแล้วเสร็จตามแผนแล้ว นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า ฟังแล้วดีใจและมีความสุข ถ้าเราร่วมมือกันแข่งขันอย่างนี้ เราคงจะฝ่าฟันวิกฤติต่างๆได้ โครงการนี่้ถือเป็นโครงการที่สร้างความสุขให้คนไทยทั้งประเทศ หลังจากที่ประสบมหาอุทกภัยในปีที่ผ่านมา ในนามของรัฐบาลต้องขอบคุณกองทัพ และกำลังพลทุกคนที่ปฏ์บัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง รวมทั้งประชาชนในพื้นที่เพื่อไม่ให้ประเทศเกิดมหาอุทกภัยและความเสียหายอีก

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้ขึ้รถแบล็คโฮ ตักดินเพื่อทำพิธีเปิดงาน ก่อนเดินดูการขุดลอกคลองภาษีเจริญ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการทหารช่าง และเดินทักทายประชาชนที่มาต้อนรับ และให้สัมภาษณ์ภายหลังว่ารู้สึกพอใจกับการทำงานของกองทัพ และเชื่อมั่นว่าการขุดลอกคูคลองจะทันรับมือน้ำที่จะมาถึงในหน้าฝนนี้แน่นอน ส่วนต่างจังหวัด ตนก็ได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) ทุกคน ให้ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ( สถ.) ในการขุดลอกคูคลองลักษณะนี้เช่นกัน โดยเราจะต้องไล่จากแม่น้ำสายหลักให้เชื่อมผ่านไปยังปลายทางให้ได้ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อให้น้ำมีอัตราการไหลที่เร็วขึ้น ส่วนการขุดลอกคลองสายหลักๆ ที่กทม.เป็นผู้รับผิดชอบนั้น เท่าที่ติดตามก็เริ่มไปบ้างแล้ว นอกจากนี้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็รับขุดลอกในบางส่วนด้วย เช่นเดียวกับกระทรวงยุติธรรม ก็นำผู้ต้องขังประพฤติดีมาช่วยด้วย

เมื่อถามว่าชุมชนที่บุกรุกคลองจะดำเนินการอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เบื้องต้นจะขอความร่วมมือในการเข้าไปขุดลอกคูคลองก่อน ส่วนที่บุกรุกนั้นก็ต้องหารือในมาตรการต่อไป เรายังไม่อยากจะทำสองอย่างพร้อม ๆ กัน ส่วนที่ว่า วันนี้ กทม.ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลดีหรือไม่นั้น ความร่วมมือต้องดูเฉพาะเรื่อง ถ้าเป็นเรื่องการขุดลอกคูคลองก็ให้ความร่วมมือ และเราก็เข้าไปขอทำงานด้วย เพราะจำนวนคลองในกทม.มีมาก ความเห็นอาจแตกต่างกันได้ แต่สุดท้ายแล้ว ต้องทำวิธีไม่ต่างกัน ส่วนที่ กทม.ออกมาวิจารณืรัฐบาลค่อนข้างแรงอยู่นั้น ก็คงต้องนัดทำความเข้าใจ ซึ่งทางผู้ว่าฯกทม ที่มาประชุมกับเราก็พอใจแผนที่เราได้อธิบายไป จึงเป็นหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม.ที่จะไปอธิบายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

แหล่งที่มา : เดลินิวส์

#53 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 06 March 2012 - 07:09 PM

นายกฯ มั่นใจเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนชาวญี่ปุ่นได้ พร้อมชี้แจงเรื่องน้ำท่วม

วันที่6มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ว่า เชื่อว่าความมั่นใจของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นจะดีขึ้น เพราะเป็นการไปชี้แจงกับทุกกลุ่ม ซึ่งการคุยครั้งนี้ เราเปิดให้ผู้ลงทุนได้สอบถามด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่ลงทุนอยู่แล้วกับกลุ่มที่กำลังจะลงทุน ส่วนการป้องกันน้ำท่วมนั้น เราเองต้องทำหน้าที่ของเรา จนกว่ามีคำตัดสินเป็นอย่างอื่น ถ้าเราไม่ทำคันกั้นน้ำก็จะยากต่อการเรียกความเชื่อมั่น ซึ่งเราต้องทำให้เกิดเป็นรูปธรรมก่อน ซึ่งตัวเลขการย้ายฐานการผลิต 25 เปอร์เซ็นต์นั้น มีการวางตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่เกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วม และเรื่องนี้ เราให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดต่อผู้ประกอบการทุกรายแล้ว และยังไม่มีตัวเลขที่แน่นอน

00000000000000000000000000000000000000000000

ครม.อนุมัติ 246 โครงการ 2.4 หมื่นล้านป้องน้ำท่วม ปลอดฯยันพื้นที่รับน้ำไม่มีกทม.-ปริมณฑล

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 6 มีนาคม เห็นชอบตามที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เสนอจัดทำโครงการป้องกันน้ำท่วมจำนวน 246 โครงการ โดยใช้งบประมาณ 24,828 ล้านบาท จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท

ทั้งนี้โครงการสำคัญประกอบด้วย การขยับแนวคันกั้นน้ำบริเวณกรุงเทพฯฝั่งเหนือ ให้ไปอยู่คลองรังสิต ซึ่งจะทำให้กรุงเทพฯฝั่งเหนือได้รับการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมอย่างแน่นอน โดยเฉพาะสนามบินดอนเมือง ซึ่งยืนยันว่าจะปลอดภัยจากน้ำท่วม

นอกจากนี้ยังมีโครงการต่อทางยกระดับเพิ่มจากถนนบรมราชชนนีไปจังหวัดนครปฐม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการคมนาคมลงใต้ถูกตัดขาดกรณีเกิดน้ำท่วม ใช้งบ 12,500 ล้านบาท รวมทั้งยกระดับถนนพุทธมณฑลสาย 4 และ 5 ให้สูงขึ้น โดยจะมีการสร้างคลองขนานไป ใช้งบ 4 พันล้านบาท จะช่วยให้เส้นทางน้ำที่ไหลผ่านจากเหนือลงสู่ใต้ได้เร็วขึ้น เป็นการเพิ่มช่องทางการระบายน้ำ จากปัจจุบันที่มีเฉพาะคลองทวีวัฒนา รวมถึงการขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งใหญ่ ใช้งบ 3 พันล้านบาท

"โครงการต่างๆ จะช่วยทำให้ประชาชน ภาคเอกชน มีความเชื่อมั่นต่อแนวทางในการป้องกันปัญหาอุทกภัยของรัฐบาลได้มากขึ้นว่าจะไม่เกิดปัญหาผลกระทบจากภัยพิบัติซ้ำซ้อนขึ้นอีก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯและปริมณฑล" นายปลอดประสพกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะไม่มีการใช้พื้นที่ กทม.และปริมณฑลเป็นพื้นที่ในการรับน้ำอย่างแน่อน โดยพื้นที่รับน้ำจะอยู่เหนือ จ.พระนครศรีอยุธยา ขึ้นไป โดยแผนทั้งหมดจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ในสัปดาห์หน้าอีกครั้ง

#54 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 06 March 2012 - 07:14 PM

สมาคมต้านโลกร้อนฟ้อง "ศาลปค." นิคมอุตสาหกรรมสร้างพนังกั้นน้ำไม่เป็นธรรม

วันที่ 6 มี.ค. ที่ศาลปกครอง นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรม รวม 39รายได้ยื่นฟ้องการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรม รมว.อุตสาหกรรม รมว.คลัง คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน. ) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ(กยอ. )ต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้มีคำพิพากษาให้ทั้ง 7 หน่วยงาน ระงับและเพิกถอนการดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำรอบ 11 นิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในเขตจ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี กทม. และสมุทรปราการ เพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัย อีกทั้งขอให้มีคำพิพากษาให้ทั้ง 7หน่วยงานร่วมกันจัดทำแผนการระบายน้ำอย่างเป็นรูปธรรม กำหนดหลักเกณฑ์การชดเชยเยียวยา ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรอบ 11 นิคมอุตสาหกรรม และให้ 7 หน่วยงานปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 57,58,66,67 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 มาตรา 46-51 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 5,10,11 และพ.ร.บ.การขุดและถมดิน พ.ศ.2543 มาตรา 26 และมาตราอื่นๆ ก่อนที่จะดำเนินการเห็นชอบหรืออนุมัติการสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำ

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า เหตุที่ทางสมาคมต้องฟ้องคดีดังกล่าว เพราะการที่รัฐสนับสนุนให้นิคมอุตสาหกรรมสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำจะนำไปสู่ความขัดแย้งของประชาชนโดยรอบนิคมฯ เนื่องจากที่ผ่านมารัฐขาดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียภายในชุมชน อีกทั้งยังไม่ปฏิบัติตามกฎหมายซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เคยระบุแล้วว่า การที่นิคมจะปรับปรุงระดับความสูงของพนังกั้นน้ำ อยู่ในเงื่อนไขรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะต้องส่งรายละเอียดให้คณะกรรมการชำนาญการพิจารณาโครงการด้านอุตสาหกรรมของสผ. พิจารณาผลกระทบใหม่ แต่การนิคมกลับนิ่งเฉยและเร่งเสริมความสูงของพนังกั้นน้ำ

?รัฐบาลให้ธนาคารออมสินสนับสนุนในเรื่องเงินสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการนิคมฯในการสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำรอบนิคม เหมือนเป็นการเอาเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศไปยกให้เอกชน หรือเอื้อให้เอกชนใช้ดำเนินการก่อสร้างฟรีๆ ถึง 2 ใน 3 ส่วน อีก 1 ส่วนที่เหลือนั้นยังช่วยอุดหนุนค้ำชูในรูปของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอัตราร้อยละ 0.01 มีระยะปลอดชำระเงินต้นถึง 5 ปี และให้กู้นานถึง 15 ปีแต่ชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม หากจะกู้เงินมาซ่อมบ้าน หรือปรับปรุงธุรกิจที่เสียหายกลับต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราขั้นสูงสุดของธนาคาร เช่น ดอกเบี้ย MLR ร้อยละ 7.125 ดอกเบี้ย MOR ร้อยละ 7.375 และดอกเบี้ย MRR ร้อยละ 7.75 แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมของรัฐบาล และส่อไปในทางขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 30 อย่างชัดเจน ? นายศรีสุวรรณ กล่าว

เมื่อถามว่าถ้าไม่สร้างพนังกั้นน้ำและเกิดน้ำท่วมคนตกงานทางสมาคมฯจะรับผิดชอบอย่างไร นายศรีสุวรรณกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจการบริหารงานของรัฐที่จะต้องสร้างความสมดุลระหว่างความเดือดร้อนของประชาชนกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน ชาวบ้านจำเป็นต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเองในกรณีที่รัฐละเมิด อย่างไรก็ตามการฟ้องคดีครั้งนี้ทางสมาคมยังได้ขอให้ศาลกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวโดยสั่งให้ 7หน่วยงานระงับการก่อสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 11 นิคมที่ทางสมาคมฯฟ้องคดีประกอบไปด้วย 1.นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร 2.เขตประกอบการอุตสาหกรรมสวนอุตสาหกรรมโรจนะ 3.นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า(ไฮเทค) 4.นิคมอุตสาหกรรมบางประอิน 5.เขตประกอบการอุตสาหกรรมแฟคตอรี่แลนด์ จ.พระนครศรีอยุธยา 6.สวนอุตสาหกรรมนวนคร 7.สวนอุตสาหกรรมบางกะดี จ.ปทุมธานี 8.นิคมอุตสาหกรรมบางชัน เขตมีนบุรี 9.นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กทม. 10.นิคมอุตสาหกรรมบางพลี 11.นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ

http://www.khaosod.c...E9PQ==&catid=01

#55 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 19 March 2012 - 01:40 PM

ลดความเสี่ยง กฟผ.ปรับแผนระบายน้ำเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์

Posted Image

คณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ปรับแผนการระบายน้ำในเขื่อนใหญ่ของ กฟผ. 2 แห่ง และเขื่อนของกรมชลประทาน 4 แห่ง ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่มีแนวโน้มเข้าสู่สภาวะปกติ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำในปีหน้า

เมื่อวันที่ 16 มี.ค. นายกิตติ ตันเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงผลการประชุมของคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ที่มีกรมชลประทานเป็นประธาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ที่ประชุมปรับแผนการระบายน้ำ 6 เขื่อนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย เขื่อนกิ่วลม เขื่อนกิ่วคอหมา และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำในปีหน้า ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรว่า สภาพอากาศจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติในเดือนเมษายน และสภาพอากาศในช่วงฤดูฝนจะอยู่ในภาวะปกติ จึงมีโอกาสที่จะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ในกลางเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคมได้ โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้กำหนดเป้าหมายการระบายน้ำให้มีความยืดหยุ่น โดยปรับเปลี่ยนการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสภาพฝนและปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนจริง โดยใช้หลักความสมดุลของการเก็บกักน้ำไว้ใช้ด้านการเกษตร และการสำรองช่องว่างในอ่างฯ เพื่อการบรรเทาอุทกภัย โดยคณะอนุกรรมการฯ จะทบทวนแผนการระบายน้ำทุกสัปดาห์

