ชุมชนคนเหมือนกัน : ชีวิตในเรือนจำ (ฉบับละเอียดที่สุดในประเทศไทย) - ชุมชนคนเหมือนกัน

Jump to content

Page 1 of 1
  • You cannot start a new topic
  • You cannot reply to this topic

ชีวิตในเรือนจำ (ฉบับละเอียดที่สุดในประเทศไทย) Rate Topic: -----

#1 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,014
  • Joined: 21-February 10

Posted 28 January 2012 - 08:25 AM

เรื่องที่คนในอยากเล่า... คนนอกอยากรู้ของคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

แม้เรือนจำในประเทศไทยจะพัฒนามาตรฐานและตระหนักถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนมากแล้วก็ตาม แต่ภายใต้งบประมาณอันจำกัด ระบบปิด การรองรับผู้ต้องขังล้นเกิน ฯลฯ จึงยังมีเรื่องราวอีกมากที่คนนอกยังไม่รู้และเป็นความยากลำบากที่คนในต้องเผชิญเพียงลำพัง

?ประชาไท? เปิดจดหมายจาก ?เล่าซัน? นักโทษคดีการเมืองผู้มีประสบการณ์ตรงในเรือนจำแห่งหนึ่งของประเทศไทย เราบอกเล่าอะไรเกี่ยวกับเขาไม่ได้มากนัก นอกจากพยายามอย่างน่านับถือในการรวบรวมและส่งต่อข้อมูล ด้วยความหวังของทั้งเขาและเราว่า การรับรู้ของสังคมจะทำให้เกิดการปรับปรุง ?ระบบ? ยุติธรรมไทย โดยเฉพาะพื้นที่คุมขังประชาชนชายขอบที่สุดกลุ่มหนึ่งของสังคม

หมายเหตุ: จดหมายนี้ส่งมาก่อนที่จะมีการย้ายผู้ต้องขังเสื้อแดง (ยกเว้นคดี 112) ไปเรือนจำชั่วคราวหลักสี่

0000000

มีคนถามกันมาเยอะ เกี่ยวกับเรื่องความเป็นอยู่ของคนเสื้อแดงที่อยู่ในคุกว่าในแต่ละวันใช้ชีวิตกันอย่างไร ทำอะไรบ้างตั้งแต่ตื่นนอน มีความยากลำบากมากน้อยแค่ไหน จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง จากประสบการณ์ของคนเสื้อแดงที่เคยอยู่ในคุกมาก่อนคนหนึ่ง

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า ผู้ที่เคยติดตามข่าวสารของแกนนำในเรื่องราวที่พวกเขาเคยผ่านคุกมาก่อนที่เคยมีการเผยแพร่กันไปบ้างแล้วในช่วงที่แกนนำ ปนช.ถูกจองจำอยู่ จนกระทั่งปล่อยประกันออกไป มีความคล้ายกันบางอย่าง แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ค่อนข้างจะแตกต่างกันมาก อันมาจากการได้รับการปฏิบัติดูแลที่ต่างกัน ที่แกนนำ นปช.จะได้รับสิทธิพิเศษมากกว่า ได้รับเกียรติมากกว่า ส่วนผู้ต้องขังคดีเสื้อแดงรายอื่นๆ ได้รับการดูแลปฏิบัติเหมือนนักโทษทั่วไป ซ้ำร้ายไปกว่านั้น หลายรายถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจจากเจ้าหน้าที่ที่สนับสนุนฝ่ายตรงข้าม ถูกทำร้ายจากผู้ต้องขังด้วยกัน ทั้งจากการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่ และทั้งแบบลับหลังที่เจ้าหน้าที่ไม่รู้

ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราไม่แตกต่างจากนักโทษคนอื่นๆ สิ่งที่ทำในแต่ละวัน เช่น การทำงาน, การกินอาหาร, การหลับนอน ก็เหมือนนักโทษทั่วไปทุกอย่าง ซึ่งพอจะแยกเป็นเรื่องๆ ได้ เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมาจนตะวันตกดิน

วันปกติที่ไม่ใช่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดราชการ

พวกเราจะตื่นกันประมาณ 6 โมงเช้า ก่อนออกจากห้องนอน จะมีการตรวจนับจำนวนคนก่อน เมื่อครบแล้ว ผู้คุมก็จะเปิดประตูให้ออกไปทำภารกิจส่วนตัว เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน เข้าห้องน้ำ เรามีเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการทำภารกิจให้เสร็จเพื่อให้ทันอาหารหลวงมื้อเช้า ซึ่งส่วนใหญ่อาหารเช้าจะเป็นแกงจืดกับข้าวสวย เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว เสียงออดก็ดังเพื่อเรียกรวมแถวตามห้อง เวลาประมาณ 7.30 น. เพื่อเตรียมตัวเคารพธงชาติและสวดมนต์

ภายหลังจากเข้าแถวเคารพธงชาติแล้ว ทุกคนจะแยกย้ายกันไปตามกองงานต่างๆ ที่ทุกคนจะได้รับมอบหมาย ตอนเข้ามาอยู่ในแต่ละแดน มีกองงานอยู่หลายกองงานไม่ซ้ำกัน ทุกคนจะถูกบังคับให้ทำ เช่น กองงานปั่นถ้วย เย็บรองเท้า ปลั๊กไฟ ฯลฯ ด้วยเหตุผลที่เจ้าหน้าที่อ้างว่า ต้องให้ผู้ต้องขังทำเพื่อจะได้ไม่ต้องคิดมาก (แต่ความจริงจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ขอเล่าในลำดับต่อไป)

ในระหว่างวัน ผู้ต้องขังที่มียอดงานจะต้องทำให้เสร็จและในวันธรรมดาอย่างนี้ ผู้ต้องขังทุกคนมีสิ่งที่เฝ้ารอที่จะได้รับ นั่นคือ ?การได้รับใบเยี่ยมญาติ? ที่จะมีการประกาศชื่อผู้ที่มีญาติมาเยี่ยมอยู่ตลอดช่วงเวลาทำงาน การได้เยี่ยมญาติคือโอกาสของพวกเราในการได้ออกไปจากกำแพงสี่เหลี่ยมที่แสนจะอึดอัด ไปชมโลกภายนอกบ้าง และนี่คือสิ่งที่มีความสุขที่สุดของผู้ต้องขังทุกคน

เวลาประมาณ 11.00 น. จะมีพักเบรกกินข้าวต้มหรือขนม มื้อนี้ฟรีเช่นกัน ช่วงบ่ายพวกเราก็ยังทำงานไปเรื่อยๆ ใครทำเสร็จก็สามารถพักผ่านได้ตามอัธยาศัยได้ ไม่เสร็จก็ทำกันต่อไปจนกระทั่งหมดเวลาเยี่ยมญาติ เวลา 15.00 น.โดยประมาณ ก็จะถึงเวลาอาบน้ำกันก่อนขึ้นนอนและจะมีอาหารเย็นให้กินอีกครั้งก็ประมาณเวลา 15.00 น. มื้อนี้เป็นมื้อหนัก คนจะกินกันเยอะเพราะต้องอยู่บนห้องนอนประมาณ 14 ชั่วโมง เมื่อกินข้าวเสร็จก็ได้เวลาขึ้นเรือนนอน 15.30 น. เราจะอยู่ในเรือนนอนกันแล้วใครจะดูหนัง อ่านหนังสือ ฯลฯ ก็ทำกันไป ทีวีจะปิดตอนประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ถือเป็นอันจบสิ้นทุกอย่างในวันนั้น

วันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดราชการ

ทุกอย่างตามตารางเวลาจะดำเนินไปตามปกติ ตื่น 6 โมงเช้า อาบน้ำ กินข้าวเช้า กลางวัน เย็น เหมือนวันปกติทุกอย่าง ที่แตกต่างก็คือ ?ไม่มีเยี่ยมญาติ และไม่ต้องทำงาน? เท่านั้น พวกเราไม่มีใครชอบวันหยุด โดยเฉพาะนักโทษ/ผู้ต้องขังที่คดียังไม่ถึงที่สุดเพราะไม่ได้พบทนาย ประกันตัววันหยุดไม่ได้ แต่ที่ทุกคนไม่ชอบวันหยุดเลยคือ ?ไม่มีการเยี่ยมญาติ?

ถัดจากนี้ไปผมจะขอชี้แจงรายละเอียดเป็นข้อๆ ในส่วนต่างๆ ที่น่าสนใจ (แต่จะมีใครอยากรู้หรือเปล่า ไม่รู้) ดังนี้

1.

การอาบน้ำ/แปรงฟัน และภารกิจส่วนตัว

ที่นี่เราอาบน้ำกันกลางแจ้งครับ จะมีบ่อน้ำกว้างประมาณ 1x4 เมตรอยู่หลายบ่อ บางแดนจะมีระบบสปริงเกอร์คือปล่อยน้ำออกจากท่อที่วางไว้สูงประมาณ 2 เมตร ในบริเวณบ่อน้ำทุกคนสามารถใช้น้ำได้อย่างเต็มที่ ไม่มีการจำกัดการใช้ ส่วนใหญ่การอาบน้ำมักจะทำควบคู่กันไปกับการซักผ้า โดยเฉพาะตอนเช้า อาบน้ำเสร็จ ซักผ้าต่อแล้วก็ตากเลยเพื่ออาศัยแดดตอนเช้าทำให้เสื้อผ้าแห้ง สำหรับใครที่มีฐานะไม่ดีสักหน่อยอาจซักด้วยตัวเอง ซักเอง ตากเอง เก็บผ้าเอง แต่ถ้าพอมีทุนอยู่บ้าง (เรียกกันว่า ?ญาติถึง?) ก็อาจใช้บริการซักผ้าจากผู้ต้องขังด้วยกันที่มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่เดือนละ 100-500 บาท (จ่ายเป็นบุหรี่ก็ 2-10 ซอง) ยิ่งแพงยิ่งสะอาดมีออฟชั่นเยอะ เช่น แยกน้ำซัก ใช้แฟบมียี่ห้อ ตบท้ายด้วยปรับผ้านุ่ม ฯลฯ

ส่วนตัวแล้วคิดว่าการจ้างเป็นวิธีที่ดีที่สุด ดีกว่าซักเอง เพราะโอกาสที่ผ้าจะหายน้อยมาก (แต่ไม่ใช่ไม่มี) ผู้รับจ้างซักผ้าส่วนใหญ่จะพอมีบารมี มักไม่มีใครกล้าขโมยเพราะอยู่มานาน การถูกขโมยเสื้อผ้าถือเป็นเรื่องใหญ่มากในคุก เพราะเราไม่สามารถมีชุดเสื้อผ้าได้มาก เนื่องมาจากล็อกเกอร์ที่ใช้ใส่ของมีขนาดเล็ก ประมาณ 30x50x50 cm ที่เราจะต้องใส่ของใช้ส่วนตัวเราทั้งหมด เช่น เสื้อผ้า ขัน กล่องสบู่ แปรงสีฟัน รวมถึงของฝากที่คนข้างนอกซื้อเข้ามา ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ล็อกเกอร์ของเราแต่ละคนในวันที่ญาติมาเยี่ยมและซื้อของมาให้จะถูกยัดเข้าไปจนแน่น แทบไม่มีพื้นที่หายใจเลยก็มี