ทั้งนี้ เขื่อนภูมิพลปัจจุบัน (14 มีนาคม 2555 เวลา 24.00 น.) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 8,501 ล้าน ลบ.ม. หรือ ร้อยละ 63 ระบายน้ำในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 ถึงปัจจุบัน (14 มีนาคม 2555) ไปแล้ว 6,070 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนในช่วงเดือนมีนาคมนี้ลดลงมาก จึงได้ปรับลดการระบายน้ำลงวันละ 2 ล้าน ลบ.ม. จากที่เคยระบายน้ำวันละ 60 ล้าน ลบ.ม. มากว่า 1 เดือน เริ่มปรับลดลงเหลือ 58 ล้าน ลบ.ม. ในวันที่ 13 มีนาคม และ 56 ล้าน ลบ.ม. ในวันที่ 14 มีนาคม โดยเป้าหมายจะทยอยลดการระบายน้ำลงวันละ 2-4 ล้าน ลบ.ม. จนเหลือปริมาณน้ำระบายวันละ 42 ล้าน ลบ.ม. ในวันที่ 18 มีนาคม และจะคงการระบายน้ำในอัตรานี้จนกว่าคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำจะพิจารณาความเหมาะสมใหม่ต่อไป

เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 5,930 ล้าน ลบ.ม. หรือ 62% ระบายน้ำในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 ถึงปัจจุบัน (14 มีนาคม 2555) ไปแล้ว 4,365 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสิริกิติ์ มีแนวโน้มลดลงเช่นเดียวกัน จึงจะปรับลดการระบายน้ำลงวันละ 3-4 ล้าน ลบ.ม. จากเดิมที่ระบายวันละ 40 ล้าน ลบ.ม. ได้ปรับลดเป็น 37 ล้าน ลบ.ม. ในวันที่ 14 มีนาคม และจะทยอยปรับลดการระบายน้ำลงจนเหลือวันละ 22 ล้าน ลบ.ม. ในวันที่ 18 มีนาคม และจะคงการระบายน้ำในอัตรานี้ต่อเนื่องไปจนกว่าคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำจะพิจารณาความเหมาะสมใหม่ต่อไปเช่นเดียวกัน

http://www.thairath....tent/eco/245964

#56 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 19 March 2012 - 01:50 PM

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยปรับลดการระบายน้ำในเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำในปีหน้า

นายกิตติ ตันเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. เปิดเผยภายหลังการประชุมของคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ว่า มีการปรับแผนการระบายน้ำ 6 เขื่อนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย เขื่อนกิ่วลม เขื่อนกิ่วคอหมา และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำในปีหน้า

ทางคณะอนุกรรมการฯ ได้กำหนดเป้าหมายการระบายน้ำให้มีความยืดหยุ่น โดยปรับเปลี่ยนการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสภาพฝนและปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนจริง โดยใช้หลักความสมดุลของการเก็บกักน้ำไว้ใช้ด้านการเกษตร และการสำรองช่องว่างในอ่างฯ เพื่อการบรรเทาอุทกภัย โดยคณะอนุกรรมการฯ จะมีการทบทวนแผนการระบายน้ำทุกสัปดาห์

สำหรับสถานการณ์เขื่อนภูมิพล ปัจจุบัน มีปริมาณน้ำในอ่างฯ ร้อยละ 63 โดยเริ่มระบายน้ำในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านแล้วถึงปัจจุบัน จำนวน 6,070 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนในช่วงเดือนมีนาคมลดลงมาก จึงได้ปรับลดการระบายน้ำลงวันละ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร จากที่เคยระบายน้ำวันละ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร มา กว่า 1 เดือน เริ่มปรับลดลงเหลือ 58 ล้านลูกบาศก์เมตร และเหลือ 56 ล้านลูกบาศก์เมตรเมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้มีเป้าหมายจะทยอยลดการระบายน้ำลงวันละ 2-4 ล้าน ลูกบาศก์เมตร จนเหลือปริมาณน้ำระบายวันละ 42 ล้าน ลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 18 มีนาคม และจะคงการระบายน้ำในอัตรานี้จนกว่าคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำจะมีการพิจารณาความเหมาะสมใหม่ต่อไป เช่นเดียวกับเขื่อนสิริกิติ์ ที่จะทยอยปรับลดการระบายน้ำลงจนเหลือวันละ 22 ล้าน ลูกบาศก์เมตรในวันที่ 18 มีนาคมนี้

นายกิตติ กล่าวว่า การปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนครั้งเพื่อให้เป็นไปตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ที่ระบุว่าสภาพอากาศจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติในเดือนเมษายน และสภาพอากาศในช่วงฤดูฝนจะอยู่ในภาวะปกติ จึงมีโอกาสที่จะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงในกลางเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคมได้

http://news.voicetv....ness/33856.html

#57 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 19 March 2012 - 02:03 PM

อากาศแปรปรวน-ผวาภัยแล้ง

Posted Image

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ กรมชลประทาน เตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ปรับลดระดับควบคุมปริมาณน้ำในเขื่อน หลังจากน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำน้อยกว่าที่คาดและฝนอาจทิ้งช่วงกลางปีนี้ โดยจะพิจารณา 15 มี.ค.นี้

นายกิจจา ผลภาษี กรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ในฐานะประธานอนุกรรมการการวางระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน กล่าวว่า ปริมาณน้ำปี 2555 มีหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณมาก แม้ไม่เท่ากับปี 2554 แต่ต้องยอมรับว่าคาดเดาปริมาณน้ำฝนได้ยาก

เขากล่าวว่า สิ่งที่ทำได้ คือ มาตรการเตรียมความพร้อม โดยขณะนี้กรมชลประทาน ได้ปรับระดับเกณฑ์การควบคุมระดับน้ำ (Rule curve) ของเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพล จากเดิมมีระดับน้ำในเขื่อน 65% เหลือเพียง 45% ภายในเดือนพ.ค. นี้ ทำให้เก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 1.2 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร

"การปรับระดับ Rule curve ต้องไม่ตายตัว หากปริมาณน้ำฝนไม่ตกเหนือเขื่อน ก็ต้องลดปริมาณการระบายน้ำออกจากเขื่อน เพื่อไม่ให้มีปริมาณน้ำในเขื่อนเหลือน้อยเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นได้"

เกณฑ์การควบคุมระดับน้ำ เกิดขึ้นหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ซึ่งมีการกล่าวโทษการบริหารจัดการระบายน้ำจาก 2 เขื่อนหลักคือเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ว่ามีความผิดพลาด และมีการระบายน้ำออกมามากในช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมเนื่องจากปริมาณน้ำล้นเขื่อน ดังนั้นจึงกำหนดเกณฑ์ควบคุมขึ้น โดยให้ทั้งสองเขื่อนลดระดับปริมาณน้ำเหลือ 45% ในสิ้นเดือนพ.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม กรมอุตุฯ ได้ออกรายงานล่าสุดว่ามีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของมหาสมุทรแปซิฟิกในเขตศูนย์สูตร ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น บ่งบอกถึงสถานการณ์ของปรากฏการณ์ลานีญาที่ผ่านมา เริ่มมีกำลังอ่อนถึงปานกลางและเป็นไปได้ว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า

กรมอุตุฯ คาดว่าปรากฏการณ์ลานีญาจะอ่อนลง และเป็นไปได้ว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า

ส่วนผลกระทบกับสภาพอากาศในไทย คาดว่าจะส่งผลให้ปริมาณฝนในช่วงฤดูแล้งเดือนก. พ.-เม.ย. 2555 มีแนวโน้มสูงกว่าค่าปกติ แต่อุณหภูมิเฉลี่ยจะต่ำกว่าค่าปกติ ส่งผลให้ในช่วงฤดูร้อน ปี พ.ศ. 2555 อากาศจะไม่ร้อนมากนัก จากนั้นสภาพอากาศจะกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งอาจเกิดฝนทิ้งช่วงในช่วงเดือนมิ.ย.

นายกิตติ ตันเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ รายงานข้อมูลในที่ประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ เมื่อวันอังคารที่ 6 มี.ค. 2555 ที่ผ่านมาว่าสภาพอากาศในปี 2555 คาดการณ์ว่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ และอาจเกิดฝนทิ้งช่วงในกลางเดือนมิ.ย.-กลางเดือนก. ค. 2555 ซึ่งจะทำให้ภาคการเกษตรมีความต้องการใช้น้ำจากเขื่อนในช่วงเวลานี้มากขึ้น

ดังนั้น คณะอนุกรรมการฯ จึงมีมติให้กฟผ.และกรมชลประทาน ทบทวนและปรับแผนการระบายน้ำให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำของภาคการเกษตร โดยมีการทบทวนแผนการระบายน้ำและเป้าหมายการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนที่อยู่ในลุ่มเจ้าพระยาทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้ำบำรุงแดน โดยเพิ่มแนวทางเลือกของช่วงเวลาในการปรับแผนการระบายน้ำให้เร็วขึ้น

กล่าวคือ เดิมจะเดินตามแผนพร่องน้ำจนถึงสิ้น 30 เม.ย. 2555 เพื่อให้ปริมาตรน้ำ ณ วันที่ 1 พ.ค. 2555 อยู่ที่ 45% ของความจุ แต่อาจจะเดินตามแผนพร่องน้ำถึงวันที่ 15 มี.ค. หรือ 31 มี.ค. หรือ 15 เม.ย. จากนั้น จะปรับแผนการระบายน้ำตามความเหมาะสม

ผลการทบทวนแผนการระบายน้ำดังกล่าว จะนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ และอุทกภัย (กบอ.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาและตัดสินใจในการวางแผนบริหารจัดการน้ำ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2555 เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำในอ่าง 8,966 ล้าน ลบ.ม. หรือ 66.6% ของปริมาณความจุ และระบายน้ำวันละ 60 ล้าน ลบ.ม. แต่เนื่องจากปริมาณที่ไหลเข้าอ่างในช่วงเดือนมี. ค. มีแนวโน้มลดลงกว่าที่คาดการณ์จึงอาจปรับลดการระบายน้ำลง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตร

ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำในอ่าง 6,189 ล้าน ลบ.ม. หรือ 65.07% ของความจุ และระบายน้ำวันละ 41 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งตามแผนการพร่องน้ำเดิมจะคงการระบายน้ำอยู่ในระดับดังกล่าวไปจนถึงสิ้นเดือนเม. ย. 2555

ข้อมูลจากศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำกรมชลประทาน รายงานว่าสถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 8 มี.ค. 2555 ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งหมด 48,325 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 69% ของปริมาณน้ำในอ่างรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำที่สามารถนำมาใช้การได้ จำนวน 24,820 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 35% ของปริมาณน้ำรวมกันทั้งหมด หากเปรียบเทียบ ณ เวลาเดียวกัน จะพบว่าปริมาณน้ำในปี 2555 มากกว่าปี 2554 จำนวน 6,662 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนหลักที่ต้องส่งน้ำไปสนับสนุนการใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 8,966 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 67% ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำใช้การได้ 5,166 ล้านลูกบาศก์เมตร

เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 6,189 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 65% ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำใช้การได้ 3,339 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำในอ่าง 281 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 30% ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำใช้การได้ 238 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาณน้ำในอ่าง 420 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 54% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 417 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนของพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้กำหนดแผนการใช้น้ำจากเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จำนวนทั้งสิ้น 16,935 ล้านลูกบาศก์เมตร แยกเป็น เพื่อการอุปโภค-บริโภค 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 6% ของแผน เพื่อการรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 7,375 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 44% ของแผน และเพื่อการเกษตร 8,460 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 50% ของแผน

ผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตพื้นที่ชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2555) พบว่ามีการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งไปแล้วกว่า 9.78 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 98% ของแผนทั้งหมด ที่กำหนดไว้ 10 ล้านไร่ แยกเป็นพื้นที่ทำนาปรัง 9.39 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 98% ของแผนที่กำหนด 9.60 ล้านไร่ และพืชไร่-พืชผัก 0.39 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 98% ของแผนที่กำหนดไว้ 0.40 ล้านไร่

สำหรับผลการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งทั่วประเทศ ณ 8 มี.ค. 2555 มีการนำน้ำไปใช้แล้ว 23,464 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 66% ของแผนจัดสรรน้ำ คงเหลือปริมาณที่ใช้ได้ตามแผนประมาณ 12,151 ล้านลูกบาศก์เมตร เฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการนำน้ำไปใช้แล้ว 11,120 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 56% ของแผนจัดสรรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

คงเหลือปริมาณที่สามารถนำมาใช้ได้ตามแผนการจัดสรรน้ำในฤดูแล้ง 2554/2555 อีกประมาณ 5,815 ล้านลูกบาศก์เมตร

http://www.suthichai...om/detail/24533

#58 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 19 March 2012 - 02:10 PM

ผู้ว่าฯตาก ประกาศแล้ว 9 อำเภอเขตภัยแล้ง จัดงบช่วย 27 ล้าน

Posted Image

ตาก - พ่อเมืองตาก ใช้งบ 27 ล้านบาท ช่วยป้องกันและแก้ไขภัยแล้ง พร้อมประกาศภัยแล้งทั้งจังหวัด

นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก กล่าวว่า จังหวัดตากได้เตรียมงบประมาณ 27 ล้านบาท เพื่อป้องกันแก้ไขและช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง

โดยจะแบ่งให้แต่ละอำเภอทั้ง 9 อำเภอๆ ละ 3 ล้าน ประกอบด้วย อ.เมืองตาก-อ.แม่สอด-พบพระ-แม่ระมาด-สามเงา- บ้านตาก-ท่าสองยาง-อุ้มผาง และ อ.วังเจ้า หลังได้มีการประกาศให้ทั้ง 9 อำเภอในจังหวัด รวม 58 ตำบล 467 หมู่บ้าน เป็นพื้นที่ภัยพิบัติภัยแล้ง

โดยได้สั่งการให้นายอำเภอทุกอำเภอใช้งบประมาณฉุกเฉินดังกล่าวได้ทันที รวมทั้งสั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เทศบาล-องค์การบริหารส่วนตำบล สนับสนุนรถน้ำในการช่วยเหลือประชาชนที่ขาดแคลนน้ำอย่างฉับพลันทันที

Posted Image

รายงานข่าวแจ้งว่า สถานการณ์ภัยแล้งขยายวงกว้างมากขึ้น ในเขต อ.แม่สอด จ.ตาก ได้ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรง ที่บ้านปางวัว หมู่ที่ 6 ต.มหาวัน อ.แม่สอด เกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงวัวได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง เนื่องจากขาดแคลนแหล่งน้ำ ทำให้ฝูงวัวนับ 1,000 ตัว ต้องเดินทางไปหาแหล่งน้ำในลำห้วย ระยะทางไกลกว่า 5 กิโลเมตร เพราะเป็นแหล่งน้ำแห่งเดียว ที่กลุ่มเกษตรกรต่างต้องต้อนฝูงวัวกินน้ำในเวลายามเที่ยง และเวลายามเย็น

ส่วนทุ่งหญ้าสาธารณะที่เคยเขียวขจี เริ่มแห้งแล้ง วัวต้องกินต้นหญ้าแห้ง และเล็มใบไม้กินแทน ทำให้มีร่างกายซูบผอม แม่วัวไม่มีน้ำนมให้ลูกกิน ล้มตายไปแล้วหลายตัว

http://www.manager.c...D=9550000032404

#59 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 19 March 2012 - 03:14 PM

สกลนคร -จังหวัดสกลนคร ประกาศ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอวาริชภูมิ อำเภอสว่างแดนดิน และ อำเภอบ้านม่วง เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติภัยแล้งแล้ว

Posted Image
จังหวัดสกลนครประพื้นที่ประสบภัยพิบัติแล้งแล้ว 3 อำเภอ

เมื่อเวลา 13.30 น.วันนี้ (15 มี.ค.) ที่ห้องประชุมภูริทัตโต ชั้น 3 ศาลากลาง จ.สกลนคร นางวิตยา ประสงค์วัฒนา รองผู้ว่าราชการ จ.สกลนคร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหา ภัยแล้ง ปี 2555 พร้อมชี้แจงการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ (ภัยแล้ง) ที่จังหวัดสกลนคร

ทั้งนี้ มีอำเภอที่เข้าข่ายและประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว 3 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอวาริชภูมิ อำเภอสว่างแดนดิน และอำเภอบ้านม่วง ซึ่งพบว่าชาวบ้านเริ่มขาดแคลนน้ำใช้อุปโภค- บริโภค โดยบางพื้นที่ต้องสูบน้ำจากบ่อบาดาลมาทำการเกษตร

Posted Image
น้ำกินน้ำใช้กลายเป็นที่ต้องการอันดับหนึ่งในภาวะแล้งจัด

ด้าน นายวิชาญ แท่นหิน หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่า ในทุกๆ ปี จังหวัดสกลนครจะต้องประสบปัญหากับสถานการณ์ภัยแล้งทั้ง 18 อำเภอ ในปีนี้เราได้มีการประสานบูรณาการ มีการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติภัยแล้งขึ้นที่ศาลากลาง จังหวัดสกลนคร โดยมีสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสกลนคร เป็นฝ่ายเลขาธิการชุดเฉพาะกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติภัยแล้ง

ในเบื้องต้นจังหวัดสกลนครได้ประกาศ 3 อำเภอ เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ (ภัยแล้ง) ได้แก่ อำเภอวาริชภูมิ อำเภอสว่างแดนดิน และ อำเภอบ้านม่วง

http://www.manager.c...D=9550000033685

#60 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 19 March 2012 - 05:45 PM

เสรียันแล้งจัด 55-56ไม่มีน้ำ 59-60ท่วมอีก
14 มีนาคม 2555 - 00:00

"ดร.เสรี" ฟันธงปีนี้น้ำไม่ท่วมใหญ่เหมือนปี 54 แต่ปี 55-56 ไทยเจอภัยแล้งหนัก แนะปรับแผนพร่องน้ำจากเขื่อนมากกว่า 45% คาดปี 59-60 เจอท่วมใหญ่อีกระลอก ครม.อนุมัติงบ 2.4 หมื่นล้านทั้งที่ไม่มีรายละเอียดโครงการ อ้างป้องกันน้ำท่วมไม่ทัน "ปู" เผยไม่เกิน 1 เดือนเปิดพื้นที่รับน้ำพร้อมหลักเกณฑ์เยียวยา

เมื่อวันอังคาร ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวในงานสัมมนากรมการปกครองส่วนท้องถิ่นกับการจัดการภัยพิบัติเชิงรุกและตั้งรับ จัดโดยวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า ว่า การคาดการณ์ด้านภูมิอากาศของ JAMSTEC ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีความแม่นยำในการพยากรณ์ รายงานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่า ปี 2555 เป็นต้นไป ไทยจะเผชิญความแห้งแล้ง และในปี 2556 จะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งภัยแล้งรุนแรง เป็นอิทธิพลจากการลดลงของปรากฏการณ์
ลานีญาในมหาสมุทรแปซิฟิก

เขาบอกว่า ปีนี้ปริมาณฝนกลางปีถึงปลายปีจะน้อยกว่าปกติ ปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 15-20% โอกาสปริมาณน้ำจะเต็มเขื่อนเช่นปี 2554 เป็นไปได้ยาก และสถานการณ์การขาดแคลนน้ำจะเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในปีหน้า ซึ่งหาก กยน.ยังใช้มาตรการเดิมตามแผนปล่อยน้ำในเขื่อนเหลือ 45%ในเดือน พ.ค.นี้ อาจทำให้เหลือปริมาณน้ำในเขื่อนเหลือน้อยมาก นอกจากนี้ ในปี 2556 จะเป็นภัยแล้งที่รุนแรง จึงจำเป็นต้องปรับแผนการพร่องน้ำเพื่อให้น้ำในอ่างเหลือมากกว่า 45% เส้นกราฟปล่อยน้ำจึงต้องยืดหยุ่นให้เข้าสถานการณ์

"ปีนี้แนวโน้มไม่ท่วมใหญ่เหมือนปี 2554 แต่เราจะเผชิญภัยแล้งมาก เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ 70% อีก 30% คือน้ำท่วม จึงเป็นเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ นอกจากปรับแผนพร่องน้ำต้องเร่งทำความเข้าใจกับเกษตรกรผู้ใช้น้ำ เพราะการปลูกข้าว 1 ล้านไร่ ใช้น้ำ 1 พันล้านลูกบาศก์เมตร หากเกษตรกรยืนยันจะปลูกข้าวนาปรัง 10 ล้านไร่น้ำไม่เพียงพอแน่ๆ รัฐจำเป็นต้องบอกว่ามีน้ำปริมาณเพียงเท่านี้ และวางแผนให้เกษตรกรปลุกพืชระยะสั้นหรือพืชทนแล้ง" ดร.เสรีกล่าว และว่า น้ำแล้งจึงเป็นเรื่องใหญ่ ต้องมองควบคู่กันไป จะแก้แต่น้ำท่วมอย่างเดียวไม่ได้ ต้องให้ความสำคัญกับปัญหาภัยแล้งด้วย

ดร.เสรีกล่าวอีกว่า แผนแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลจะมีการสร้างคันกั้นน้ำชั่วคราวทางฝั่งตะวันออก แต่ยังไม่เคยทำความเข้าใจกับชุมชนหรือเจรจาเพื่อหาข้อสรุปเรื่องค่าชดเชย ซึ่งจะทำให้ปฏิบัติงานตามแผนได้ ปัจจุบันหน่วยปฏิบัติการยังไม่สามารถทำงานได้ทั้งที่เหลือเวลาอีก 4-5 เดือนก็จะถึงหน้าน้ำ

นักวิชาการด้านน้ำให้ความเห็นอีกว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีทัวร์จังหวัดน้ำท่วม ซึ่งทำให้มีมาตรการป้องกันและแผนการเตรียมการ พร้อมทั้งฟลัดเวย์และการผันน้ำ ที่แต่ละจังหวัดเสนอให้ กอนช.พิจารณา แต่เหมือน "จิกซอว์" ที่ต่อกันไม่ติด เพราะต่างคนต่างคิด หลายโครงการไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ซึ่ง กอนช.ต้องกลับไปดูว่าแต่ละแผนที่ออกมาว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ และคำนึงถึงการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ

"อนาคตเราหนีไม่พ้นน้ำท่วมแน่ แม้ปีนี้โอกาสน้ำมาน้อยมาก แต่ปี 2559-2560 คาดว่าจะเกิดน้ำท่วมอีกและรุนแรงกว่าปี 2554 ในพื้นที่อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกที่เป็นฟลัดเวย์และฝั่งตะวันตกที่มีปัญหาแม่น้ำท่าจีนรับน้ำได้น้อย" ดร.เสรีกล่าว

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.ได้อนุมัติกรอบงบประมาณการดำเนินการแก้ไขปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วนปี 55 จำนวน 246 โครงการ วงเงินรวม 24,828,820,500 บาท ตามที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เสนอ

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ที่ประชุมเป็นห่วงว่าเนื่องจากการเสนอโครงการครั้งนี้ไม่มีการจัดทำแผนบริหารโครงการหรือรายละเอียดของโครงการ มีเพียงแต่หัวข้อของโครงการเท่านั้น แต่เนื่องจากเป็นโครงการเร่งด่วนเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมให้เสร็จทันภายใน เดือน พ.ค.-มิ.ย.2555 จึงจำเป็นต้องอนุมัติให้ดำเนินการไปก่อน

ทั้งนี้ เมื่อที่ประชุม ครม.เห็นชอบในวันนี้แล้ว ให้ส่งรายละเอียดของโครงการให้สำนักงบประมาณไปดำเนินการจัดสรรงบประมาณให้เจ้าของโครงการ แต่ต้องแจ้งให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) รับทราบก่อนที่จะอนุมัติเงินงบประมาณให้

"การพิจารณาครั้งนี้ ถือเป็นกรณีพิเศษ เฉพาะ 246 โครงการนี้เท่านั้น เนื่องจากว่าถ้าทำตามขั้นตอนก็จะต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ ทำให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไม่ทันแน่นอน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ย้ำในที่ประชุม ครม.ในการพิจารณาโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมครั้งต่อไป จะต้องทำตามขั้นตามระเบียบสำนักงบประมาณ โดยให้เจ้าของโครงการต้องเสนอโครงการพร้อมรายละเอียดและแผนบริหารเสนอผ่าน กบอ.ก่อน เมื่อ กบอ.ทำเรื่องและผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) จึงเสนอให้ครม.ให้ความเห็นชอบ จึงออกระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการบริหารโครงการเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำฯ ขึ้นมาบังคับใช้ก่อน" แหล่งข่าวกล่าว

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาพื้นที่รับน้ำ 2 ล้านไร่ หลังจากมีการเสนอที่เข้ามาถึง 3 ล้านไร่ว่า ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอมา สามารถหาพื้นที่ได้ประมาณ 3 ล้านไร่ เราคงไม่ประกาศพื้นที่รับน้ำทันที เพราะทุกบาททุกสตางค์เป็นงบประมาณ ซึ่งรายละเอียดต้องให้ไปดูและวางพิกัดในจีพีเอสด้วย ถึงจะรู้ว่าแต่ละพื้นที่เป็นพื้นที่รับน้ำนองจริงๆ ดังนั้นคณะกรรมการ กนอช.จึงให้ไปทำรายละเอียดเพิ่มเติม เลยยังไม่ประกาศให้ประชาชนทราบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนก่อนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คงต้องทำอยู่แล้ว แต่วันนี้ยังไม่ทำ เพราะเร็วเกินไป เราต้องเอาแผนทั้งหมดในการพยากรณ์เรื่องของปริมาณน้ำ ซึ่งจะเป็นส่วนสัมพันธ์กัน โดยจะทยอยให้หลักเกณฑ์มากกว่า และต้องการให้คุยกับประชาชนด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจและการยอมรับกันก่อน ซึ่งคงไม่เกินเดือนหน้า แต่อยากให้เกิดความรอบคอบ จึงได้ให้กระทรวงมหาดไทยบูรณาการในพื้นที่อีกครั้งหนึ่ง ประมาณไม่เกิน 1 เดือนคงจะมีการประกาศทั้งหมด ส่วนหลักเกณฑ์การเยียวยาพื้นที่รับน้ำจะมาพร้อมๆ กันทั้งหมด