การอาบน้ำของที่นี่ เราอาบรวมกัน ไม่มีการแยกระหว่างคนปกติกับคนป่วย ซึ่งทุกแดนเราอาศัยรวมอยู่กับผู้ต้องขังที่ป่วยสารพัดโรค เช่น โรควัณโรค ที่เราเรียกกันติดปากว่า โรคทีบี (TB) โรคเอดส์ โรคผิวหนังต่างๆ ที่ฮิตที่สุดคือโรคหิด หรือที่ภาษาคุกเรียกว่า ?ตะมอย? โรคเหล่านี้สามารถแพร่กันได้ผ่านทางน้ำที่ใช้ เราทุกคนจึงมีโอกาสที่จะเสี่ยงติดโรคเหล่านี้ได้ทุกคนและทุกเวลา และสามารถติดได้ง่ายมากๆ ด้วย สิ่งที่เราจะทำได้นั่นคือ การป้องกันตัวเอง เช่น ใช้สบู่ฆ่าเชื้อโรคแทนสบู่ธรรมดา และยาสระผมที่มีตัวยาป้องกันเชื้อราแทนยาสระผมธรรมดา และพยายามอยู่ให้ห่างผู้ป่วยที่เป็นโรคเหล่านี้ที่เดินกันปะปนกับคนทั่วไปโดยไม่มีการแยก นับเป็นความตื่นเต้นอีกอย่างหนึ่งที่พวกเราต้องเผชิญกัน

ในช่วงที่แกนนำยุค นปก. ถูกจับเข้าไปในคุกใหม่ๆ ในช่วงปีไหนผมไม่ทราบได้ จำได้ว่าแกนนำคนหนึ่งกล่าวติดตลกว่า ประสบการณ์ที่เขาประทับใจที่สุดก็คือ ?การถ่ายทุกข์ในคุก? เพราะส้วมที่นี่เป็นแบบเปิด เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและขอยืนยันเลยว่านี่คือสิ่งที่น่าหนักใจที่สุดสำหรับผู้ต้องขังหน้าใหม่ทุกคน หลายคนในช่วงสัปดาห์แรกๆ แทบไม่ได้ถ่ายเลยก็มี

ลักษณะส้วมในนี้เคยมีคนบอกว่าเหมือนส้วมในประเทศจีน ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเหมือนหรือเปล่าเพราะไม่เคยไป แต่พอจะบรรยายให้เห็นลักษณะได้ก็คือ จะเป็นส้วมแบบที่ไม่มีประตู แต่ทำกำแพงล้อมซ้ายขวาและด้านหลังสูงประมาณ 80 cm ด้านบนโล่งไม่มีหลังคา ด้านหน้าเป็นทางเข้า เป็นกำแพงสูงประมาณ 40 cm สำหรับเดินข้ามเข้าไปนั่ง เป็นส้วมแบบนั่งยอง วางต่อๆ กันไป โดยใช้กำแพงร่วมกัน (ดังรูป)
Posted Image

เวลาใช้ก็เข้าไปนั่งทำธุระท่ามกลางคนที่เดินไปเดินมา สำหรับคนที่ไม่เคยเข้าคุกมาก่อนอาจจะอาย (แน่นอนล่ะ ต้องอาย) แต่นานๆ ไปก็จะชิน และถือเป็นเรื่องปกติ ทำยังไงได้ในเมื่อมันไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า อ้อ .. สำหรับส้วมที่ว่านี้ ในนี้มีอีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกแทนคือคำว่า ?บ๊อก? เข้าใจว่ามาจากคำว่า ?บ็อกซ์? (BOX) ที่แปลว่า ?กล่องสี่เหลี่ยม? เวลาจะไปเข้าส้วม เขาจะพูดว่า ?ไปเข้าบ็อก? แทน และส้วมที่เราใช้ในห้องนอนก็จะแบบเดียวกัน คือเป็น ?บ็อก? เหมือนกัน บางห้อง บางแดน จะมี 1-2 บ็อก แต่ส่วนใหญ่จะมีเพียง 1 บ๊อกเท่านั้น

ยังมีอีกเรื่องที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น นั่นคือ ความสกปรกหรือความเสี่ยงที่จะติดโรคผิวหนังจากการอาบน้ำ บ่อยครั้งที่เราตักน้ำขึ้นอาบ เราจะพบว่าเกิดอาการคันขึ้นมาในทันที และถ้าคันแล้วไม่ฟอกสบู่ด้วยสบู่ยาหรือล้างอีกทีให้สะอาด หลังอาบน้ำเสร็จจะเกิดตุ่มขึ้นมาทันที เป็นเรื่องที่แย่มากๆ เลยจริงๆ

2.

การกินอาหาร

อยู่ในคุกไม่มีทางอดตาย ถ้าไม่เลือกที่จะกิน ทีนี้มีอาหารให้กินวันละ 3 มื้อ คือ ข้าวเช้า ประมาณ 7.00 ? 7.30 น. มื้อเที่ยงเป็นข้าวต้ม ขนมหวาน เวลา 11.00 ? 11.30 น. มื้อเย็นก็ประมาณ 15.00 น. เป็นแบบนี้ทุกวัน อาหารก็ถือว่าใช้ได้ ไม่ถึงกับว่าดีหรืออร่อย แต่สำหรับผู้ต้องขังที่ไม่เคยติดคุกมาก่อน รับรองกินไม่ลงแน่ๆ ที่นี่จะมีข้าวสวยให้กิน ใครที่ไม่ชอบแกงหลวงสามารถซื้อกับข้าวจากร้านค้าสงเคราะห์ที่อยู่ภายในเรือนจำต่างหากได้ โดยมื้อกลางวันจะเปิดให้กินเวลา 13.00 น. มื้อนี้เป็นมื้อสำหรับผู้ที่พอมีเงินซื้อ ซึ่งจะต้องใช้ถ้วยชามของตัวเอง มื้อเช้าส่วนใหญ่จะเป็นแกงจืด ต้มจับฉ่าย ประเภทอาหารที่ไม่เผ็ด มื้อกลางวันหลักๆ จะเป็นข้าวต้มกับกับข้าวเช่น ยำผักกาดดอง กระเทียมดอง หัวไชโป๊วผัดไข่ ปลาเค็ม (ปลาอะไรก็ไม่รู้ถ้าเห็นข้างนอกคงไม่กล้ากิน แต่มาอยู่ในนี้แล้วอร่อยแฮ *0*) บางมื้อ บางวัน จะมีพ่วงขนมหวาน เช่น ต้มถั่วแดง ต้มสาคู พอกินได้ แต่เหม็นสาบมากๆ มื้อเย็นส่วนใหญ่จะเป็นแกงเผ็ดที่เน้นหนักไปทางมะเขือเปราะ มะละกอ แตงร้าน ต้มหัวปลา (หางปลาไม่ค่อยมี) หมูไม่เป็นหมู ไก่ไม่เป็นไก่ เพราะจะสับให้มองไม่ออกว่าเป็นส่วนไหน รวมๆ แล้วก็ถือว่าพอกินได้ประทังชีวิตได้

3.

มีที่ให้ซื้อของเองมั้ยภายในเรือนจำ

ส่วนใหญ่ญาติผู้ต้องขังจะสงสัยว่า ผู้ต้องขังจะสามารถซื้อของใช้ ขนม นมต่างๆ ได้ภายในเรือนจำหรือเปล่า คำตอบคือ มีครับ เขาเรียกว่า ?ร้านค้าสงเคราะห์? มีอยู่ในทุกแดน คล้ายๆ กับร้านเซเว่นอีเลฟเว่นข้างนอก แต่สินค้าน้อยกว่า เดินหยิบซื้อเองไม่ได้ จะซื้อทีต้องเขียนใส่กระดาษแล้วไปต่อคิวซื้อเอา ซึ่งจะชุลมุนมากๆ ก่อนจะเล่าเรื่องวุ่นๆ ในการซื้อของที่ร้านค้าสงเคราะห์ คงต้องชี้แจงเรื่องการซื้อสินค้าภายในเรือนจำก่อน สำหรับนักโทษทุกคนแล้ว จะมีกฎระเบียบเหมือนกันหมด ไม่ว่าคุณจะเส้นใหญ่แค่ไหน รวยมากเท่าไหร่ ที่นี่จะอนุญาตให้เราใช้ได้เต็มที่ วันละ 200 บาท เกินแม้แต่บาทเดียวก็ไม่ได้ ระบบจะไม่อนุมัติ การจ่ายเงินจะทำผ่านบัตรประจำตัวที่เรียกว่า ?บัตรสมาร์ทการ์ด? ลักษณะบัตรก็เหมือนบัตรเอทีเอ็มที่เราใช้กันอยู่ทั่วไป ด้านหน้าบัตรจะมีรูปเราที่ถ่ายตอนเข้ามาในคุกใหม่ๆ มีหมายเลขนักโทษ รายละเอียดต่างๆ แล้วก็ชื่อคดี ด้านหลังจะเป็นแถบแม่เหล็ก แบบเดียวกับบัตรเอทีเอ็มเปี๊ยบ

การซื้อของที่ร้านสงเคราะห์จะแบ่งเป็นการซื้อของแห้ง เช่น สบู่ ยาสีฟัน กาแฟ น้ำอัดลม เป็นสินค้าสำเร็จรูป การซื้อของแห้งทำได้โดยการเขียนใส่กระดาษ โดยระบุรายการของที่ต้องการเสร็จแล้วเอากระดาษใบนี้ไปต่อคิวซื้อ วันธรรมดาร้านค้าจะเปิดให้ซื้อของแห้งตอน 11.00 ? 13.00 น. วันหยุดจะเปิดขายเร็วหน่อย อยู่ที่ความพร้อมของสินค้าที่เบิกเข้ามาในร้าน

อันต่อมา คือการเบิกอาหารสำหรับคนที่พอมีเงินอยู่บ้าง ไม่อยากกินข้าวหลวงก็สามารถเลือกซื้ออาหารจากร้านค้าสงเคราะห์ได้ ความจริงแล้วมีอาหารที่เราสามารถเลือกซื้อได้ถึง 4 ทางด้วยกัน และมีความแตกต่างกัน ได้แก่

ทางที่ 1.การสั่งซื้ออาหารหน้าร้านค้า อาหารที่ขายผ่านหน้าร้านคืออาหารที่ไม่ต้องจดเพื่อสั่งซื้อทางร้านค้า จะเอามากองให้เลือกซื้อกันสดๆ เลย สนใจอันไหนก็หยิบแล้วรูดปื้ดได้เลย จุดเด่นของอาหารหน้าร้านคือ ไม่แพง ถุงละ 20 บาท แต่ถุงเล็กชะมัด มีแกงต่างๆ ขนมหวาน ขนมปัง ตามแต่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลร้านค้าจะวัดดวงเอามาขาย ผมคิดว่าอันนี้เป็นผลประโยชน์พิเศษของผู้คุมร้านค้านะ เพราะสินค้าจะแพงเป็นพิเศษ อย่างโยเกิร์ตที่เราซื้อที่เซเว่นข้างนอก 12 บาท หน้าร้านจะขาย 20 บาท ยาคูลท์ผมไม่รู้ว่าเวลานี้ข้างนอกขายเท่าไหร่ แต่ในนี้ขาย 10 บาท ใครอยากกินก็ต้องทนซื้อเอา เรียกร้องไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้บังคับให้ซื้อของหน้าร้านนี้ ผมอยากให้มีการตรวจสอบมากที่สุด เขาขายเกินราคามากๆ โดยสรุปจุดเด่นของการซื้อของหน้าร้านคือ สะดวก รวดเร็ว มีอาหารของกินแปลก แต่ข้อเสียคือแพง

อ้อ.. สินค้าหน้าร้านนี้หมดแล้วหมดเลยนะครับ เขาเอาเข้ามาจำกัดใครที่คิดจะซื้อกับข้าวแต่ไม่ได้สั่งล่วงหน้า ถ้าพลาดสินค้าหน้าร้านแล้วละก็ ไม่มีอะไรกินเลยล่ะ

ทางที่ 2. การสั่งซื้อสินค้า (อาหาร) ล่วงหน้าจากร้านค้าสงเคราะห์หรือที่เราเรียกกันว่า ?การสั่งออเดอร์? อาหารจากร้านสงเคราะห์มีมากมายหลายอย่าง เกือบทั้งหมดจะราคา 25 บาท ได้ของเยอะกินได้จุใจ แต่ต้องสั่งล่วงหน้าคือสั่งวันนี้ได้วันรุ่งขึ้น วิธีการคือ ถ้าเราจะกินอะไรพรุ่งนี้ วันนี้เราจะต้องจดรายการอาหารที่เราต้องการใส่เศษกระดาษ แล้วเอาไปใส่ในกล่องรับใบออเดอร์ วันรุ่งขึ้นก็รอจ่ายเงินแล้วรอรับของ ซึ่งการซื้อของ รับของออเดอร์นี้วุ่นวายมากๆ ใครไปรับของช้า ก็จะถูกคนอื่นที่มาก่อนเอาไป โดยรวมแล้วอาหารออเดอร์นี้ใช้ได้เลย แต่น่าเบื่อตรงกระบวนการซื้อและรับของเท่านั้นเอง

ทางที่ 3. ทางนี้คือทางที่เรียกว่าไฮโซสุดๆ ถือว่ามีระดับมากๆ นั่นคือ สั่งซื้อสินค้าจาก ?สโมสร? ที่นี่จะสั่งเช้าได้เย็นไม่ต้องคอยข้ามวัน จะสั่งซื้อของจากสโมสรได้ ต้องมีเงินฝากไว้กับสโมสร โดยญาติต้องไปติดต่อเพื่อเปิดบัญชีกับทางสโมสรในชื่อของผู้ต้องขัง เมื่อมีการสั่งซื้อก็จะตัดบัญชีเงินที่ฝากไว้กับทางสโมสรออกไป การใช้เงินที่สโมสรนั้นไม่จำกัดวงเงินนะครับ จะซื้อเท่าไหร่ก็ได้ ตราบใดที่ยังมีเงินฝากกับทางสโมสรอยู่ อยากกินพิซซ่าฮัท เอ็มเค เอสแอนด์พี เคเอฟซี สั่งได้หมด แต่ขอบอกก่อนนะครับว่าที่นี่ชาร์จโหดมากๆ เช่น สั่งเคเอฟซี 100 บาท ค่าส่ง 30 บาท สโมสรโทรสั่งให้ พอของมาส่ง สโมสรจะคิดค่าบริการ 30% จากค่าสินค้าเบ็ดเสร็จ ซื้อของ 100 จ่าย 160 บาท ถ้าสั่ง 500 ค่าส่ง 30 สโมสรบวก 150 รวมค่าของ 680 บาท ถือเป็นกำไรอย่างงามของสโมสร แต่เป็นเวรกรรมของผู้ต้องขัง อย่างไรก็ตาม การสั่งซื้อสินค้า อาหารจากสโมสรจะนิยมเฉพาะในหมู่ผู้ต้องขังที่มีอันจะกินเท่านั้น กับชาวต่างชาติที่มีเงินเยอะๆ ตอนแกนนำ นปช.ถูกจับเข้ามาก็ใช้บริการของทางสโมสรนี่แหละ อาหารของทางสโมสรจะเนื้อเป็นเนื้อ หมูเป็นหมู ค่อนข้างมีคุณภาพดี แต่แพงชะมัด ถุงนิดเดียวราคา 50 บาทขึ้นทั้งนั้น โดยรวมแล้วอาหารที่สั่งทางสโมสรจะแพงมากๆ มีเงินเสียอย่างสโมสรจัดให้ได้หมด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ต้องขังระดับ 5 ดาวเท่านั้น

ทางที่ 4 ทางสุดท้ายที่เรียกได้ว่าโลคลาสสุดๆ คือการซื้ออาหารจากพ่อค้า (นักโทษด้วยกันเองที่สั่งสินค้ามาขายเองจากร้านค้าสงเคราะห์) ความจริงแล้วทางเรือนจำไม่สนับสนุนให้มีพ่อค้า บางแดนถ้าจับได้ถือว่ามีความผิดทางวินัยเลย พ่อค้าที่ว่าจะสั่งซื้ออาหารที่คิดว่าขายดีๆ มาไว้ จากนั้นนำมาวางเร่ขายโดยแลกกับนมหรือบุหรี่ ซึ่งจะบวกกำไรพอสมควร ในความคิดผม ผมคิดว่าทางเลือกนี้เหมาะมากกับผูต้องขังที่ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีที่ไม่สามารถสั่งซื้อสินค้าด้วยวิธีธรรมดาได้ แต่อาจมีบุหรี่ นมที่ได้จากการรับจ้าง บริการต่างๆ ก็สามารถนำของเหล่านั้นมาแลกเป็นอาหารกับพ่อค้าได้

ขอชี้แจงเรื่องสิ่งของที่ใช้เป็นตัวกลางแทนเงินในคุกสักหน่อย ที่เห็นชัดเจนและได้รับความนิยมเห็นจะมี 2 อย่าง นั่นคือ นมกับบุหรี่ นม 1 กล่องแทนเงิน 10 บาท บุหรี่ 1ซอง (กรองทิพย์,สายฝน,LM,มาร์โบโล) ไม่ว่าข้างนอกจะมีราคาเท่าไหร่ แต่ในนี้แทนเงิน 50 บาท ซึ่งเราสามารถใช้บุหรี่แทนเงินได้เลย เช่น ค่าซักผ้าเดือนละ 300 บาท ก็เอาบุหรี่จ่าย 6 ซอง เป็นที่รู้กัน สำหรับอาหารที่พ่อค้านำมาขายมักจะจัดเป็นชุด เช่น อาหาร 1 อย่าง (25บาท) กับขนม 1 อย่าง(10บาท) รวม 35 บาท พ่อค้าจะขาย 1 ซอง(50บาท) หรือขนม 2 อย่าง(20บาท) พ่อค้าจะขาย 3 กล่อง(นม) นมในที่นี่คือนมอะไรก็ได้ ที่นิยมก็นมแลคตาซอย, ไวตามิลค์ ที่เวลาเยี่ยม พวกท่านซื้อให้แพ็คละ 6 กล่องนั่นแหละครับ

ถึงตอนนี้ท่านคงจะพอรู้แล้วนะครับว่า อาหารในนี้ซื้อหากันอย่างไร สำหรับเพื่อนๆ นปช.ที่ถูกจับเข้ามาที่กำลังถูกจองจำอยู่ที่มีทุนน้อยหน่อยก็สามารถเลือกบริโภคอาหารจากร้านค้าสงเคราะห์ได้ แต่จากข้อมูลที่มีอยู่พบว่ามีเพื่อนๆ นปช.เกินกว่าครึ่งหรืออาจจะ60-80% ที่แทบไม่มีโอกาสได้กินอาหารดีๆ เลย จึงไม่แปลกใจที่ผมเคยบอกกับผู้ที่มาเยี่ยมว่า มาม่าเป็นอาหารที่วิเศษสุดๆ รวมถึงปลากระป๋องด้วย ทั้งๆ ที่เป็นอาหารที่เวลาเราอยู่ข้างนอกคุก เราแทบไม่มองมันเลยด้วยซ้ำ และจากโครงการเลี้ยงอาหารกลางวันผู้ต้องขังที่ทางกลุ่มราษฎรประสงค์ร่วมกับพี่น้องเสื้อแดงหลายๆ กลุ่มที่เห็นใจและห่วงใยผู้ต้องขังที่ทางกลุ่มฯ ซื้อให้นั้นคืออาหารในระดับสโมสร และเชื่อได้เลยว่าพวกเราในนี้มีโอกาสได้กินอาหารอย่างนี้น้อยมาก อย่าสงสัยว่าผมจะเขียนบรรยายโอเว่อร์เกินไปนะครับ นี่คือความจริงเลยล่ะ

4.

เรื่องการทำงานในเรือนจำ

เรื่องนี้ก็มีคนถามกันมาเยอะ เพราะเป็นเรื่องที่มีการกล่าวถึงเป็นอันมาก จากการเข้าเยี่ยม นปช.ที่เรือนจำ และจากการสอบถามแต่ละคนพบว่าเรื่องงานนี่แหละเป็นปัญหาและทำให้เพื่อนๆ ผู้ต้องขัง นปช.ทุกข์ใจ ลำบากใจมากที่สุด สำหรับผู้ต้องขังทุกคนแล้ว เมื่อต้องเข้ามาอยู่ในนี้ทุกคนจะต้องถูกจำแนกไปตามกองงานต่างๆ กองงานก็จะแบ่งอย่างกว้างๆ ได้เป็น 2 อย่าง คือ กองงานที่มียอดงาน และไม่มียอดงาน ที่มียอดงานได้แก่ กองงานปั่นถ้วยกระดาษ กองงานเย็บรองเท้า เป็นต้น กองงานถ้วยกระดาษ ถือเป็นกองงานที่ใช้ในการลงโทษก็ได้ เช่น กรณีถ้ามีนักโทษคนไหนทำผิดวินัยก็จะถูกย้ายไปลงกองงานปั่นถ้วย นักโทษที่เด็ดขาดแล้ว หรืออยู่ในระหว่างก็จะต้องทำงานเหมือนกัน พวกที่ยังหนุ่มยังแน่นอยู่มักจะถูกจับให้ทำหน้าที่ปั่น ที่มีอายุหน่อยหรือพิการหรือป่วยเป็นโรคก็จะถูกจับทำด้านถอดเสียบ