เมื่อถามว่า จากที่อนุมัติงบประมาณจัดการบริหารน้ำจำนวนมาก มีมาตรการตรวจสอบอย่างไรเพื่อป้องกันการทุจริต น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราห่วงมาก มาตรการทั้งหมดที่เราอนุมัติผ่านการกลั่นกรอง โดยมีคณะกรรมการ กบอ. และไปยัง กอนช. สุดท้ายกลับมาที่ ครม.เหมือนเดิม รวมทั้งขั้นตอนในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งถือว่าขั้นตอนกลั่นกรองเกี่ยวกับเรื่องน้ำขึ้นมามากขึ้นด้วยซ้ำ.

http://www.thaipost....ws/140312/53983

#61 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 19 March 2012 - 05:58 PM

อีสานมีฝนตกแต่หลายพื้นที่ยังแล้ง

สภาพอากาศที่ร้อนจัดตลอดทั้งวัน ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ส่งผลให้ความแห้งแล้งลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลหนองกุงศรี อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่าลำห้วยสายต่างๆ ตามธรรมชาติ และแหล่งเก็บกักน้ำในพื้นที่น้ำแห้งขอดเกือบทั้งหมด

ปีนี้ความแห้งแล้งมาเร็วกว่าทุกปีชาวบ้านไม่สามารถปลูกข้าวนาปรัง หรือปลูกพืชชนิดอื่นได้ ต้องปล่อยพื้นที่นาร้าง แล้วออกไปหารับจ้างขายแรงงานในกรุงเทพมหานคร หรือต่างจังหวัด เพื่อนำเงินมาจุนเจือครอบครัวช่วงหน้าแล้งนี้และเก็บส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนทำนาปี ช่วงฤดูฝนที่จะมาถึงเพราะคาดหวังว่าราคาข้าวเปลือกจะดีขึ้น

ฝนตกสวนผักเสียหาย
อากาศมีแปรปรวนมีทั้งฝนตก หนาวเย็น และแล้งจัดในจังหวัดสกลนคร ในช่วงนี้ ทำให้ชาวสกลนคร ต้องเผชิญกับความหนาวเย็นในช่วงกลางคืน และในช่วงกลางวันสภาพอากาศร้อนอบอ้าว ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบกับพืชผลทางการเกษตร ทำให้สวนผักได้รับความเสียหาย

000000000000000000000000000000000000000000000000000000000

มุกดาหารแล้งจัด! ชาวบ้านขาดแคลนน้ำดื่มอย่างหนัก

ที่บริเวณทางขึ้นที่พักสงฆ์ภูเกิ้ง บ้านส้มป่อย ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ชาวบ้านต่างนำภาชนะบรรจุน้ำประเภทขวดพลาสติก และแกลลอน ใส่กระสอบมาเข้าคิวรอรับน้ำ ซึ่งเป็นน้ำซับที่ไหลลงมาจากภูเขา และเป็นแหล่งน้ำที่เหลือเพียงแห่งเดียวในตำบลที่สามารถนำไปบริโภคได้ โดยชาวบ้านทั้งในตำบลนาสีนวน เอง และตำบลใกล้เคียง รวมถึงประชาชนที่อยู่ในอำเภอดอนตาลซึ่งอยู่ห่างไกลถึงกว่า 20 กิโลเมตร ก็เดินทางนำภาชนะมาใส่น้ำไปบริโภคเช่นกัน

ล่าสุดคณะกรรมการหมู่บ้านต้องประกาศให้มีการควบคุมการนำภาชนะมาใส่น้ำคนละไม่เกิน 2 กระสอบ หรือประมาณคนละไม่เกิน 40 ลิตร เพื่อให้ประชาชนที่มาเอาน้ำ ได้น้ำไปบริโภคทุกคน โดนที่ไม่ต้องรอคิวนาน ประกอบกับในปัจจุบันแหล่งน้ำแห่งนี้เริ่มประสบปัญหาน้ำไหลน้อยลง ทำให้การบรรจุน้ำเป็นไปอย่างล่าช้า หลายคนต้องนั่งรอเข้าคิวเป็นเวลานานนับชั่วโมง โดยในทุกปีแหล่งน้ำแห่งนี้จะมีน้ำไหลออกมาทั้งปี และสามรถหล่อเลี้ยงราษฎรในตำบล และตำบลใกล้เคียงถึงกว่า 800 ครัวเรือน แต่ในปีนี้ คาดว่าแหล่งน้ำแห่งนี้จะประสบปัญหาน้ำแห้งก่อนสิ้นฤดูร้อน คณะกรรมการจึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการควบคุมในการนำภาชนะมาใส่น้ำดังกล่าว

000000000000000000000000000000000000000000000000000000000

บุรีรีมย์แล้งหนัก ชาวบ้านแอบขโมยน้ำกันเอง

ปัญหาภัยแล้งที่จังหวัดบุรีรัมย์เริ่มทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติเริ่มแห้งขอด โดยเฉพาะสระน้ำที่สามารถนำมาดื่มได้ มีลักษณะใสรสชาติดี ซึ่งจะมีไม่กี่ลูกในแต่ละตำบล เจ้าของสระมักจะสูบไปขายให้กับชาวบ้านที่ขาดน้ำดื่ม โดยเจ้าของสระน้ำจะมีรายได้วันละกว่า 1,000 บาท

ล่าสุดสระน้ำดื่มของเกษตรกรที่ ต.ตูมใหญ่ อ.คูเมืองได้ถูกมือดีแอบมาขโมยสูบเอาไปตอนเวลากลางคืน ทำให้เจ้าของสระเตรียมนอนเฝ้าสระน้ำ เพราะเกรงว่าน้ำจะแห้งก่อนเดือนเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่แล้งที่สุด

นายศิลป์ อินจันทร์ อายุ 56 ปี เกษตรกรตำบลตูมใหญ่ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ เจ้าของสระน้ำ บอกว่าปกติจะมาสูบน้ำใส่รถอีแต๋นไปส่งให้กับชาวบ้านที่สั่งซื้อเป็นประจำทุกวัน โดยปีนี้คาดว่าจะแล้งและร้อนหนัก จึงได้เตรียมรถไว้ 2 คันเพื่อคอยไว้บริการ ปรากฏว่าได้มีร่องรอยของรถคันอื่นมาสูบเอาน้ำในสระไป หลังจากนี้คงจะมานอนเฝ้าน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาขโมยอีก

ด้านนายชาตรี ศรีตะวัน นายก อบต.ตูมใหญ่ ออกมายอมรับว่าภัยแล้งปีนี้ที่ ต.ตูมใหญ่ น่าจะรุนแรงกว่าทุกปี เนื่องจากแหล่งน้ำในตำบลตูมใหญ่ มีน้อย ทาง อบต.ได้ให้การช่วยเหลือด้วยการนำน้ำไปแจกจ่ายเป็นประจำ แต่ก็ไม่เพียงพอ ประกอบกับประชาชนยังขาดภาชนะกักเก็บน้ำ ทำให้เกิดปัญหาขึ้นทุกปี จึงอยากจะเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐมาช่วยเหลือเรื่องแหล่งน้ำ

#62 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 19 March 2012 - 06:01 PM

หวั่นแล้งหนักทำเกษตรกรไร้น้ำทำนา

เสรีเผยปีนี้มีแนวโน้มเกิดภัยแล้งหนัก ส่งผลให้เกษตรกรไม่มีน้ำใช้ทำนา ติงแผนสร้างคันกั้นน้ำหลายจังหวัดอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน นายเสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และภัยพิบัติ ม.รังสิต และกรรมการคณะกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระยะยาว (กยน.) เป็นวิทยากรในงานสัมมนาเรื่อง ?ท่ามกลางภัยพิบัติจะจัดการอย่างไร?

นายเสรีกล่าวว่า ในปีนี้ หากนำความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ (ENSO) มาวิเคราะห์สภาพอากาศในประเทศไทยตลอด 2-3 ปีนี้ พบว่าปีนี้ อาจไม่ได้มีน้ำมากอย่างในปีที่ผ่านมา หรืออาจเรียกได้ว่า จะเกิดภัยแล้งขึ้นด้วยซ้ำ เนื่องจากปรากฎการณ์ลานินญา ที่ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน และมีน้ำฝนจำนวนมากได้ผ่านพ้นไปตั้งแต่เมื่อเกิดมหาอุทกภัย ปลายปี 2554 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อสำรวจแนวทางการกักเก็บน้ำในเขื่อนของรัฐบาลขณะนี้ ก็พบว่าหากเกิดภัยแล้งขึ้นจริง จะเกิดผลกระทบขึ้นกับเกษตรกรจำนวนมาก

?หากลองคำนวณง่าย ๆ จะพบว่า หากเรากักเก็บน้ำในเขื่อนเหลือ 45% อย่างที่รัฐบาลระบุ จะมีน้ำสำหรับปล่อยให้ทำนาปรัง ปลายปีนี้และต้นปีหน้าเพียง 3,000 ล้านลบ.ม. ทั้งที่ การทำนาปรังแต่ละครั้งนั้น เกษตรกรจะต้องใช้น้ำสำหรับเข้านามากกว่า 10,000 ล้านลบ.ม. เพราะฉะนั้น หากรัฐบาลจะออกมาตรการไม่ให้ทำนาปี 1 ครั้งช่วงหน้าฝน เพื่อให้เป็นพื้นที่ฟลัดเวย์ และเป็นไปตามENSOโมเดล ก็อาจทำให้ไม่มีน้ำสำหรับทำนาปรัง"นายเสรีกล่าว

นายเสรีกล่าวอีกว่าเป็นไปได้ว่าช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า เกษตรกรจำนวนมากจะไม่มีน้ำสำหรับทำการเกษตร และแห่ปิดถนนกันเป็นจำนวนมาก จึงอยากให้รัฐบาลเตรียมมาตรการ และสื่อสารกับเกษตรกรไว้ให้ดี ถึงข้อมูลที่มีและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้วิธีแก้ปัญหาดังในระยะยาวก็คือควรมีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก และขนาดกลางในทุกชุมชน

ส่วนการทำหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระยะยาว (กยน.) นั้น นายเสรีกล่าวว่า เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ หรือ กนอช. และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กยน.ก็เหลือหน้าที่เป็นเพียงแค่คณะที่ปรึกษาเท่านั้น ทั้งนี้ หน้าที่ของทั้ง กนอช.และกอบ.เป็นฝ่ายปฏิบัติการตามข้อเสนอที่กยน. จัดทำมาก่อนหน้านี้

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือทั้ง 2 หน่วยงานจะสามารถเตรียมความพร้อมรับมือได้ทันเวลา และตามแผนที่แถลงมาทั้งหมดหรือไม่ เพราะแม้ในปีนี้จะมีแนวโน้มว่าน้ำจะแล้ง แต่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่าหลังจากนี้ สภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดภัยพิบัติรุนแรง ที่จากเดิมมีวงรอบ 20 ปีต่อ 1 ครั้ง จะเหลือเพียง 2-3 ปีต่อ 1 ครั้งเท่านั้น จึงอยากให้นายกฯตั้งคณะกรรมการ หรือคณะทำงานขึ้นมาอีก 1 ชุดเพื่อตรวจสอบและติดตามการปฏิบัติงานของ 2 หน่วยงานนี้ให้เป็นไปตามแผน และเกิดขึ้นจริงเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

นายเสรียังได้แสดงความเป็นห่วงถึงการก่อสร้างคันกั้นน้ำ ที่แต่ละจังหวัดเสนอให้สร้างคันกั้นน้ำล้อมเขตเศรษฐกิจของตัวเองว่าเมื่อทุกจังหวัดก่อสร้างคันกั้นน้ำของตัวเอง เช่นเดียวกับชุมชน บ้านเรือน และโรงงานอุตสาหกรรม ก็อาจทำให้น้ำยกตัวสูงขึ้น ตลอดจนมีกำลังแรงขึ้น จึงอยากให้แต่ละจังหวัด เข้าไปควบคุมการก่อสร้างเหล่านี้ และศึกษาผลกระทบให้ดี โดยอยากให้นำบทเรียนของเหตุการณ์มหาอุทกภัยปีก่อนหน้านี้มาเป็นบทเรียนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะกั้นกำแพงสูงเพียงใด แต่หากไม่เปิดให้มีทางน้ำหลาก (ฟลัดเวย์) ก็ไม่มีทางสู้กับน้ำได้ และสร้างความเสียหายตามมาในที่สุด

ขณะที่นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (ซีพีเอฟ) กล่าวว่า แม้ปีที่ผ่านมา โรงงานของซีพีเอฟที่จ.พระนครศรีอยุธยา จะไม่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่เส้นทางการขนส่งลำเลียงผลิตภัณฑ์ออกจากโรงงานก็เสียหายแทบทั้งหมด

ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลจะมีการลงทุนในโครงการเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม แต่ก็ยังกังวลในเรื่องของระยะเวลา และการลงมือปฏิบัติงานตามแผนว่า จะทันหรือไม่ เพราะเหลือเพียงอีกไม่กี่เดือนก็จะถึงฤดูน้ำหลากอีกครั้ง จึงเห็นพ้องกับนายเสรีว่า รัฐบาลควรจะตั้งหน่วยงานขึ้นมาตรวจสอบและการติดตามมาตรการทั้งหมด ให้เกิดขึ้นทันเวลา และสามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้จริง

http://www.posttoday...%B8%99%E0%B8%B2

#63 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 19 March 2012 - 06:07 PM

ลำพูนรับภัยแล้งทุกปีประกาศเตือนแล้ว7อภ.