อย่าเพิ่งงงนะครับ ถ้วยกระดาษที่ว่าก็คือถ้วยกระดาษรูปกรวย ที่เราเห็นเราใช้กันตามสถานที่ราชการ โรงพยาบาล ธนาคาร ห้างสรรพสินค้านั่นแหละครับ วันๆ พวกเรา นปช.และผู้ต้องขังคนอื่นๆ จะต้องทำ (เรียกว่า ?ปั่นถ้วย?) ให้ได้อย่างน้อยวันละ 4-5 กิโลกรัม ถ้านับเป็นใบแล้วก็ประมาณ 2,000-2,500 ใบ (1 กิโลกรัม ประมาณ 500 ใบ) ทำไม่เสร็จโดนเฆี่ยนครับ หรือทำไม่ทันก็ต้องจ้างเค้า หรือตัดยอดงานกับนายที่เป็นหัวหน้ากองงานอยู่ โดยจ่ายเป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาทโดยประมาณ หรือคิดเป็นบุหรี่ก็เดือนละ 2 แถว (20ซอง) จ่ายแล้วก็เดินเซิ้งได้เลยครับ ไม่มีจี้ ไม่มีเรียก หรือวุ่นวายใดๆ เพื่อนๆ เราบางคนที่พอจะมีทุนทรัพย์อยู่บ้างก็จะจ่ายครับ โธ่ ใครจะไปทนไหว นั่งหลังขดหลังแข็งแต่เช้าทุกวัน ยังไงก็ไม่ไหว หลายครั้งที่ได้ไปเยี่ยมเพื่อนๆ มีหลายคนบอกว่าต้องรีบกลับไปปั่นงานต่อ คำว่าปั่นงานก็นี่แหละครับ ออกมานานกลับไปไม่ทัน บางทีเพื่อนๆ มาเยี่ยมกันด้วยน้ำใจลืมซื้อของฝาก พอเรากลับแดนก็ต้องหานมไปจ้างงานออก ลำบากแท้จริงๆ

นอกจากนี้ยังมีกองงานเย็บรองเท้าที่ต้องรับยอดเต็มวันละ 13-15 คู่ครับ คู่นะครับไม่ใช่ข้าง เวลามาเยี่ยม นปช.ลองให้พวกเขาชูมือให้ดูครับ ถ้ามือเลอะกาวก็มาจากปั่นถ้วย ถ้านิ้วชี้นิ้วกลางเป็นแผลก็มาจากรองเท้าชัวร์ (เย็บรองเท้านิ้วต้องเสียดสีกับด้ายเย็บรองเท้า ในขณะที่ดึงด้ายเข้าออก ดังนั้นนิ้วจึงเป็นแผล)

แล้วสำหรับกองงานที่ไม่มียอดงาน ก็อย่างเช่น กองงานปลั๊กไฟ (จัดเรียงกล่องปลั๊กไฟใส่กล่อง) กองงานโรงเลี้ยง กองงานพัฒนาแดน เหล่านี้ใช้แรงงานอย่างเดียวกครับ แต่ก็งานหนักไม่ใช่เล่น ทั้งนี้ทั้งนั้น จากที่เล่ามาทั้งหมด ตามระเบียบของทางเรือจำ การทำงานของผู้ต้องขังจะไม่มีการบังคับนะครับ ทำด้วยความสมัครใจ ยิ่งโดยเฉพาะผู้ต้องขังที่อยู่ในระหว่างพิจารณาคดี ยังไม่ตัดสินที่ถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ตามกฎหมายน่าจะไม่ต้องทำงานเลยด้วยซ้ำ จุดประสงค์ของการทำงานที่แท้จริงคือ การให้ผู้ต้องขังมีอะไรทำบ้าง จะได้ไม่ต้องคิดมากเรื่องคดีความ แต่ในความเป็นจริงแล้วที่เป็นอยู่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย การทำงานกลับทำให้ผู้ต้องขังมีความเครียดเพิ่มเข้าไปอีก เหมือนเป็นการซ้ำเติมผู้ต้องขังที่ทุกข์ทรมานอยู่แล้วในทุกข์มากขึ้น นี่คือปัญหาที่น่าจะได้รับการแก้ไขโดยด่วนที่สุด ขออีกนิดสำหรับเรื่องผลตอบแทนในการทำงาน จะบอกว่าที่นี่เขามีปันผลให้คนงานด้วยนะครับ เห็นตัวเลขแล้วอย่าตกใจ กองงานเย็บรองเท้าเย็บวันละ 15 คู่ 1 เดือน 4 สัปดาห์ ก็ 300 คู่ (600 ข้าง) ถ้าทำได้เอาไปเลยเดือนละ 95 บาท กองงานปั่นถ้วยปั่นวันละ 5 กิโล (2,500 ใบ) 1 เดือน 4 สัปดาห์ 100 กิโล (250,000 ใบ) ถ้าทำได้เอาไปเลย 90-120 บาท ลองไปเฉลี่ยดูนะครับว่าค่าแรงต่อชิ้นต่อโลเท่าไหร่ และงานที่ทำจำนวนมหาศาลต่อวัน ผลประโยชน์ตกไปอยู่กระเป๋าใคร ขอฝากเอาไว้เป็นข้อมูลให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์คนใหม่ด้วยครับ *หมายเหตุ เงินที่ผู้ต้องขังได้รับจากการทำงานในแต่ละเดือน ที่นี่เขาไม่เรียกค่าแรง/ค่าจ้าง แต่เรียก ?เงินปันผล?

http://www.prachatai...l/2012/01/38931

5.

การพบญาติที่มาเยี่ยม (การเยี่ยมญาติ) การพบทนาย

?จะเป็นการดีมาก กรณีที่เราไปเยี่ยมแล้วมีของฝาก

ขอให้เราบอกกับคนที่เราไปเยี่ยมเลยว่า ?มีของฝากนะรอรับด้วย?

ไม่งั้นผู้ต้องขังจะไม่รู้แล้วเดินกลับแดนไปเลย

เราผู้เยี่ยมจะต้องเสียเวลาในการคอยให้คนไปตามมาอีก

ถ้าผู้ต้องขังอยู่แดนไกลๆ ละก็ยิ่งเสียเวลามาก เคยมีกรณีที่ผู้ต้องขังนั่งคอยของฝากเป็นชั่วโมง

เพราะคิดว่าญาติที่มาเยี่ยมจะซื้อของฝากให้ จึงนั่งรอจนกระทั่งหมดเวลาก็มีให้เห็นเยอะครับ?


มาถึงสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในนี้ต้องการมากที่สุดกันแล้ว เป็นที่แน่นอนที่สุดว่า ผู้ต้องขังทุกคนคาดหวังและเฝ้าคอยการมาเยี่ยมเยียนของบุคคลที่พวกเขารัก ที่รู้จักเพื่อไถ่ถาม พูดคุย สารทุกข์สุขดิบ มีคำพูดที่พูดกันจนคุ้นหูในนี้ที่ว่า ?ระหว่างรอเยี่ยมญาติ เด็ดขาดรออภัย? นี่เป็นเรื่องจริง การเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังภายในเรือนจำสามารถทำได้ทุกวันที่ไม่ใช่วันหยุดราชการ และเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ที่เป็นคุกเปิดสามารถเยี่ยมได้ทุกวัน วันละครั้งต่อผู้ต้องขัง 1 คน ใครก็เยี่ยมได้ซึ่งแตกต่างจากคุกปิดที่คนเยี่ยมจะให้เฉพาะญาติผู้ต้องขังเท่านั้น ตามกฎเกณฑ์ของทางเรือนจำ ในแต่ละวันจะเปิดให้มีการเยี่ยมผู้ต้องขังได้วันละ 16 รอบ โดยรอบแรกจะเริ่มเยี่ยมได้ตั้งแต่ 8.30 น. คือรอบที่ 1 ช่วงเช้าก่อนเที่ยงมี 9 รอบ รอบละ 20 นาที หมดตอน 11.30 น. จากนั้นทางเรือนจำจะพัก 1 ชม. เริ่มกาเยี่ยมรอบบ่ายเวลา 12.30 น. คือรอบ 10 รอบสุดท้ายเวลา 14.50 น. คือรอบ 16

เวลาเยี่ยมญาติหรือพบทนาย มีกฎข้อบังคับให้ใส่เสื้อสีต่างกัน นั่นคือถ้าเยี่ยมญาติเขาจะให้เรา (บังคับ) ใส่เสื้อสีเหลืองครับ เสื้อนี่จะเป็นเสื้อแบบใดก็ได้ ยี่ห้ออะไรก็ได้ เขาไม่บังคับ ขอให้เป็นสีเหลืองเป็นใช้ได้ ตอนคนถูกจับเข้ามาใหม่ๆ เวลาเยี่ยมญาติครั้งแรก เจ้าหน้าที่มักจะบอกให้ญาติซื้อเสื้อเหลืองเสื้อฟ้ามาด้วย เพราะต้องใช้เป็นประจำไม่มีให้ยืม มีเรื่องตลกอยู่เหมือนกัน สำหรับเพื่อนๆ เสื้อแดงที่มาเยี่ยม ผู้ต้องขัง นปช.ครั้งแรก พอเราออกมาพบ คำถามที่ถูกถามกันแทบทุกคนคือเรื่องสีเสื้อ กว่าจะตอบข้อสงสัยได้ก็เล่นเอาเสียเวลาไปเหมือนกัน

แต่เชื่อมั้ยครับว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ ทั้งๆ ที่เป็นผู้ต้องขังเหมือนกัน แต่เยี่ยมญาติไม่ต้องใส่เสื้อสีเหลือง ใช่แล้วครับ กลุ่มแกนนำ นปช.นี่เอง ไม่เคยมีใครใส่เลย แต่ใส่เป็นเสื้อฟ้าแทน ได้ยินมาว่าตอนแรกก็ถูกบังคับให้ใส่เสื้อสีเหลืองเหมือนกัน แต่แกนนำก็เลือกที่จะใส่เสื้อฟ้า ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดกล้าว่าอะไร แกนนำคงคิดว่าไม่ใส่เสื้อแดงก็ดีแค่ไหนแล้วใช่มั้ย (อันนี้ผมคิดเอง..แหะๆ) แล้วก็เสื้อสีฟ้าเป็นเสื้อที่ใช้สำหรับการออกนอกแดนอื่นๆ ที่ไม่ใช่การเยี่ยมญาติ เช่น พบทนาย พนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่สถานทูต ออกสถานพยาบาล สรุปว่ามีเสื้อแค่ 2 สีที่เราใช้เท่านั้น เวลาออกนอกแดน อยู่ในแดนก็ใส่เสื้อสีอะไรก็ได้เขาไม่ห้าม

ทีนี้เวลาเยี่ยมญาติเสร็จแล้ว ถ้าผู้เยี่ยมมีของฝาก ผู้ต้องขังก็จะต้องนั่งรออยู่ด้านในไม่ห่างจากจุดเยี่ยมเท่าไร เพื่อรอเรียกรับของฝาก ถ้าผู้มาเยี่ยมไม่มีของฝากเขาจะให้เดินกลับแดนในทันทีครับ ตรงนี้มีข้อแนะนำเล็กน้อย จะเป็นการดีมาก กรณีที่เราไปเยี่ยมแล้วมีของฝาก ขอให้เราบอกกับคนที่เราไปเยี่ยมเลยว่า ?มีของฝากนะรอรับด้วย? ไม่งั้นผู้ต้องขังจะไม่รู้แล้วเดินกลับแดนไปเลย เราผู้เยี่ยมจะต้องเสียเวลาในการคอยให้คนไปตามมาอีก ถ้าผู้ต้องขังอยู่แดนไกลๆ ละก็ยิ่งเสียเวลามาก เคยมีกรณีที่ผู้ต้องขังนั่งคอยของฝากเป็นชั่วโมง เพราะคิดว่าญาติที่มาเยี่ยมจะซื้อของฝากให้ จึงนั่งรอจนกระทั่งหมดเวลาก็มีให้เห็นเยอะครับ

กรณีที่เราไปเยี่ยมใครสักคน แล้วเขาคนนั้นได้เยี่ยมไปแล้วกับคนอื่นก่อนหน้าเรา ซึ่งเราไม่สามารถเยี่ยมเขาได้อีก แต่เราสามารถซื้อของฝากให้เขาได้ เจ้าหน้าที่จะส่งใบเรียกตัวผู้ต้องขังออกมารับของด้วยตนเอง แฮ่ๆ อย่างน้อยก็ยังได้เห็นหน้ากัน แม้จะไม่ได้คุยกันก็เป็นวิธีที่ทำได้ครับ

6.

ที่หลับที่นอน

?เวลา 2 ทุ่ม โทรทัศน์จะปิดหมดเพื่อให้ผู้ต้องขังทุกคนทุกแดน

สวดมนต์ และยืนร้องเพลง ?สรรเสริญพระบารมี? โดยพร้อมเพรียงกัน

เป็นกิจกรรมที่ผู้ต้องขังต้องทำทุกวัน ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าประตูเรือนจำมา

ละครจบโทรทัศน์ปิด ถือเป็นสัญญาณสิ้นสุดทุกสิ่งทุกอย่างในวันนั้น

เพื่อเริ่มต้นวันใหม่ที่เป็นแบบเดิมๆ อย่างนี้ทุกวัน จนกว่าวันแห่งอิสรภาพของแต่ละคนจะมาถึง?


3 โมงครึ่งโดยประมาณ (15.30 น.) ทุกวัน เสาร์อาทิตย์อาจจะเร็วหน่อย จะเป็นเวลาขึ้นห้องนอน หรือที่เรียกว่า ?เรือนนอน? ในแต่ละแดนจะมีขนาดต่างกันไป เล็กบ้างใหญ่บ้าง ในแต่ละห้องจะมีผู้ต้องขังอยู่ร่วมกันหลายสิบชีวิต ขึ้นอยู่กับขนาดของห้อง ตอนเข้ามาใหม่ๆ ผู้ต้องขังทุกคนจะได้รับผ้าห่มหลวงกันคนละ 1 ผืน กับหมอนใบเล็กๆ 1 ใบ ถ้าอยากได้ดีๆ เลย ต้องให้ญาติซื้อให้ ผ้าห่มที่แจกรวมถึงหมอนไม่ใช่ของใหม่นะครับ แต่เป็นของใช้แล้วที่เคยมีผู้ต้องขังคนอื่นใช้มาก่อน เมื่อเราได้มันมา ถ้าคิดจะใช้ต้องซักทำความสะอาดอีกทีจึงจะใช้ได้ ทางเรือนจำเขาจะไม่แจกที่นอนให้นะ อันนี้ต้องหาซื้อเอาเอง จะเลือกแบบใหม่ถอดด้ามจากร้านสงเคราะห์โดยให้ญาติซื้อให้ก็ได้ หรือถ้าทุนน้อยก็อาจจะหาซื้อฟูกมือสอง (หรือมือเท่าไหร่ก็ไม่รู้) จากผู้ต้องขังที่ต้องการขายก็ได้ ราคาก็แล้วแต่จะตกลงกัน ตั้งแต่หลังละ 2 ซอง ? 10 ซองก็มี ขนาดของฟูกก็อยู่ราวๆ พอดีกับตัวเรา คือ กว้างประมาณ 60 cm x 180 cm หนา 4-5 cm ฟูกที่นอนจะเป็นสิ่งบอกฐานะของเจ้าของอย่างหนึ่ง ใครฐานะดีก็จะมีฟูกดูดี สวย สะอาด ซึ่งในนี้จะมีช่างเย็บฟูกด้วย เย็บปอกหมอน ผ้าปู มีบริการให้พร้อมสรรพ

Posted Image

เมื่อขึ้นเรือนนอน เข้าห้องแล้วก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยเช็คจำนวนผู้ต้องขังอีกครั้ง จากนั้นก็ต่างคนต่างปูที่นอนกันได้เลย จากนั้นเขาก็จะเปิดโทรทัศน์ให้ดู โดยเปิดจากการเจ้าหน้าที่ที่เข้าเวรในตอนนั้น จะเปิดก่อนก็เปิดไม่ได้ รายการทีวีที่เปิดให้เราดู ส่วนใหญ่จะเน้นภาพยนตร์ ละคร เกมส์โชว์เสียเป็นส่วนใหญ่ ข่าวสารไม่ค่อยเปิดให้ดู เพราะเกรงว่าผู้ต้องขังรู้ข่าวแล้วจะมีพฤติกรรมเลียนแบบ ไม่รู้มันเกี่ยวกันหรือเปล่านะ แต่เราจะทำไงได้ในเมื่อเขาไม่อนุญาต ทั้งๆ ที่คนส่วนใหญ่ อยากรู้ข่าวสารข้างนอกบ้าง กลายเป็นว่าอยู่ในนี้ไม่รู้อะไรเลย ได้ดูแต่ละครน้ำเน่า ช่อง3 ช่อง5 ยังดีหน่อยที่มีหนังเกาหลีวันเสาร์ อาทิตย์ ขอบอกว่าผู้ต้องขังในนี้ติดละครเกาหลีทุกคน ติดกันงอมแงมเลย ไม่เชื่อลองถามหมอเหวง อ.นิสิต คุณจตุพร ดูก็ได้ พวกเขาคือสาวกซานต๊ก ทงอีตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ โทรทัศน์จะถูกปิดลงโดยพร้อมกันทั่วแดน ในเวลา 21.30 น. โดยประมาณ นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลานอนแล้ว

อ้อ..ผมข้ามส่วนสำคัญไปเรื่องหนึ่งคือเวลา 2 ทุ่ม โทรทัศน์จะปิดหมดเพื่อให้ผู้ต้องขังทุกคนทุกแดน สวดมนต์ และยืนร้องเพลง ?สรรเสริญพระบารมี? โดยพร้อมเพรียงกัน เป็นกิจกรรมที่ผู้ต้องขังต้องทำทุกวัน ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าประตูเรือนจำมา ละครจบโทรทัศน์ปิด ถือเป็นสัญญาณสิ้นสุดทุกสิ่งทุกอย่างในวันนั้น เพื่อเริ่มต้นวันใหม่ที่เป็นแบบเดิมๆ อย่างนี้ทุกวัน จนกว่าวันแห่งอิสรภาพของแต่ละคนจะมาถึง เฮ้อ..ฟังแล้วดูห่อเหี่ยวจังเลยแฮะ ว่ามั้ยครับ (หมายเหตุ ที่นี่เค้าจะไม่มีการปิดไฟนะครับ เปิดถึงเช้าเลย)

7.

การเจ็บไข้ได้ป่วย

?ที่ พบ.จะมีแพทย์ประจำอยู่เพียง 1-2 คนในแต่ละวัน

ที่เหลือจะเป็นบุรุษพยาบาล หรือคนที่ไม่ใช่แพทย์โดยตรง

คนพวกนี้แทบจะเรียกว่าไร้จรรยาบรรณแพทย์ (ก็เขาไม่ใช่แพทย์นี่นา)

การออกไปรับการตรวจ ผู้ต้องขังจะถูกปฏิบัติเหมือนคนที่น่ารังเกียจทั้งสายตา คำพูดคำจา

และการปฏิบัติทำให้หลายๆ คนไม่อยากออกไป พบ.

เพราะทนรับการปฏิบัติเช่นนี้ไม่ไหว สู้ไม่ออกไปเสียยังดีกว่า?


นี่ก็เรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง การเข้ามาอยู่ในคุกโดยเฉพาะพวกที่เข้ามาครั้งแรกที่มีความทุกข์ทั้งร่างกายและจิตใจ ส่วนใหญ่ร่างกายจะรับสภาพไม่ค่อยไหว แล้วเกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา การเจ็บป่วยธรรมดา เช่น เป็นไข้ ปวดหัว ปวดฟัน สามารถขอยาวิเศษที่แก้ได้สารพัดโรคได้ ได้ที่ที่ทำการแดน ที่ก็ไม่ค่อยมีแจกเท่าไหร่ เพราะมีผู้ต้องขังที่แกล้งป่วยแล้วเข้าไปขอยาวิเศษเพื่อเก็บไปขายในภายหลังอยู่หลายคน ก็นี่มันคุกนี่ครับ ต้องไม่ลืมว่าพวกที่ถูกจับเข้ามาในนี้ แต่ละคน เรียกว่าสุดยอดฝีมือระดับขั้นเทพทั้งนั้น กลโกง เล่ห์เหลี่ยม สารพัดรูปแบบที่สามารถเบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบ คนอื่นๆ มีให้เห็นอยู่ทั่วไป อ้อ..อีกแล้ว ยาวิเศษที่ว่านี้ คือยา ?พาราเซตามอล? นั่นเองครับ แต่มีอยู่หลายโรคที่ยาพาราฯ ก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน อย่างเช่นไข้หวัด ถ้าเกิดเป็นหวัดในนี้ การหายาแก้หวัดแท้ๆ มากิน แทบจะไม่มีเลย เพราะในนี้ไม่มีขาย อย่างทิฟฟี่ ไทเรนนอล ดีคอลเจน ที่ซื้อกันข้างนอกอย่างง่ายดาย แต่สำหรับในนี้ต้องหาซื้อกันแผงละ 50 บาท (บุหรี่ 1 ซอง) ทั้งๆ ที่ราคาขายข้างนอกแผงละ 5-6 บาทเท่านั้น คนมีฐานะหน่อย ถ้าเป็นหวัดซื้อ 1 ซองก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่สำหรับคนไม่มีละก็หมดสิทธิครับ ต้องยอมทนป่วยจนหายไปเอง

จริงอยู่ แม้ในเรือนจำจะมีสถานพยาบาลหรือที่คนในนี้เรียกสั้นๆ ว่า ?พบ? (อ่านว่า พอ-บอ) แต่การออกไป พบ. ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมีเงื่อนไขมากมาย เช่น 1 วันจะจำกัดคนที่จะไป พบ.ได้ไม่เกิน 15-20 คน 1 คนใน 1 สัปดาห์จะออกได้เพียงครั้งเดียว และเมื่อออกไปแล้วใช่ว่าจะได้รับการรักษาที่ตรงตามอาการ โรคส่วนใหญ่ที่เป็นและออกไปพบแพทย์ที่ พบ. ยาที่เราได้รับกันก็จะหนีไม่พ้นยาวิเศษอีกเช่นเคย นี่เป็นเรื่องจริงครับ ที่ พบ.จะมีแพทย์ประจำอยู่เพียง 1-2 คนในแต่ละวัน ที่เหลือจะเป็นบุรุษพยาบาล หรือคนที่ไม่ใช่แพทย์โดยตรง คนพวกนี้แทบจะเรียกว่าไร้จรรยาบรรณแพทย์ (ก็เขาไม่ใช่แพทย์นี่นา) การออกไปรับการตรวจ ผู้ต้องขังจะถูกปฏิบัติเหมือนคนที่น่ารังเกียจทั้งสายตา คำพูดคำจา และการปฏิบัติทำให้หลายๆ คนไม่อยากออกไป พบ. เพราะทนรับการปฏิบัติเช่นนี้ไม่ไหว สู้ไม่ออกไปเสียยังดีกว่า