Posted Image

ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน รับ เกิดภัยแล้งทุกปี ล่าสุด ประกาศภัยแล้งไปแล้ว 7 อำเภอ ราษฎรเดือดร้อนกว่าแสนคน
นายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เปิดเผยว่า จังหวัดลำพูน เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งทุกปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม - เมษายน แหล่งกักเก็บน้ำธรรมชาติ ส่วนใหญ่เกิดการตื้นเขิน ประกอบกับ จ.ลำพูน เป็นที่ตั้งของการนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ และประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำให้มีการใช้น้ำในปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดสภาวะขาดแคลนน้ำในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค ขณะนี้ จ.ลำพูน ได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉินภัยแล้งแล้ว 7 อำเภอ 44 ตำบล 498 หมู่บ้าน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 103,394 ไร่ ราษฎรได้รับความเดือดร้อนกว่า 146,807 คน

00000000000000000000000000000000000000000000000000

น่านประกาศพื้นที่ภัยแล้งทั้งจังหวัด

Posted Image

"น่าน" ได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบพิบัติฉุกเฉิน ภัยแล้งแล้ว ทั้งจังหวัด 15 อำเภอ คาดพื้นที่เกษตรกรรมเสียหายกว่า 132,259 ไร่ ค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 59 ล้านบาท...

วันที่ 9 ก.พ. นายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า ขณะนี้จังหวัดน่านได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบพิบัติฉุกเฉินภัยแล้งแล้วทั้งจังหวัด รวม 15 อำเภอ 93 ตำบล 775 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภค จำนวน 216,051 คน ใน 53,183 ครัวเรือน และคาดว่ามีพื้นที่เกษตรกรรมเสียหายจำนวนกว่า 132,259 ไร่ สัตว์เลี้ยง อาทิ โค กระบือ ได้รับผลกระทบ 1,450 ตัว คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 59,900,000 บาท ทั้งนี้ ได้จัดสรรเงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด วงเงิน 50 ล้านบาท ให้กับนายอำเภอทุกอำเภอในพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งในพื้นที่

Posted Image

สำหรับพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งรุนแรง ได้แก่ อำเภอสองแคว, อำเภอท่าวังผา, เมืองน่าน, ปัว และเชียงกลาง ตามลำดับ ส่วนสถานการณ์น้ำ พบว่าปริมาณน้ำในแม่น้ำน่านและแม่น้ำสาขาต่างๆมีปริมาณลดน้อยลง จนบางจุดสามารถเดินข้ามผ่านได้ ขณะที่ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆก็ลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้แต่ละอำเภอเร่งสำรวจเส้นทางน้ำที่ตื้นเขิน ต้องมีการขุดลอกเส้นทางน้ำและให้ดูแลเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทาน ในส่วนของน้ำอุปโภค บริโภค ได้ให้จังหวัด ทหารบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกแจกจ่ายน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภคแก่ราษฎร เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน.

#64 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 21 March 2012 - 09:49 AM

พบสัญญาณภัยแล้ง ยิ่งลักษณ์สั่งเกษตรฯเร่งรับมือ

นายกฯ ห่วงหมอกควัน สั่งติดตามเข้ม พร้อมระบุพบสัญญาณภัยแล้ง มอบกระทรวงเกษตรฯ รับมือ ขณะสั่ง ?ยงยุทธ? ตรวจสอบกรณีการใช้โฉนดชุมชนผิดประเภท...

Posted Image

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า มีความกังวลและเป็นห่วงสถานการณ์หมอกควันที่กลับมาน่าเป็นห่วงอีกครั้ง จึงมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงไปทำงานในพื้นที่อีกครั้ง นอกจากนี้ โครงการหยุดเผาเพื่อลมหายใจ จะต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วยมาตราการที่เข้มข้น เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ดังนั้น ต้องมีการจับกุมดำเนินคดีและปรับเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมา เราแก้ปัญหาได้ด้วยฝนหลวง แต่เป็นเพียงการแก้ไขที่ปลายเหตุ ต้องสื่อสารให้ชาวบ้านหยุดเผา มิฉะนั้น ปัญหาจะกลับมาอีก

Posted Image

นอกจากนี้ นายอนุสรณ์ ยังกล่าวอีกว่า นายกฯ ได้แจ้งให้ ครม.ทราบว่า ขณะนี้ สถานการณ์น้ำในเขื่อนปีนี้เริ่มพบสัญญาณทางกายภาพและเทคนิค จากเดิมที่เรามีความเป็นห่วงเรื่องอุทกภัย น่าจะลดลงและเบาบางลงไป แต่ส่งสัญญาณว่าอาจจะเกิดภัยแล้งได้ ดังนั้น นายกฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ ไปทำงานอย่างบูรณาการ ร่วมกับคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ (กบอ.) ว่าปริมาณที่เร่งระบายน้ำในขณะนี้ จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและทำการเกษตรในหน้าแล้งหรือไม่ นอกจากนี้ นายกฯ ยังปรารภถึงเว็บไซต์ ติดตามการประเมินผลการบริหารจัดการน้ำด้วยว่า ให้ ครม. ทุกหน่วยงานที่ใช้งบ 1.2 แสนล้านบาท ต้องไปอัพเดตข้อมูลในเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อให้สามารถตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการได้ด้วย

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า นายกฯ ได้แจ้งต่อที่ประชุม ครม.ว่า ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ประชาชนยื่นเรื่องร้องเรียน โดยเฉพาะเรื่องโฉนดชุมชน เพราะที่ผ่านมา พบว่ามีการดำเนินการที่ผิดพลาด หรือทำในสิ่งที่ข้อกฎหมายห้ามมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนเพื่อทำโครงการขนาดใหญ่ เช่น สวนปาล์ม สวนยาง รีสอร์ต ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์โฉนดชุมชนผิดประเภท และพบมากในพื้นที่ภาคใต้ ดังนั้น นายกฯ จึงยึดมติ ครม. 15 ม.ค. 55 เรื่องการแต่ตั้งคณะการรมการจัดการที่ดินเชิงระบบ ที่มี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน ให้ไปดูในรายละเอียดว่ามีการนำไปใช้ถูกวัตถุประสงค์ หรือมีการนำไปเล่นแร่แปรธาตุอย่างไร จากนั้นให้รายงานกลับมายังที่ประชุม ครม.รับทราบอีกครั้ง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการทำงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ว่า ขณะนี้ สื่อหลายสำนักพูดถึงการยกระดับการทำงานของ ตม. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่ที่สนามบินนานาชาติจังหวัดภูเก็ตก็เกิดปัญหาเช่นกัน หลังจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547 สึนามิถล่มภาคใต้ ครั้งนั้นมีการคาดการณ์ว่าจะใช้เวลา 10 ปีเป็นอย่างน้อยในการฟื้นตัว แต่ขณะนี้ปรากฏว่านักท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต กลับเพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็ว ดังนั้น จึงจะต้องมีมาตรการเพิ่มเจ้าหน้าที่ ตม. มาปฏิบัติงานที่สนามบินสุวรรณภูมิ และภูเก็ต โดยนำโมเดลจากสุวรรณภูมิมาใช้ที่ภูเก็ตในช่วงไฮซีซั่น เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องนั่งรอนอนรอ เสียโอกาสของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การดำเนินการทั้งหมดต้องยึดอยู่ในหลัก รวดเร็ว สมดุลงานด้วยความปลอดภัย ต้องคำนึงถึงความมั่นคงด้วย

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม ครม.ได้แจ้งกำหนดการประชุม ครม.สัญจรว่า ในเดือน เม.ย. มีพระราชพิธีสำคัญมากมาย ดังนั้น จึงของดการจัดประชุม ครม. ส่วนในเดือน พ.ค. จะมีการจัดประชุม ครม.สัญจรที่ภาคตะวันตก ระหว่างวันที่ 21-22 พ.ค. สถานที่คือ จ.นครปฐม ราชบุรี โดยมี นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน เป็นเจ้าภาพ ขณะที่เดือน มิ.ย. จะจัดประชุม ครม.สัญจร ในวันที่ 18-19 มิ.ย. ที่ภาคตะวันออก สถานที่จัดจะอยู่ในแถบจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด โดยมี นางสุกุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพ

ส่วนเรื่องราคาน้ำมันปาล์มนั้น นายอนุสรณ์ กล่าวว่า นายกฯ ได้พูดถึงเรื่องปัญหาราคาน้ำมันปาล์ม โดยยืนยันว่า ขณะนี้น้ำมันปาล์มขวดลิตรจะไม่ขาดตลาดแน่นอน และจะขายในราคาขวดละ 42 บาท ไม่มีการปรับราคาในช่วงนี้อย่างแน่นอน แม้จะมีการเรียกร้องให้ปรับเป็นขวดละ 51 บาท ฉะนั้น ประชาชนสบายใจได้ ไม่ต้องตื่นตระหนกถึงขนาดไปเข้าคิวซื้อกัน อย่างไรก็ตาม หากมีปัจจัยใดๆ ที่ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มสูงขึ้น หรือขาดแคลน ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคา รัฐบาลยืนยันอยู่ที่ 42 บาท หากขาดแคลนจะนำเข้าเดือนเดียวไม่เกิน 4 หมื่นตัน หรือครอบคลุมเท่ากับกำลังผลิตโรงงานปาล์ม 10 แห่งทั่วประเทศ ทั้งนี้ มีข่าวดีว่าปาล์มดิบราคาลดลง และเดือนหน้าจะออกสู่ตลาดมากขึ้น ฉะนั้นผู้บริโภคสบายใจได้.

http://www.thairath....tent/pol/246890

#65 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 24 March 2012 - 12:38 PM

ผอ.เขื่อนสิริกิติ์ผวาแล้งจริง!สั่งลดปล่อยน้ำ50%
2012-03-24 12:29:49

นายธนรัชต์ ภุมมะกสิกร ผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์ (อขส.) กล่าวถึงผลการประชุมของคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำที่มีกรมชลประทานเป็นประธานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ที่ประชุมมีมติปรับแผนการระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำในปี 56 ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรที่ระบุว่า สภาพอากาศจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติในเดือนเมษายน 55 และสภาพอากาศในช่วงฤดูฝนจะอยู่ในภาวะปกติ จึงมีโอกาสที่จะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงในกลางเดือนมิถุนายน - กลางเดือนกรกฎาคม 55 ได้

สำหรับเขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำในอ่างฯ ณ วันที่ 23 มีนาคม 55 จำนวน 5,741.45 ล้าน ลบ.ม. หรือ ร้อยละ 60.37 ปริมาณน้ำพร้อมใช้งาน 2,891.45 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนมีแนวโน้มลดลง จึงจะปรับลดการระบายน้ำลง จากเดิมที่ระบายวันละ 40 ล้าน ลบ.ม. จะทยอยปรับลดการระบายน้ำลงจนเหลือวันละ 20 ล้าน ลบ.ม. หรือลดลง 50% และจะคงการระบายน้ำในอัตรานี้ต่อเนื่องไปจนกว่าคณะอนุกรรมการฯ จะมีการพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

http://www.dailyworl...otnews_id=56467

#66 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 04 April 2012 - 09:03 AM

ฟ้องหมื่นรายรุกฟลัดเวย์ "ปู"เอาจริงแผน"โกร่ง" ไฟเขียวกรมชลฯลุย

"ยิ่งลักษณ์" เอาจริงแก้ปัญหาน้ำท่วมรอบสอง ลั่นเอาตำแหน่งนายกฯการันตี ท่วมน้อยกว่าปีที่แล้ว สั่งกางโรดแมปเตรียมรับมือน้ำท่วมรอบใหม่ เร่งสร้าง-เสริมแนวคันดินทุกจุด งัดไม้แข็งลงดาบสั่งฟ้องพวกก่อสร้างอาคาร- ทำการเกษตรกีดขวางทางน้ำ ด้านกรมชลประทานไล่ฟ้องผู้บุกรุกแนวฟลัดเวย์- พื้นที่แก้มลิง 10,000 ราย "ชัชวาล" รองอธิบดีกรมชลฯ ชี้แก้ยากเพราะส่วนใหญ่เป็นฐานเสียงนักการเมืองตั้งแต่ระดับชาติถึงท้องถิ่น เตรียมชงรัฐบาลทำเป็นวาระแห่งชาติ

Posted Image

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า รัฐบาลได้จัดเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยพิบัติน้ำในปี 2555 ไว้อย่างรัดกุมและการันตีจะเร่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนและภาคประชาชนช่วยกันจัดการน้ำทุกช่องทาง โดยมอบหมายให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์วางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เป็นศูนย์กลางวางแผนจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งรัฐเห็นปัญหา มีบทเรียน จึงขอย้ำให้ความมั่นใจจะทำปีนี้ให้ดีกว่าปีที่ผ่านมา

เบื้องต้นก่อนน้ำจะมาปีนี้ได้ขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายเร่งสร้างแนวคันป้องกันน้ำให้แข็งแรงทุกพื้นที่ทุกจุด ควบคู่กับเดินหน้ามาตรการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ขนาดใหญ่หรืออาคารสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่กีดขวางทางน้ำ ทั้งเขตพื้นที่อาศัยซึ่งเป็นบ้านเรือนประชาชน พื้นที่การเกษตร โดยจะส่งเจ้าหน้าที่และตัวแทนเข้าไปเจรจากับเจ้าของพื้นที่ทุกแห่ง แนวทาง คือ จะหารือเพื่อสรุปแนวทางการทำงานช่วยดูแลป้องกันร่วมกัน โดยรัฐบาลพร้อมจะเยียวยาหรือจ่ายชดเชยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนที่ต้องนำพื้นที่มาเป็นจุดรับน้ำ แทนที่จะปล่อยให้ท่วมขังเป็นเวลานานซ้ำรอยเหมือนปี 2554

แผนงานคร่าว ๆ ตอนนี้ กยน.และรัฐบาลเห็นพ้องที่จะกันพื้นที่บางส่วนไว้เป็นจุดรับน้ำ และขอบางส่วนเปิดทางเพื่อระบายน้ำที่จะไหลบ่าลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด หากวันนี้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเตรียมรับสถานการณ์น้ำ เมื่อถึงเวลาก็จะได้แก้ปัญหาได้อย่างราบรื่น

นอกจากนี้ได้สั่งการให้ทุกกระทรวงกำชับหน่วยงานในสังกัดในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ เตรียมอุปกรณ์ เครื่องสูบน้ำให้พร้อม เพื่อนำมาใช้ทันท่วงที พร้อมทั้งขอยืนยันในฐานะนายกรัฐมนตรีจะดูแลน้ำปีนี้ให้ท่วมน้อยกว่าปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมแล้วทุกอย่างคงจะไม่สามารถทำให้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมหายไปได้ 100% เพียงแต่จะใช้ทุกวิธีเพื่อทำให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด

นายกฯยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ยินดีและพร้อมสนับสนุนเครือบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ในโอกาสครบรอบ 35 ปี จัดทำโครงการฟื้นฟูขุดลอกคูคลอง โดยทางกระทรวงศึกษาธิการเข้ามาเป็นตัวแทนรัฐบาลช่วยดูแลโครงการนี้ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาว ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้จัดทำแผนกำหนดพื้นที่คูคลอง เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจะกลับมาขอความร่วมมือจากเอกชนและภาคประชาชนร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจังต่อไป

นายชัชวาล ปัญญาวาทีนันท์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่แต่ละปีก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก ในฐานะเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแลเรื่องการบริหารจัดการน้ำ นอกจากกรมชลประทานจะดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาวรับมือภัยน้ำท่วมซึ่งนับวันสถานการณ์ ยิ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ในส่วนของกรมชลประทานเองได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมชลประทานทำการสำรวจและหาทางแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินในพื้นที่ชลประทานโดยเร่งด่วน

สำหรับพื้นที่เป้าหมายหลักที่จะดำเนินการจะเน้นไปที่พื้นที่ซึ่งเป็นเขตเส้นทางระบายน้ำ หรือ Flood way ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่างจนถึงภาคกลางซึ่งปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างรุนแรง ทั้งนี้ จากการสำรวจล่าสุดพบว่ามีผู้บุกรุกเขตเส้นทางระบายน้ำของกรมชลประทานทั่วประเทศมากกว่า 10,000 ราย ขั้นตอนต่อจากนี้ไปจะดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินด้วยการฟ้องร้องตามข้อเท็จจริงต่อไป

นายชัชวาลกล่าวว่า กรมชลประทานดำเนินการเป็นประจำตลอดทุกปี แต่ยอมรับว่า ในบางพื้นที่ติดปัญหาเรื่องมวลชน เนื่องจากผู้บุกรุกส่วนใหญ่เป็นฐานเสียงของพรรค การเมืองและนักการเมืองทั้งระดับ ท้องถิ่นและระดับชาติ ดังนั้นจึงต้องใช้ความพยายามและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา แม้กว่ากระบวนการทางกฎหมายจะสิ้นสุดคงต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร นอกจากนี้กรมชลประทาน จะเสนอให้รัฐบาลเร่งหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง โดยอาจต้องทำให้เป็นวาระแห่งชาติ

ขณะเดียวกันตนได้แจ้งหนังสือเวียนเป็นการภายในถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ถือปฏิบัติในเรื่องการฟ้องร้องบุกรุกที่ดินเขตเส้นทางระบายน้ำ ซึ่งกรมชลประทานเคยมีข้อพิพาทกับผู้บุกรุกและชนะคดี มาเป็นแนวทางในการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปด้วย โดยคดีดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 2538 ที่ผ่านมา และศาลจังหวัดสมุทรปราการ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาตัดสินให้คู่ความ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาททั้ง 3 ศาล ส่งผลให้ที่ดินที่มีปัญหาซึ่งอยู่ติดกับเขตชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลหารพิจิตรที่คู่พิพาทครอบครองและปลูกสร้างห้องแถว บ้าน และตลาดสด เป็นของแผ่นดิน โดยคำพิพากษาระบุว่า ที่ดินที่ตกเป็นของทางราชการแล้ว แม้เอกชนจะครอบครองนานเท่าใดก็ไม่ได้ไปซึ่งสิทธิครอบครอง

แหล่งข่าวจากกรมชลประทานเปิดเผยเพิ่มเติมว่า พื้นที่รับน้ำและที่ดินในเขตเส้นทางระบายน้ำซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกรมชลประทานที่มีผู้บุกรุกกว่า 10,000 รายทั่วประเทศ กระจายอยู่หลายจังหวัดทั่วประเทศ ในจำนวนนี้มีทั้งการบุกรุกเข้าไปก่อสร้างอาคารและ สิ่งปลูกสร้าง ทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่พาณิชย กรรม เกษตรกรรม ส่วนนี้จะเร่งแก้ไขโดยเร็วที่สุด หากบุกรุกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจะดำเนินการฟ้องร้องขับไล่ ขณะที่พื้นที่ทางน้ำหลากที่ชาวบ้านครอบครองโดยถูกต้องตามกฎหมาย หากมีความจำเป็นต้องใช้เป็นพื้นที่ทางน้ำหลากหรือฟลัดเวย หรือแก้มลิงก็จะมีการจ่ายค่าชดเชยให้ตามความเหมาะสม ซึ่งแนวทางดังกล่าว กยน.ได้หารือเบื้องต้นกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

สำหรับพื้นที่ซึ่งเป็นเขตเส้นทางระบายน้ำสำคัญที่กรมชลประทานสั่งการให้สำนักงานชลประทานซึ่งกระจาย อยู่ทั่วประเทศดูแลเป็นพิเศษส่วนใหญ่จะอยู่ในจุดที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากรุนแรง แถบภาคเหนือตอนล่างจนถึงภาคกลาง ตั้งแต่ จ.พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร รวมทั้งบางทำเลในกรุงเทพมหานคร (กทม.)

โดยเฉพาะพื้นที่โครงการลุ่มต่ำหรือพื้นที่นาลุ่มซึ่งเป็นพื้นที่แก้มลิงตามธรรมชาติ ในเขตลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน รวมทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งมีประมาณ 13 จุด คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 3,129 ตร.กม. แยกเป็นพื้นที่นาลุ่มในภาคเหนือตอนล่าง 5 จุด อีก 8 จุดเป็นพื้นที่นาลุ่มในภาคกลาง อาทิ พื้นที่นาลุ่มต่ำตะพานหิน-บางมูลนาค-โพธิ์ทะเล จ.พิจิตร ขนาดความจุรับน้ำ 240 ล้าน ลบ.ม., พื้นที่ลุ่มต่ำพิจิตร-โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ความจุรับน้ำ 145 ล้าน ลบ.ม., บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก ความจุรับน้ำ 300 ล้าน ลบ.ม., ชุมแสง-เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ ความจุ 238 ล้าน ลบ.ม., บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ 233 ล้าน ลบ.ม.

ทุ่งภูเขาทอง-บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ความจุ 249 ล้าน ลบ.ม., ทุ่งดอนพุด-มหาราช จ.ลพบุรี ความจุ 157 ล้าน ลบ.ม., ทุ่งผักไห่-ป่าโมก จ.พระนครศรีอยุธยา 125 ล้าน ลบ.ม., ทุ่งผักไห่-บางยี่หน จ.พระนครศรี อยุธยา ความจุ 257 ล้าน ลบ.ม.,ทุ่งไชโย-บ้านแพรก จ.อ่างทอง 259 ล้าน ลบ.ม., อ่างทองตะวันตก จ.อ่างทอง ความจุ 186 ล้าน ลบ.ม. เป็นต้น

พื้นที่ลุ่มต่ำหรือแก้มลิงธรรมชาติอาทิ ทุ่งเชียงราก ในพื้นที่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ อ.อินทร์บุรี และ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี, ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ในพื้นที่ อ.บ้านหมี่, ทุ่งท่าวุ้ง พื้นที่ อ.เมือง, จ.ลพบุรี, ทุ่งบางกุ่ม พื้นที่ อ.บางปะหัน, ทุ่งบางบาล อ.บางบาล อ.เสนา อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา อ.ดอนพุด จ.สระบุรี

http://www.prachacha...pid=00&catid=no

#67 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 05 April 2012 - 12:00 PM

สุรินทร์ประกาศภัยแล้ง5อำเภอ เดือดร้อนนับแสนคน

Posted Image

สุรินทร์ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินภัยแล้ง 5 อำเภอ ชาวบ้านเดือดร้อนนับแสนคน เร่งออกแจกจ่ายน้ำดื่มให้ประชาชน...

วันที่ 5 เมษายน 2555 นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินภัยแล้ง ในเขตจังหวัดสุรินทร์ 5 อำเภอ 42 ตำบล 551 หมู่บ้าน ได้แก่ อำเภอโนนนารายณ์ ที่ราษฎรได้รับความเดือดร้อนขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค 6,298 ครัวเรือน หรือ 35,368 คน อำเภอสังขะ ราษฎรขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร โดยมีพื้นที่การเกษตรที่คาดว่าจะได้รับความเสียหาย 4,760 ไร่ ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 13,648 ครัวเรือนหรือ 63,554 คน อำเภอกาบเชิง ราษฎรขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค 2,500 ครัวเรือน หรือ 43,700 คน อำเภอปราสาท ราษฎรเดือดร้อนขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค 36,737 ครัวเรือน หรือ 145,732 คน และอำเภอบัวเชด ราษฎรเดือดร้อน 9,860 ครัวเรือน หรือ 39,255 คน

ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์เปิดเผยอีกว่า สำหรับอำเภอที่ยังไม่รายงานสถานการณ์ภัยแล้ง ได้แจ้งให้ติดตามและสำรวจสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากเกิดสถานการณ์ภัยแล้งขึ้นให้รายงานโดยเร่งด่วน กรณีเกิดสถานการณ์ภัยแล้ง ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งได้ทันทีโดยไม่ต้องรอประกาศจากจังหวัด หากเกินขีดความสามารถ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรายงานอำเภอและจังหวัดทราบโดยเร่งด่วน สำหรับการช่วยเหลือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรายงานว่า ใช้งบประมาณ 194,000 บาท ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง และแจกจ่ายน้ำอุปโภค-บริโภคแก่ราษฎรผู้ประสบภัยแล้งจำนวน 399 เที่ยว ปริมาณน้ำที่แจกจ่ายแล้ว 1,995,000 ลิตร.

http://www.thairath....t/region/250888

#68 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 08 April 2012 - 06:06 PM

?ยงยุทธ? ฉุนข่าวข้าราชการงาบงบฯ เยียวยาน้ำท่วม ลั่นฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายเดือน เม.ย.นี้ พบเบาะแสเด้งทันที ไม่รอหลักฐาน แนะ ปชช.แจ้งข้อมูล สายด่วน 1567 พร้อมส่งผู้ตรวจราชการลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง

Posted Image

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีกระแสข่าวหนาหูเกี่ยวกับเรื่องของการทุจริตงบประมาณฉุกเฉินเฉพาะกิจน้ำท่วม โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และการฟื้นฟูเยียวยาก่อนน้ำจะมาในปีนี้ ว่าต้องแบ่งปันให้กับคนในกระทรวงมหาดไทยหรือทางจังหวัด โดยมีการหักหัวคิว บางที่มีข่าวว่าต้องจ่ายสูงถึง 35 เปอร์เซ็นต์ โดยเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นลักษณะของการแอบอ้างเพื่อให้เงินงบประมาณ รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่า ไม่ยอมให้เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้นเด็ดขาด ทั้งนี้ หากใครที่ทราบข้อมูลเบาะแสไม่จำเป็นต้องมีหลักฐาน สามารถแจ้งไปที่สายด่วนของศูนย์ดำรงธรรม หมายเลข 1567 กระทรวงมหาดไทย จะส่งผู้ตรวจราชการลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที

?เรื่องนี้มีข่าวในเกือบทุกจังหวัด ซึ่งผมยอมให้ทำเรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด ขณะนี้อำนาจในการจัดซื้อจัดจ้างได้มอบให้จังหวัดไปทั้งหมดแล้ว โดยตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในเรื่องของเกณฑ์สำคัญการแต่งตั้งโยกย้าย คือเรื่องผลงานปราบปรามยาเสพติด และเรื่องห้ามไม่ให้มีการทุจริตงบประมาณเยียวยาน้ำท่วม ดังนั้น ในฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายเดือน เม.ย.นี้ หากมีแค่เบาะแสว่ามีการทุจริต ไม่ต้องมีหลักฐาน จะสั่งย้าย ผวจ.หรือข้าราชการที่เข้าไปพัวพันทันที? นายยงยุทธ กล่าว.

http://www.thairath....tent/pol/251619

#69 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 09 April 2012 - 01:48 PM

กระทรวงเกษตรฯ ชงครม.ลุยสร้างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ วงเงิน 1.3 หมื่นล้านแก้ปัญหาน้ำท่วม และภัยแล้ง ...

Posted Image

วันที่ 9 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมครม. วันที่ 10 เม.ย. กระทรวงเกษตรฯ ขออนุมัติให้กรมชลประทานเริ่มดำเนินโครงการเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ใช้เวลาดำเนินโครงการ 8 ปี (ปีงบฯ 2555-2562) วงเงิน 13,280.445 ล้านบาท โดยในปีงบฯ 2555 จะดำเนินการสำรวจธรณี ปฐพีวิทยา สภาพภูมิประเทศ รังวัด ปักหลักเขต ซึ่งกรมชลประทานจะเจียดจ่ายงบประมาณฯมาใช้เพื่อดำเนินการตามความเหมาะสม และให้กระทรวงเกษตรฯ ร่วมดำเนินการตามแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด และมอบหมายให้สำนักงบประมาณรับไปพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายและระยะเวลาที่กำหนด

ทั้งนี้ โครงการเขื่อนแม่วงก์ เป็นโครงการหนึ่งในแผนพัฒนาลุ่มน้ำสะแกกรัง ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 พ.ศ.2525-2529 เนื่องจากพื้นที่บริเวณดังกล่าวประสบปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง และราษฎรมีฐานะยากจน อย่างไรก็ตามจะพบได้ว่าหากปริมาณในลำน้ำแม่วงก์มีมากก็จะส่งผลกระทบต่อ ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ในลำน้ำวงก์ จึงทำให้พื้นที่ อ.แม่วงก์ อ.ลาดยาว และอ.เมือง จ.นครสวรรค์ รวมถึงพื้นที่บางส่วนของ อุทัยธานี และกำแพงเพชร มักจะประสบปัญหาเรื่อง อุทกภัยและภัยแล้งอยู่เป็นประจำ ซึ่งมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี

http://www.thairath....tent/pol/251821

#70 User is offline   magnacarta 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 2,608
  • Joined: 18-October 07

Posted 16 April 2012 - 11:22 PM

F5

#71 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 17 April 2012 - 08:37 AM

นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ประชุมติดตามแผนป้องกันน้ำท่วม

Posted Image

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 เม.ย. ที่สำนักงานบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหาร กบอ. โดยมีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธาน

พร้อมด้วยรัฐมนตรีและผู้บริหารหลายหน่วยงานของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม นายปรีชา เร่งสมบูรณ์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ หรือ กนอช. เข้าร่วมประชุม

นายปลอดประสพกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมพิเศษ เรื่องการป้องกันน้ำท่วม โดยมีแนวทางหารือนโยบาย 2 กลุ่มหลัก คือ 1.ติดตามความคืบหน้าของกลุ่มที่ได้รับงบประมาณกลาง 1.2 แสนล้านบาท และผลการดำเนินโครงการทั้งหมดมีความคืบหน้าแค่ไหน เช่น การขุดลอกคูคลอง ซ่อมถนน ซ่อมเขื่อน การสร้างระบบเตือนภัย การทำข้อมูล การถ่ายภาพทางอากาศ เพื่อเก็บความสูงของพื้นที่ทั้งหมด

2.ติดตามความคืบหน้าของกลุ่มที่ได้รับงบประมาณ 3.4 แสนล้านบาท เกี่ยวกับการเขียนโครงการของการปลูกป่า และเรื่องของกระทรวงคมนาคม ที่ได้อนุมัติไปแล้วจำนวน 2.4 หมื่นล้านบาท ดำเนินการไปแล้วแค่ไหน และมีอุปสรรคอย่างไร เพื่อยกระดับถนนให้เป็นแนวป้องกันน้ำท่วม

นายปลอดประสพกล่าวอีกว่า ในที่ประชุมครั้งนี้ยังมีการพูดคุยถึงโครงการที่ยังไม่ได้เขียนโครงการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้กำหนดแนวทางให้เป็นไปตามที่รัฐบาลได้กำหนดมาตรการไว้ 8 ข้อ และจัดทำไกด์ไลน์ เพื่ออธิบายให้ผู้เขียนโครงการและผู้อนุมัติโครงการทำงานอย่างสะดวกและเข้าใจมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ที่ประชุมจะหารือถึงเรื่องการเตือนภัย เพื่อประเมินผลแต่ละครั้งที่ผ่านมาล่าสุดจากเหตุการณ์สึนามิ 6 จังหวัดทางภาคใต้จากแผ่นดินไหว ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับปรุง โดยเฉพาะการทวนการรับคำสั่ง และผู้ที่ได้รับคำสั่งต้องทวนคำสั่งและรายงานด้วยว่าได้ปฏิบัติอย่างไร ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ จะไปติดตามงานและดูสถานการณ์จริงต่อไป

http://www.khaosod.c...E9PQ==&catid=01

#72 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 20 April 2012 - 10:47 AM

วิกฤต น้ำท่วมปลายปี 2554 ที่ผ่านมา "กรมชลประทาน" ตกเป็นจำเลยในอันดับต้น ๆ ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักถึงประสิทธิภาพในการทำงานในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการ บริหารจัดการน้ำ ไม่แพ้ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ที่รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ตั้งขึ้นเพื่อรับมือมหาอุทกภัยโดยเฉพาะ มาปีนี้ ขณะนี้กรมชลประทานมีความพร้อมในการรับมือน้องน้ำมากน้อยแค่ไหน "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ "เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ" อธิบดีกรมชลประทาน ในหลายประเด็นที่คนไทยควรได้รู้

Posted Image

- หลายฝ่ายมองว่าแผนรับมืออุทกภัยยังไม่คืบหน้า

ส่วนที่เรากำลังทำเร่งด่วนเป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อรับมือหน้าฝนปีนี้ ส่วนใหญ่มีความคืบหน้า และยังไม่มีการแจ้งว่าไม่ทันหน้าฝน หลายเรื่องเร่งดำเนินการอยู่ เช่น การปรับปรุงสถานีสูบน้ำ ปรับปรุงซ่อมแซมประตูน้ำ คันกั้นน้ำ ฯลฯ การเปลี่ยนเครื่องสูบน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสูบและระบายน้ำ เช่นปรับเปลี่ยนจากที่สูบน้ำได้ 3 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 6 ลูกบาศก์เมตร เป็นต้น

จริง ๆ แล้ว หลังเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2554 ก็มีเตรียมรับมือในปีนี้และปีถัดไปทันทีเป็นมาตรการเร่งด่วน ทั้งเรื่องการก่อสร้าง การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนหลักที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดยให้กรมชลฯทำเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน ยึดการป้องกันอุทกภัยเป็นหลัก ซึ่งเราได้ปรับเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน โดยยึดหลักสมดุลน้ำ ใช้สถานการณ์น้ำแต่ละช่วงมาบริหารจัดการ

นอกจากนี้ยังมีเรื่อง การกำหนดพื้นที่รับน้ำนอง ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯเป็นคนพิจารณาในการตัดยอดน้ำ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ตั้งแต่ท้ายเขื่อนหลักลงมา

คือ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ จนมาถึงเขื่อนเจ้าพระยา ส่วนพื้นที่ที่ 2 คือ จากเขื่อนเจ้าพระยามาถึง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยใช้น้ำท่วมปี 2554 เป็นฐาน สำหรับพื้นที่รับน้ำนองจะดูพื้นที่ที่มีศักยภาพในการรับน้ำ และมีมาตรการชดเชยที่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ คาดว่าจะนำเสนอรัฐบาลในเร็ว ๆ นี้

- กระบวนการจัดการเป็นอย่างไร

เมื่อ เราได้พื้นที่ที่มีศักยภาพแล้ว ก็จะให้คอมพิวเตอร์คำนวณใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์ เรียกว่า ทำการจำลองซิมูเลชั่น คำนวณน้ำที่จะเข้าไปในพื้นที่รับน้ำ ตัดยอด ใช้พื้นที่เท่าไหร่ เมื่อเราตัดยอดน้ำที่เราพอใจ ขั้นตอนต่อไปคือ จะให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ทั้งในส่วนกรมชลฯ จังหวัด เข้าไปช่วยดู ปล่อยน้ำลงพื้นที่ลุ่ม พื้นที่นา ให้สอดคล้องกับกระทรวงเกษตรฯ และสอดคล้องกับที่เรากำหนดคือ ให้ทำนาปีละ 2 หน ฉะนั้นช่วงที่ตัดน้ำเข้าก็จะตัดช่วงที่ไม่ได้ทำนา แต่ก็ต้องมีการชดเชยให้ชาวนาในอัตราที่เหมาะสม มาตรการเร่งด่วนคือ การซ่อมเสริม ระบบสาธารณูปโภค ระบบคัน ประตูน้ำ เครื่องสูบน้ำ ก็ต้องให้แล้วเสร็จก่อนฤดูฝน

- เป็นห่วงเรื่องมวลชนไม่เข้าใจบ้างมั้ย

ก็ต้องประชาสัมพันธ์ พูดจากัน ผมว่าถ้าเราพูดชัดเจน ชดเชยในอัตราที่เหมาะสม ชาวบ้านก็ไม่น่าจะมีปัญหา

- อุปสรรคในการดำเนินงาน

ยัง ไม่มี ยกตัวอย่าง กระบวนการอีออกชั่น อย่างน้อยต้องใช้เวลา 45 วัน ถึงจะได้ตัวผู้รับจ้าง แต่เนื่องจากแผนป้องกันน้ำท่วมเป็นเรื่องเร่งด่วน กรมบัญชีกลางจึงกำหนดแนวทางดำเนินการโดยให้สามารถใช้วิธีพิเศษได้ เราก็ดำเนินการโดยวิธีพิเศษ โดยเน้นย้ำว่า ต้องทำอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้

- การป้องกันน้ำในพื้นที่เศรษฐกิจ

เราจัดทำระบบป้องกัน ตั้งแต่คันกั้นน้ำ การลอกคูคลอง การปรับปรุงสถานีสูบน้ำ เพิ่มจำนวนสถานีสูบน้ำ ซึ่งวันนี้เราไม่ได้แบ่งเรื่องท้องถิ่น เพราะอยู่ในพื้นที่ข้างล่าง ตั้งแต่อยุธยา ปทุมธานีลงมา ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ไปจนถึงอ่าวไทย โดยพิจารณาร่วมกัน ทั้งในส่วนกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพย์ มีการกำหนดร่วมกันว่า ใครทำส่วนไหนอย่างไร เพื่อให้เป็นระบบเดียวกัน

อย่าง แนวคันกั้นน้ำกรมชลฯ ด้านพื้นที่ตะวันตก แนวคันกั้นน้ำคลองพระยาบันลือ ถึงแม้จะเป็นคันของกรมชลฯ ได้มอบให้กรมทางหลวงเป็นคนทำ เพราะมีเรื่องถนนด้วย ส่วนเราก็ดูแลเรื่องคลอง เรื่องประตู เป็นการแบ่งงาน เพื่อให้งานเสร็จเร็ว ซึ่งได้ยกระดับเท่ากับความสูงน้ำท่วมปีที่แล้ว และบวกไปอีก 50 ซม. เพื่อที่จะป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ หากมีน้ำหลากขึ้นมา ก็ยังกำหนดทิศทางให้น้ำออกซ้ายขวาได้ - พื้นที่บางส่วนของเมืองนนท์ ปทุมธานี กทม. น้ำจะไม่ท่วม ?