โรคที่ได้รับความนิยมอีกโรคหนึ่งในนี้คือ โรคผิวหนังประเภท ?หิด? หรือคนคุกจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ?ตะมอย? โรคนี้น่ากลัวมาก เพราะจะลามไปทั่วร่างกาย ขึ้นหน้า ในร่มผ้า ง่ามมือ ง่ามเท่า เป็นแล้วทรมานมาก และเป็นได้ง่าย ผมเห็นผู้ต้องขัง นปช.เป็นกันอยู่หลายคน จัดเป็นโรคที่น่ากลัวจริงๆ นอกจากตะมอยแล้ว ก็มีโรคตาแดงที่มาพร้อมน้ำท่วม โรคพวกนี้จะมาเป็นฤดู ส่วนโรคที่อันตรายที่สุด และสามารถเป็นได้โดยไม่รู้ตัวนั่นคือ ?วัณโรค? หรือที่ในนี้เราเรียกว่า ?ทีบี? โรคนี้มีผู้ต้องขัง นปช.อยู่รายหนึ่งที่สังกัดกลุ่มราชบุรี ติดโรคนี้ ในวันออกศาลแต่ละครั้งเขาแทบต้องคลานไปขึ้นศาล เพราะอาการวัณโรคกำเริบ จากการเยี่ยมครั้งล่าสุดทราบว่าเขาหายเป็นปกติแล้ว

สรุปโดยรวมแล้ว การรักษาพยาบาล การเข้าถึงการดูแลทางการแพทย์ของผู้ต้องขังในนี้ เรียกได้ว่าแย่ถึงแย่ที่สุด โชคดีที่ผู้ต้องขัง นปช.แทบทั้งหมดจะมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคที่รุนแรงสักเท่าไร โดยเฉพาะกรณีโรคร้ายแรงอย่างโรคหัวใจ ที่เคยมีข่าวผู้ต้องขังรายหนึ่งขอไม่เอ่ยแดนที่โทษของเขาอยู่ระหว่างฎีกา ที่รอนานถึง 6 ปีเต็ม อายุก็ 71-72 ปีและมีโรคหัวใจด้วย วันดีคืนดีคุณลุงคนนี้โรคหัวใจกำเริบ เนื่องจากทางโรงพยาบาลไม่สามารถจัดหายาเฉพาะโรคมาให้คุณลุงได้ คุณลุงคนนี้ขาดยามาหลายเดือน จนกระทั่งในคืนๆ หนึ่งคุณลุงก็จากโลกนี้ไปด้วยอาการโรคหัวใจเฉียบพลัน คุณลุงตายไปในขณะที่รอการพิจารณาคดีของศาลฎีกาที่เพิกเฉยต่อชีวิตของคนๆ หนึ่งที่เฝ้ารอคำตัดสินของเขามานานถึง 6 ปีเต็ม และคุณลุงก็จากไปในขณะที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าท้ายที่สุดคดีของคุณลุงจะลงเอยเช่นไร เพราะคุณลุงไปสบายแล้ว นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมไทยที่พบเห็นได้มากมายในคุก และเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนรู้ ถึงเวลาหรือยังนะ ที่ระบบยุติธรรมไทยจะหันมามองและให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของคนทุกคนอย่างจริงจังเสียที ขอจบเรื่องในหัวข้อนี้เอาไว้แค่นี้ละกันครับ

8.

การติดต่อสื่อสารถึงผู้ต้องขังภายในเรือนจำด้วยวิธีจดหมาย หรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับท่านที่สนใจจะใช้วิธีการส่งอีเมล์ สามารถส่งมาได้ที่อีเมล์กลางของเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

คือ b_remand@hotmail.com โดยที่ subject (ชื่อหัวเรื่อง) ให้พิมพ์ชื่อ นามสกุล และตามด้วยแดน

เช่น ?นายสมชาย รักไทย แดน 1? จากนั้นจะเขียนจะพิมพ์อะไรก็ได้ สะดวกดีวิธีนี้?


การส่งจดหมายเป็นอีกวิธีหนึ่งในการส่งข่าวถึงกันระหว่างคนข้างนอกกับคนข้างในเรือนจำ ผู้ต้องขังสามารถเขียนจดหมายและส่งออกได้ทกวันและจดหมายก็ถูกส่งออกทุกวันในวันทำการ จดหมายทุกฉบับที่มีการส่งออกไปข้างนอก ต้องผ่านการการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ในเรือนจำก่อนทุกครั้ง เพื่อคัดกรองเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น ข่มขู่ญาติพี่น้องข้างนอก, จดหมายหลอกลวงเงินญาติ, จดหมายที่ส่งไปในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยาเสพติดฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี และควรได้รับการปฏิบัติในการตรวจสอบอย่างรัดกุม แต่ระเบียบในการตรวจสอบจดหมายนี้ ในบางแดนกับเจ้าหน้าที่บางคนกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปกปิดความผิดหรือความไม่ถูกต้อง การไม่ได้รับความยุติธรรมของเจ้าหน้าที่เสียเอง อย่างเช่น จดหมายของผู้ต้องขังที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกบังคับให้ทำงานที่ตัวเองไม่อยากทำ จดหมายที่บอกเล่ารายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมเสียอันเกิดจากความไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ เช่น การถูกเฆี่ยน ถูกตีโดยไร้เหตุผล การถูกผู้ต้องขังรุมทำร้าย หรือเรื่องที่เกิดการทะเลาะวิวาท แทงกันตาย บาดเจ็บ ผู้ต้องขังฆ่าตัวตาย ฯลฯ เรื่องเหล่านี้หากมีใครเขียนถึงลงในจดหมายจะถูกเรียกมาต่อว่าอย่างรุนแรง บางทีเจ้าหน้าที่อาจสั่งทำโทษคนเขียนด้วยการเฆี่ยนตีในโทษฐานที่เขียนเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับเรือนจำ นั่นหมายถึง เรื่องที่นำความเสื่อมเสียมาให้กับเรือนจำห้ามเขียนโดยเด็ดขาด เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ความไม่ถูกต้องของเจ้าหน้าที่รัฐ การเอารัดเอาเปรียบ ระบบที่บกพร่องที่ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข จึงเหมือนถูกปกปิดเอาไว้เป็นความลับให้อยู่เฉพาะในเรือนจำ อันนำไปสู่การไม่พัฒนาเท่าที่ควรของหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริการประชาชนหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งก็คือ ?กรมราชทัณฑ์? นั่นเอง

ส่วนการส่งจดหมายเข้าไปหาเพื่อนผู้ต้องขังในเรือนจำ สามาถทำได้เหมือนกับการเขียนจดหมายถึงคนทั่วไป ที่อยู่เรือนจำเปรียบได้กับที่อยู่บ้านหลังใหญ่ที่มีคนอาศัยอยู่มากมาย ในบ้านหลังใหญ่นี้มีห้องย่อยๆ อยู่หลายห้อง ห้องที่ว่านี้เปรียบได้กับแดนต่างๆ ที่ผู้ต้องขังอยู่ ดังนั้น ถ้ารู้ชื่อนามสกุลผู้ต้องขัง และรู้ว่าอยู่แดนอะไร ก็เพียงจ่าหน้าซองด้วยชื่อสกุล แดนของผู้ต้องขัง และระบุที่อยู่เรือนจำ เพียงเท่านี้จดหมายก็จะถูกส่งถึงมือผู้ต้องขังที่เต้องการจะติดต่อแน่นอน

สำหรับที่อยู่ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพ คือ 33 เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ถนนงามวงศ์วาน เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10900?

ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ค่อนข้างไฮเทคนิดหนึ่งคือการส่งอีเมล์ หลายคนไม่รู้ว่าคนข้างนอกจะสามารถส่งอีเมล์ไปหาผู้ต้องขังได้ หลายคนมีคำถามว่า เอ๊ะ ในเรือนจำนี้เค้าให้ใช้อินเตอร์เน็ตได้ด้วยหรือ (ว่าแล้วก็ถามหาอีเมล์กันใหญ่) คำตอบคือที่นี่เขามีอินเตอร์เน็ตครับ แต่ไม่ได้มีไว้ให้ผู้ต้องขังใช้ ที่บอกว่าสามารถส่งอีเมล์มาหาได้ก็คือการส่งอีเมล์มายังอีเมล์กลางของทางเรือนจำครับ เมื่อทางเรือนจำได้รับก็จะปริ๊นท์แล้วส่งต่อให้กับผู้ต้องขังในแต่ละแดนอีกที เราผู้ต้องขังไม่ได้เช็คอีเมล์เองนะครับ แต่จะมีฝ่ายทำหน้าที่นี้โดยตรงคอยเช็คและตรวจสอบให้อีกที การส่งอีเมล์ถือเป็นวิธีที่สะดวกทั้งผู้ส่งและผู้รับ แถมยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วย อีกทั้งอินเตอร์เน็ตมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย มีความรวดเร็ว อีเมล์ที่ส่งมาจะมีหลายหน้าก็ได้ เขาปริ๊นท์ให้หมด สะดวกมากจริงครับ

สำหรับท่านที่สนใจจะใช้วิธีการส่งอีเมล์ สามารถส่งมาได้ที่อีเมล์กลางของเรือนจำพิเศษกรุงเทพ คือ b_remand@hotmail.com โดยที่ subject (ชื่อหัวเรื่อง) ให้พิมพ์ชื่อ นามสกุล และตามด้วยแดน เช่น ?นายสมชาย รักไทย แดน 1? จากนั้นจะเขียนจะพิมพ์อะไรก็ได้ สะดวกดีวิธีนี้

สำหรับคนที่มาเรือนจำอยู่บ่อยๆ หรือรู้จักกับคนที่มาเยี่ยมผู้ต้องขังอยู่เสมอ ท่านสามารถฝากส่งจดหมายถึงผู้ต้องขึงโดยผ่านตู้จดหมายที่อยู่หน้าเรือนจำก็ได้ ตู้จดหมายจะตั้งอยู่บริเวณจุดเยี่ยมญาติเลยไม่ต้องติดแสตมป์นะครับ จดหมายก็จะถึงมือผู้ต้องขังเช่นกัน

http://prachatai.com...l/2012/01/38960

#2 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,014
  • Joined: 21-February 10

Posted 18 July 2012 - 08:34 AM

ไม่มีโทรศัพท์และเครื่องปรับอากาศ
18 กรกฎาคม, 2012 - 01:39 | โดย กำลังก้าว

"รอบที่ 9 เชิญเข้าห้องเยี่ยมค่ะ"