ต้องนิยามคำว่าน้ำท่วมด้วย (นะ) เพราะท่วม 1 เซนติเมตร ก็บอกว่าท่วม เพราะปีที่แล้ว เราเจอน้ำท่วมสูงเป็นเมตร ท่วม 2-4 เดือน ฉะนั้น ปีนี้หากเกิดฝนตกในพื้นที่ใดสักที่หนึ่ง น้ำท่วม 5-10 เซนติเมตร แต่อธิบดีกรมชลฯบอกไม่ท่วม ผมก็ตายสิ

แต่ผมคิดว่า คิดว่าพื้นที่เศรษฐกิจอาจจะไม่ท่วมทั้งหมด อยุธยาอาจจะบางอำเภอ หรือปทุมธานี นนทบุรี อยู่ทั้ง 2 ฟากของแม่น้ำเจ้าพระยา บางส่วนก็อาจจะท่วม แต่ไม่ทั้งหมด

อย่างปทุมธานี เราป้องกันตั้งแต่แนวคันของโครงการพระยาบันลือ ฉะนั้นจะมีแนวคันที่เลียบแม่น้ำท่าจีน ฉะนั้นหากน้ำท้ายเขื่อนมีปริมาณมาก ก็จะผลักเข้าพื้นที่น้ำนอง เมื่อถึงพื้นที่เศรษฐกิจ เราก็กันไม่ให้เข้าพื้นที่เศรษฐกิจ โดยพยายามให้น้ำไหลไปในทิศทางที่กำหนด และอย่างที่บอก แล้วเราก็จะมีสถานีสูบน้ำทั้งที่ปรับปรุงและเพิ่มเติม

- อำนาจในการบริหารจัดการน้ำของกรมชลฯปีนี้อยู่ที่ใคร

ก็ อยู่ที่ซิงเกิลคอมมานด์ แต่แน่นอนว่าข้อมูลในการตัดสินใจอยู่ที่เรา ฉะนั้นถ้าเราเสนอหรือบอกไป แล้วเขาโอเค ก็จบ เพราะเมื่อก่อนไม่มีใครรับผิดชอบเรื่องน้ำ มีกรมชลฯกรมเดียว

ทั้งที่เรื่องน้ำเป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ ถ้ามีภัยทางน้ำมา แล้วคุณไม่ให้กรมชลฯไปสร้างอะไร

ฉะนั้น เมื่อเกิดภัยทางน้ำ คุณยังให้กรมชลฯรับผิดชอบอยู่เหรอ ในเมื่อคุณไม่ให้เงินมา แต่ทุกคนติดภาพว่า ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง เป็นเรื่องของกรมชลฯ แต่วันนี้ไม่ใช่เรื่องของกรมชลฯคนเดียวอีกต่อไป

- หากปีนี้เกิดน้ำท่วมซ้ำรอยปี 2554 ใครควรรับผิดชอบ

คำ สั่งจะมาจากซิงเกิลคอมมานด์ ถามว่ากรมชลฯ ผมก็สั่งให้นายประตูน้ำไปเปิดปิดประตูน้ำได้ แต่ถ้ามีคนขวางอยู่ 100 คน ผมก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ฉะนั้นวันนี้น้ำเป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ

- โอกาสน้ำท่วมปีนี้มีมากน้อยแค่ไหน

ผม ว่าน้อยมาก เพราะเหตุการณ์ปีที่แล้ว น้ำมากและมาต่อเนื่อง ทั้งฝนทั้งพายุ คือ ปกติพายุมา ฝนตก 5 วัน 10 วันก็จบ ทัพหน้ามาระลอกหนึ่งก็ผ่านไป อีกครึ่งเดือนพายุมาอีกลูก เป็นทัพหลัง แต่ปีที่แล้วมาทัพเดียว

แต่ ปีนี้เราใช้ข้อมูลปี 2554 เป็นฐาน ถ้าน้ำมาแบบปีที่แล้วเราก็ต้องกันให้ได้ แต่โดยข้อเท็จจริง แนวโน้มของน้ำจะไม่มากเท่าปีที่แล้ว ที่สำคัญ เราเตรียมตัวดีกว่าปีที่แล้วมาก

ผมคิดว่า เรื่องท่วมเป็นเมตร ไม่มีแน่นอน หรือท่วม 1 อาทิตย์ในพื้นที่เศรษฐกิจก็ไม่น่าจะเกิด แต่ไม่อยากบอกว่าไม่ท่วมเลย เพราะปีนี้เราเตรียมตัวดี ป้องกันดี

http://www.prachacha...pid=03&catid=04

#73 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 28 April 2012 - 11:17 AM

ทีมskyreport บินผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ถึงกับตกใจ กับภาพที่เห็นตอนน้ำท่วม กับตอนนี้ มันแตกต่างกันมากเหลือเกิน..
Posted Image

Posted Image

Posted Image

Posted Image

Posted Image

โอกาสอันดีแล้ว รีบขุดลอกตะกอนด่วน
ถ้าตอนนี้ยังไม่ทำ หากมีน้ำท่วมอีก คราวนี้ผมจะออกมาช่วยสลิ่มด่า เอาให้เสียคนไปเลย

#74 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 02 May 2012 - 12:12 PM

แม่น้ำสะแกกรัง อุทัยธานีแล้งกระทบผลิตน้ำประปา

ผู้สื่อข่าวรายงาน สถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำสะแกกรัง ที่ลดลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา นอกจากส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวแพในแม่น้ำสายหลักของอุทัยธานีจำนวนมากแล้ว ล่าสุด กองการประปา เทศบาลเมืองอุทัยธานี ต้องออกประกาศแจ้งเตือนประชาชน ถึงความจำเป็นต้องลดระดับแรงดันการจ่ายน้ำประปา และหยุดจ่ายน้ำประปาในช่วงเวลา 24.00น-04.00น.ของทุกวัน จนกว่าสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น และส่งผลให้น้ำในแม่น้ำสะแกกรังลดลงผิดปกติ จะคลี่คลาย เนื่องจากระบบการสูบจ่ายน้ำประปาที่ต้องพึ่งพาน้ำดิบจากแม่น้ำสะแกกรัง และมีโรงสูบน้ำ ตั้งอยู่บริเวณสะพานพัฒนาภาคเหนือ ขัดข้องเนื่องจากระดับน้ำลดลงไปมาก จำเป็นต้องต่อท่อให้ลึกลงไปกว่าเดิม เพื่อสูบน้ำขึ้นไปผลิตน้ำประปา โดยเจ้าหน้าที่ของกองการประปาเทศบาลเมืองอุทัยธานี กำลังเร่งขยายความยาวท่อสูบน้ำและซ่อมแซมระบบให้สามารถสูบน้ำได้มากขึ้น

00000000000000000000000000000000000000000000000

พิจิตรแม่น้ำยมแห้งขอดกลายเป็นผืนทราย

นายกฤชเพชร เพชระบูรณิน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้ง ในจังหวัดพิจิตร มีพื้นที่ประสบภัยพิบัติภัยแล้ง และจังหวัดพิจิตรได้ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ จำนวน 8 อำเภอ จาก 12 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมืองพิจิตร สากเหล็ก วังทรายพูน ทับคล้อ ตะพานหิน บางมูลนาก ดงเจริญ และ อำเภอวชิรบารมี รวมเป็น 8 อำเภอ จำนวน 69 ตำบล 216 หมู่บ้าน

ทั้งนี้ สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดพิจิตรส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง แม่น้ำยมที่แห้งขอด จนขาดเป็นช่วง โดยเฉพาะที่บริเวณหน้าวัดบ้านใหม่ หมู่ที่ 8 ตำบลรังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร น้ำแม่น้ำยมแห้งขอดจนท้องแม่น้ำกลายเป็นผืนทราย เป็นแนวยาวกว่า 1 กิโลเมตร ชาวนาไม่สามารถสูบน้ำจากการต่อท่อน้ำสูบจากแม่น้ำยมเพื่อเลี้ยงต้นข้าวอายุกว่า 1 เดือนได้ เนื่องจากไม่มีน้ำจากแม่น้ำยม

นายจำลอง ขวัญเมือง ชาวบ้านหมู่ที่8 บ้านใหม่ ตำบลรังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า น้ำแม่น้ำยมแห้งขอดจนไม่สามารถสูบน้ำเพื่อเลี้ยงต้นข้าว ส่งผลให้ข้าวอายุเดือนเศษที่ปลูกไว้ 30 ไร่ เริ่มเสียหายจากการขาดน้ำเนื่องจากเป็นช่วงที่ข้าวต้องการน้ำมาก ตนไม่ทราบว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรได้แต่ขอวอนให้ทางภาครัฐช่วยผันน้ำไม่ว่าจะผันจากเขื่อนยางที่อยู่ตอนบนหรือ จากเขื่อนภูมิพล จังหวัดตากที่ผันน้ำจากแม่น้ำปิง จังหวัดกำแพงเพชรมาช่วย ในจังหวัดพิจิตร เพราะหากไม่มีการผันน้ำมาในระยะเวลาสัปดาห์นี้ ตนเองต้องแก้ปัญหาด้วยการจ้างรถแบ็คโฮเพื่อขุดบ่อในแม่น้ำเพื่อเลี้ยงต้นข้าวไม่เช่นนั้นข้าวที่ตนปลูกไว้คงจะเสียหายจนหมด

สำหรับพื้นที่ 4 อำเภอของลุ่มแม่น้ำยม คืออำเภอ สามง่าม โพธิ์ประทับช้าง บึงนาราง และอำเภอโพทะเล ซึ่งพื้นที่ใต้ฝายยาง แม่น้ำยมแห้งขอดอยู่ในขณะนี้ สภาพความแห้งแล้งเป็นไปโดยธรรมชาติเนื่องจากแม่น้ำยม ไม่มีเขื่อนเก็บกักน้ำทำให้แม่น้ำยมจะแห้งแล้งเป็นประจำ ส่วนที่จะมีน้ำก็มีเพียงเหนือฝายยางเท่านั้น ทุกๆปีแม่น้ำยม จะได้รับน้ำแก้ปัญหาภัยแล้งจากการผันน้ำจากแม่น้ำปิง จังหวัดกำแพงเพชร ที่ส่งน้ำมาช่วยปีละ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งมาตามคลองที่มีระยะทาง 167 กิโลเมตร แต่ปีนี้ที่แม่น้ำยม แห้งขอดนั้นเนื่องจากติดปัญหาการซ่อมแซมคันคลองส่งน้ำช่วงต้นน้ำของจังหวัดกำแพงเพชรการส่งน้ำจากจังหวัดกำแพงเพชรจึงถูกปิดหมดทุกจุดจึงทำให้แม่น้ำยมแห้งอย่างรวดเร็วส่งผลให้น้ำทำการเกษตรขาดแคลน

#75 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 820
  • Joined: 21-February 10

Posted 02 May 2012 - 03:47 PM

นายกฯสั่งหาแหล่งน้ำทำฝนหลวงช่วยภัยแล้ง สร้างความเข้าใจสร้างเขื่อนแม่วงก์

Posted Image

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุมคณะกรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ(กนอช. ) ถึงการคัดค้านสร้างเขื่อนแม่วงก์ของประชาชนในพื้นที่ว่า จำเป็นต้องมีการหารือกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อศึกษาถึงข้อดีข้อเสีย ตลอดจนการทำความเข้าใจและหาทางออกร่วมกัน เพราะการสร้างเขื่อนถือเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและปัญหาน้ำท่วม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีความเป็นห่วงในเรื่องปัญหาภัยแล้งและปัญหาน้ำท่วมแตกต่างกัน เพราะปัญหาน้ำท่วมได้สร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง แต่ปัญหาภัยแล้งผู้ได้รับผลกระทบคือภาคการเกษตร ดังนั้นการบรรเทาความเดือดร้อนนั้นรัฐบาลจะแยกการทำงานออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรก คือการแก้ปัญหาภัยแล้ง ได้มอบหมายกระทรวงมหาดไทยดูแลเรื่องการแจกจ่ายน้ำดื่มเพื่อการอุปโภคบริโภค ทั้งนี้ได้กำชับให้แจกน้ำดื่มอย่างต่อเนื่อง ส่วนปัญหาการจ่ายน้ำในภาคการเกษตรนั้น เบื้องต้นจะต้องปรับระดับน้ำในเขื่อนตามที่เคยมีคำสั่งให้รักษาระดับน้ำให้อยู่ที่ 45% ซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาใหม่

ส่วนที่สอง คือ ได้ขอให้กรมฝนหลวงลงมาช่วยในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งมาก ซึ่งในจุดนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลอยู่ ขณะเดียวกันจะขอให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าไปสำรวจแหล่งน้ำเพิ่มเติมเพื่อช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งในภาคการเกษตร

http://www.ptp.or.th...px?news_id=3600

  • (5 Pages)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • You cannot start a new topic
  • You cannot reply to this topic