เสียงประกาศตามสายดังไปทั่วบริเวณที่เยี่ยมของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ป้ายตัวเลขด้านหน้าห้องเจ้าหน้าที่ถูกเปลี่ยนเป็นเลข 9 แจ้งรอบเยี่ยม คนรอเยี่ยมลุกไปต่อแถวรอเข้าบริเวณที่จัดไว้ให้ ด้านผู้คนที่รอคิวเยี่ยมรอบหลังๆ นั่งรออยู่ด้านนอก บ้างก็ยังกรอกเอกสารขอเยี่ยม หรือบ้างก็กำลังซื้อข้าวของจากร้านของเรือนจำให้ผู้ต้องขัง

การเยี่ยมผู้ต้องขังเริ่มตั้งแต่เช้า ในรอบที่ 1 เวลา 8.30 น. ในแต่ละรอบให้เวลาเยี่ยม 20 นาที เมื่อผ่านไป 15 นาที เจ้าหน้าที่จะประกาศให้ผู้เยี่ยมรอบต่อไปเข้าไปนั่งรอในพื้นที่เยี่ยม เมื่อครบ 20 นาทีจะมีเสียงออดดังยาวแจ้งการหมดเวลาและต้องเปลี่ยนรอบเยี่ยม คนเข้าเยี่ยมจะยิ่งขวักไขว่ในวันจันทร์และวันศุกร์ก่อนหยุดสุดสัปดาห์ซึ่งเรือนจำปิดเยี่ยมญาติ

ในพื้นที่เยี่ยมของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อาจแบ่งหยาบๆ เป็นสามส่วน ส่วนแรก เป็นพื้นที่ด้านนอกห้องเยี่ยม ซึ่งให้ญาติมากรอกเอกสารเยี่ยม และยื่นกับเจ้าหน้าที่เพื่อจัดคิวรอบเยี่ยมและห้องที่เยี่ยม ส่วนนี้มีที่นั่งรอเป็นเก้าอี้สีเหลืองยาวหลายแถว มีม้าหินอ่อนอยู่ 2 ชุด มีตู้ล็อกเกอร์สำหรับฝากกระเป๋าสิ่งของก่อนเข้าเยี่ยม มีร้านขายกาแฟและขนม ร้านถ่ายเอกสารสำหรับถ่ายสำเนาบัตรประชาชน รวมทั้งมีห้องซื้อของเยี่ยมและเคาเตอร์ฝากเงินเข้าบัญชีผู้ต้องขัง

ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ห้องเยี่ยม ซึ่งต้องเดินเข้าทางประตูที่มีเจ้าหน้าที่ตรวจดูแลการเข้าเยี่ยม ด้านหน้ามีป้ายห้ามถ่ายรูป ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ ห้ามสูบบุหรี่ ติดอยู่ในแต่ละห้อง เจ้าหน้าที่จะคอยรับสำเนาบัตรประชาชนของญาติที่ยื่นเพิ่มเติม ตรวจการแต่งกาย (หากแต่งกายไม่เหมาะสม เช่น กางเกงสั้นๆ, สายเดี่ยว จะไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยม) ตรวจระวังการพกโทรศัพท์มือถือเข้าไป

พอเข้าไปในพื้นที่เยี่ยม ด้านหน้าห้องจะมีที่นั่งแถวยาวให้นั่งรอ ห้องเยี่ยมมีภาษาอังกฤษใต้ชื่อว่า Visiting Room พร้อมตัวเลขห้องที่ประตูทางเข้า แต่ละห้องเป็นห้องเล็กๆ มีทั้งหมด 9 ห้อง โดยห้องที่ 8 และ 9 จะแยกออกมาอยู่บริเวณด้านข้างห้องเจ้าหน้าที่ดูแลการเยี่ยม

ห้องมีแสงไฟจากหลอดนีออนสีขาวสลัวๆ บรรยากาศค่อนข้างร้อนอาจด้วยอากาศไม่ค่อยถ่ายเท และผนังต่างๆ ที่ปิดรอบด้าน กำแพงสีขาวหม่นทั้งในและนอก บางจุดก็ลอกออกและเก่าโทรม ถ้าเผลอไปพิง อาจมีรอยติดตามเสื้อ มีรอยน้ำซึมปรากฏอยู่ทั่วไปตามผนังและเพดาน บางวันที่ฝนตกน้ำก็นองในบางบริเวณ และทำให้ที่นั่งรอเปียก

แม้มีพัดลมติดเพดาน 1 ตัวในห้องก็ไม่ได้ช่วยบรรเทาความอึดอัดอบอ้าว และความรู้สึกหนาหนักของเรือนจำ มีพัดลมระบายอากาศ 2 ตัวที่เชื่อมห้องเยี่ยมกับทางเดินและเชื่อมห้องเยี่ยมกับพื้นที่ที่ผู้ต้องขังเดินออกมา แต่ส่วนใหญ่พัดลมระบายอากาศไม่ทำงาน ญาติหลายคนที่มาเยี่ยมบ่อยๆ จึงเตรียมพัดพกพาไปนั่งพัดคลายร้อนระหว่างรอเยี่ยม บรรยากาศอึดอัดอบอ้าวเช่นนี้ทำให้หลังเยี่ยมออกมา หลายคนเหงื่อแตกเต็มหลังด้วยความร้อน

ในห้องยังมีลังขนมจำนวนมาก ซึ่งเป็นสินค้นที่ให้ญาติซื้อเยี่ยมนักโทษ แต่คงไม่มีที่เก็บ จึงนำมาวางกองเรียงอยู่หลายสิบกล่องในห้องเยี่ยมเกือบทุกห้อง ทำให้ห้องที่เล็กอยู่แล้ว แลดูเล็กลงไปอีก นอกจากนั้นแต่ละห้องยังมีกล้องวงจรปิดติดอยู่ในมุมซ้ายของห้อง ไม่มีใครรู้หรอกว่ากล้องทำงานอยู่หรือไม่ แต่การเห็นตัวกล้องก็สร้างความรู้สึกเสมือนว่ามีสายตากำลังจับจ้องมองคนมาเยี่ยมอยู่แล้ว

ส่วนที่สาม เป็นส่วนที่ผู้ต้องขังหรือนักโทษเดินออกมา ซึ้งเชื่อมต่อกับแดน 7 ภายในเรือนจำ (นักโทษจะเรียกแดน 7 ว่า "แดนเยี่ยมญาติ") ผู้ต้องขังจะเดินเรียงแถวออกมาจากในเรือนจำในแต่ละรอบ และมานั่งพูดคุยตรงกันข้ามกับญาติ โดยมีลูกกรงและกระจกหนาที่เก็บเสียงกั้นกลางอยู่ ทำให้ผู้เยี่ยมกับผู้ต้องขังไม่สามารถสัมผัสเนื้อตัวหรือส่งสิ่งของใดๆ แก่กันได้

การเยี่ยมในแต่ละห้องจะให้ผู้ต้องขังออกมาได้รอบละ 5 คน ส่วนญาติจะเข้าไปเยี่ยมกี่คนก็ได้ แต่ ด้วยพื้นที่แคบๆ ในห้อง ขนาดที่หากมีคนนั่งเรียงกัน 5 คนก็อึดอัดแล้ว ทำให้การพูดคุยของญาติแต่ละครอบครัวก็ต้องเวียนกันเข้าไปนั่งคุยเป็นคนๆ

พื้นที่นั่งคุยในแต่ละห้องจึงมีเก้าอี้ 5 ตัวให้ญาติที่เข้ามา แต่บางห้องเก้าอี้ก็อันตรธานหายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ญาติบางคนต้องยืนและก้มลงคุยผ่านรูยาวเล็กๆ ที่ทำให้เสียงรอดผ่านออกมา บริเวณที่พูดคุยจะมีแผ่นไม้ยาวจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ใช้ท้าวแขนและวางของได้ อีกทั้งโดยปกติจะใช้วางโทรศัพท์ตั้งโต๊ะเชื่อมต่อคนที่อยู่คนละข้างกระจกได้พูดคุยให้เสียงชัดเจนขึ้น หากแต่หลายเดือนที่ผ่านมาโทรศัพท์ส่วนมากของแทบทุกห้องก็อันตรธานหายไปหมด เหลือแต่สายโทรศัพท์เชื่อมต่อที่โผล่ออกมาเปลือยเปล่า

ปัญหาใหญ่จึงเกิดขึ้นในการพูดคุยระหว่างเยี่ยม ทั้งด้วยการพูดคุยผ่านรูยาวเล็กๆ นั้น เสียงที่รอดผ่านมาน้ันดูจะไม่ค่อยชัดนัก ประกอบกับเสียงผู้คนเข้าเยี่ยมโหวกเหวกคุยกับญาติของตนเอง ทำให้เสียงตีกันไปหมด จนการสื่อสารระหว่างคนสองข้างลูกกรงเป็นไปอย่างยากลำบาก บ่อยครั้งที่ระหว่างการคุย หากไม่ฝั่งญาติก็ฝั่งผู้ต้องขัง ต้องถามซ้ำแก่กันว่า "ว่าอย่างไรนะ" หรือ "ไม่ค่อยได้ยินเลย พูดใหม่อีกที"

มีคนเล่าให้ผมฟังว่าเคยมีคนเอาโทรศัพท์ตั้งโต๊ะมาบริจาคใหม่เหมือนกัน เพื่อให้การคุยสะดวกขึ้น แต่ ดูเหมือนเจ้าหน้าที่จะนำมันไปใช้ในที่อื่น อาจจะในสำนักงานราชทัณฑ์หรือภายในเรือนจำ ทำให้บริเวณที่เยี่ยมยังคงไม่มีโทรศัพท์ที่ทำให้การพูดคุยทำได้สะดวกอยู่เช่นเดิม

ผมเคยเห็นบางครอบครัวนำเด็กตัวน้อยๆ มาเยี่ยมผู้ต้องขัง เด็กน้อยยังพูดไม่ได้ จึงไม่สามารถสื่อสารผ่านกระจกลูกกรง แต่เด็กพยายามแตะกระจกเพื่อไปสัมผัสชายที่อาจเป็นพ่อของเขาที่อยู่อีกฟากของกระจก แต่ไม่สามารถสัมผัสถึงกันได้ เป็นความสัมพันธ์ประหลาดที่ชวนหดหู่ใจ

อาจด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถสัมผัสกันได้นี้ ปีๆ หนึ่งทางเรือนจำจะมีช่วงเวลาเปิดให้ญาติเข้า "เยี่ยมใกล้ชิด" ครั้งหนึ่งในช่วงเดือนมิถุนายน หากแต่ผู้ต้องขังที่จะเยี่ยมใกล้ชิดได้ต้องเป็นผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้ว และมีสถานะนักโทษอยู่ในชั้นดีขึ้นไป ทางญาติต้องมาทำเรื่องเยี่ยมใกล้ชิดก่อนล่วงหน้าเป็นเดือน ในวันเยี่ยม ญาติจะได้เข้าไปในเรือนจำส่วนที่จัดเตรียมไว้ให้ และผ่านการตรวจค้นอย่างละเอียดก่อนเข้าไป มีเวลาได้พูดคุย กินข้าว สัมผัสกันและกัน ราวๆ 3 ชั่วโมง ก่อนออกมา

แน่นอนว่า หากเปิดให้สัมผัสกันได้ ความกลัวของเรือนจำว่านักโทษกับญาติจะส่งของผิดกฎหมาย หรือของที่เรือนจำไม่อนุญาตแก่กันในระหว่างเยี่ยม คงเป็นปัจจัยสำคัญของการมีอยู่ของลูกกรงกระจก แต่ผู้ต้องขังที่ไม่ได้คิดทำอะไรทำนองนั้นก็มีอยู่เช่นเดียวกัน และการสัมผัสกันของครอบครัวอย่างน้อยๆ ก็น่าจะนำพาความสุขความชื่นใจมาให้แก่คนในคุกได้บ้าง ผมสงสัยว่าเราพอจะมีทางออกในเรื่องนี้มากกว่าการเปิดโอกาสให้หนึ่งปีมีการสัมผัสกันและกันได้หนึ่งหนหรือไม่

การเยี่ยมคล้ายจะเป็นช่วงเวลาเดียวของนักโทษที่ได้หลุดจากกรอบระเบียบวินัย ความซ้ำซากจำเจจากกิจวัตรประจำวันภายในคุก หรือบางคนที่ทำงานจำพวกปั่นถ้วย ทำของต่างๆ ก็ได้หยุด ได้ออกมาเดินนอกแดนที่ตนเองอยู่ ผู้ต้องขังหลายคนดูจะดีใจมากเมื่อมีคนมาเยี่ยม แม้ไม่ใช่ญาติตนก็ตาม ญาติๆ ผู้ต้องขังในคดีการเมืองแม้ไม่ได้มาเยี่ยมเอง แต่ก็มักจะฝากคนอื่นๆ ที่ได้มาเรือนจำตีเยี่ยมญาติของตนออกมาด้วย เพื่อให้ได้มีช่วงเวลาพูดคุยกับคนอื่นๆ ภายนอกแม้จะเพียง 20 นาทีก็ตาม

ในพื้นที่เยี่ยมดังกล่าว บางทีการหาทางระบายอากาศหรือทำพื้นที่ให้ปลอดโปร่งขึ้น โดยอาจไม่จำเป็นต้องติดเครื่องปรับอากาศ ก็ดูจะช่วยทั้งผู้ต้องหา ญาติ และแม้แต่เจ้าหน้าที่เอง ซึ่งจำนวนมากต้องวนเวียนอยู่ประจำเป็นปีๆ ให้สามารถ "ใช้ชีวิต" ในพื้นที่เช่นนี้ได้ดีขึ้นในระดับหนึ่ง และอย่างน้อยๆ การกลับมาติดตั้งโทรศัพท์ที่ช่วยทำให้การสื่อสารทำได้ชัดเจนขึ้นระหว่างสองฟากลูกกรง ก็น่าจะทำให้เสียงคนข้างในและข้างนอกส่งถึงกันได้ชัดเจนมากขึ้น

นอกจากปัญหาใหญ่ๆ อย่างการดูแลรักษาพยาบาลในเรือนจำที่นำไปสู่การเจ็บป่วยล้มตาย การคุกคามสิทธิเสรีภาพในเรือนจำ ทัศนคติต่อนักโทษของผู้คุม แล้ว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างอากาศปลอดโปร่ง, การมีโทรศัพท์, การเปิดโอกาสให้สัมผัสกันและกัน ก็ดูจะสำคัญและเริ่มต้นได้ง่ายกว่า เพื่อไปสู่การ "ปฏิรูป" เรือนจำได้เช่นกัน

หมายเหตุ ชื่อเรื่องหยิบยืมโดยไม่ได้บอกกล่าว มาจากชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์

บันทึกเล็กๆ น้อยๆ จาก "สนาม" ในนามนักศึกษาฝึกหัดทำวิจัย http://blogazine.in....B8%A7/post/3520

#3 User is offline   erm04 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 365
  • Joined: 19-February 10

Posted 18 July 2012 - 11:22 AM

มาอ่านฮะ :bn21:

#4 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,014
  • Joined: 21-February 10

Posted 30 August 2012 - 04:57 PM



#5 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,014
  • Joined: 21-February 10

Posted 31 August 2012 - 01:17 PM

มืดกว่ามืด: ชีวิตในเรือนจำหญิง ความไม่เท่าเทียม-ระเบียบที่อาจไม่เข้าใจ
Thu, 2012-08-30 19:13

ทีมข่าวกระบวนการยุติธรรม

แม้ประเทศไทยจะไม่ค่อยมีปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศปรากฏเด่นชัด กระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมายังมีข่าวว่า ผู้บริหารระดับสูงของไทยที่เป็นผู้หญิงนั้นเพิ่มขึ้นสูงสุด หรือมีสัดส่วนถึง 45%

แต่สำหรับเรื่องราวในเรือนจำกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม มีกฎระเบียบมากมายในเรือนจำหญิงที่ส่งผลต่อ ?สิทธิผู้ต้องขัง? และมันยิ่งชัดเจนขึ้น เป็นปัญหาซ้อนทับซับซ้อนมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับกฎระเบียบการปฏิบัติระหว่างเรือนจำชายและเรือนจำหญิง ยกตัวอย่างเทียบเคียงเรือนจำชายและหญิงในกรุงเทพฯ ที่อยู่บริเวณเดียวกันแต่กฎระเบียบต่างกันมากพอสมควร เช่น เรือนจำชาย-เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ สำหรับผู้ต้องหาแรกรับ ฝากขัง กระทั่งผู้ต้องโทษไม่เกิน 15 ปี กับเรือนจำหญิง-ทัณฑสถานหญิงกลาง ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง (เรือนจำอื่นๆ อาจมีกฎระเบียบแบบอื่นที่แตกต่างกันอีกในรายละเอียด) อ้างอิงจากประสบการณ์ตรงของทีมข่าวและคำบอกเล่าจากผู้ต้องขังทั้งหญิงและชายที่อยู่ในเรือนจำเหล่านั้น ความแตกต่างที่พอจะสรุปได้มี ดังนี้

1.ขณะที่เรือนจำชายเปิดกว้างให้ญาติสนิทมิตรสหาย คนรู้จัก เข้าเยี่ยมได้ ไม่เกินครั้งละ 5 คน เยี่ยมได้วันละครั้ง ทำให้นักโทษชายได้มีโอกาสคุยกับผู้คนต่างๆ อย่างน้อยก็วันละ 20 นาที แต่เรือนจำหญิง มีระบบ "ขานชื่อ" คือให้นักโทษข้างในเดาชื่อผู้มาเยี่ยมจากตัวอักษรแรกของชื่อ หากเดาถูกก็ได้ออกมาเจอกัน หากเดาไม่ถูกก็จะมีใบ "ไม่ประสงค์เยี่ยม" กลับออกมาแจ้งผู้เยี่ยม และล่าสุดยังมีกฎใหม่ที่ให้ผู้ต้องขังระบุ 5 ชื่อเท่านั้นที่เข้าเยี่ยมได้

2.ขณะที่เรือนจำชาย ใช้เวลารอเยี่ยมโดยเฉลี่ยไม่เกิน 1 ชม. แต่เรือนจำหญิงต้องใช้เวลา 2 ชม.กระทั่งถึงครึ่งวันกว่าจะได้เยี่ยม

3.ขณะที่เรือนจำชาย ผู้ต้องขังได้มีโอกาสรับข้อมูลข่าวสารบ้าง เช่น ดูข่าวทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ และบางโอกาสเจ้าหน้าที่ยังมีความยืดหยุ่นให้นำหนังสือฝากให้ผู้ต้องขังอ่านเล่นได้ แต่เรือนจำหญิงไม่มีโอกาสนั้น แม้กระทั่งการรับข้อมูลข่าวสารก็ไม่อนุญาต มีแต่รายงานบันเทิงเก่าๆ หรือซีรี่เกาหลีให้ดู เคยมีนักโทษการเมืองหญิงคนหนึ่งแอบไปจูนคลื่นโทรทัศน์เพื่อหาช่องข่าว ทำให้โดนทำโทษอดเยี่ยมญาติสองอาทิตย์มาแล้ว

4.ขณะที่เรือนจำชาย เขียนจดหมายออกมาภายนอกได้ค่อนข้างสะดวก รับจดหมายก็ค่อนข้างสะดวก (แม้จะมีระบบตรวจเนื้อหาก่อน ไม่ให้มีเนื้อหาเกี่ยวพันกับเรือนจำหรือการเมือง) แถมมีอีเมล์กลางประจำเรือนจำ bk_remand@hotmail.com สำหรับญาติมิตรจะส่งอีเมล์หาผู้ต้องขังโดยตรง และจะมีการปริ๊นท์ไปให้อ่าน โดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 3 วันกว่าจะถึงมือผู้ต้องขัง แต่เรือนจำหญิง อ้างอิงจากนักโทษการเมืองหญิงคนเดิม เธอส่งจดหมายหาญาติผู้ใหญ่ที่ส่งซองเปล่าติดสแตมป์มาให้ด้วย แต่จดหมายก็ไม่ถึงมือ

5.ขณะที่เรือนจำชาย เจ้าหน้าที่อัธยาศัยดี ให้ความช่วยเหลือแนะนำญาติผู้ต้องขังอย่างดี แต่เรือนจำหญิงค่อนข้างมีสภาพตึงเครียดกว่า อาจเพราะเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอกับผู้ใช้บริการ

6.ด้วยปัญหายาเสพติด ทำให้ต้องมีการตรวจร่างกายผู้ต้องขังก่อนออกศาล เรือนจำชายผู้ต้องขังต้องถอดเสื้อผ้าให้เจ้าหน้าที่ตรวจ แต่เรือนจำหญิง มีการตรวจภายในด้วย ทั้งขาออกจากเรือนจำหรือขาเข้าเรือนจำ

เหล่านี้คือประเด็นส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่ามีความแตกต่างกัน ยังไม่นำรวมปัญหาพื้นฐานที่ไม่ว่าจะเรือนจำไหนก็ต้องประสบเช่นเดียวกัน เช่น ปัญหาความแออัดของผู้ต้องขัง ปัญหาอาหารและสุขอนามัยที่ไม่ได้มาตรฐาน ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรด้านรักษาพยาบาล ฯลฯ

ครั้งหนึ่ง ในเวทีอภิปรายเกี่ยวกับงานวิจัยเรื่อง ?คุกไทย 2554? จัดโดยสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมราชทัณฑ์เคยตอบคำถามถึงความแตกต่างในการปฏิบัติระหว่างเรือนจำหญิงกับเรือนจำชายไว้ว่า อันที่จริงระเบียบนั้นเหมือนกันหมด แต่ในภาคปฏิบัติ เรือนจำหญิงดูจะเคร่งครัดกว่า เพราะโดยพื้นฐานแล้วผู้ชายมักมีการต่อต้านสูง ทำให้ต้องมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ นั่นเป็นผลให้ผู้ชายได้เข้าถึงข่าวสารข้อมูล ได้สิทธิในการเยี่ยมญาติมิตร และอะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งโดยสามัญสำนึกแล้วน่าจะเป็นสิทธิพื้นฐานทั่วไปสำหรับมนุษย์ทุกคน

http://prachatai3.in...l/2012/08/42369

#6 User is offline   magnacarta 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 2,608
  • Joined: 18-October 07

Posted 06 September 2012 - 10:02 AM

กลัว

Page 1 of 1
  • You cannot start a new topic
  • You cannot reply to this topic