ชุมชนคนเหมือนกัน : แชร์ชาเตอร์ จากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดจบ - ชุมชนคนเหมือนกัน

Jump to content

Page 1 of 1
  • You cannot start a new topic
  • You cannot reply to this topic

แชร์ชาเตอร์ จากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดจบ Rate Topic: -----

#1 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 15 February 2012 - 09:25 AM

บันไดสู่ดวงดาว

Posted Image

เอกยุทธ อัญชันบุตร เริ่มต้นทำมาหากินด้วยธุรกิจก่อสร้างเล็กๆ ของครอบครัวเป็นอาชีพแรก ไม่นานต่อมามีผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดชักชวนไปลงทุนในธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ เอกยุทธใช้เวลาที่ศึกษาธุรกิจที่เรียกว่า คอมมอดิตี้ส์นี้ช่วงสั้นๆ ก็กระโจนเข้าไปคลุกด้วยเต็มตัว เริ่มต้นด้วยเงินเก็บหอมรอมริบส่วนตัว ประมาณ 2 แสนบาท เอกยุทธบอกว่า เขาสมารถสร้างผลกำไรได้หลายล้านบาท ในช่วงเพียงปีเศษนับจากปี 2524-2525 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัท ชาเตอร์ อินเตอร์เรคชั่น จำกัด เจ้าตำนานแชร์ชาเตอร์อันลื่อลั่น

ธุรกิจคอมมูดิตี้ส์นั้น โดยรูปแบบก็คือธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าอย่างที่เพิ่งจะจัดตั้งกัน ขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เพียงแต่ยุคนั้นประเทศไทย ยังไม่มีตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า จึงต้องอาศัยตลาดต่างประเทศเป็นแหล่งซื้อขาย อาทิเช่น ตลาดชิคาโกของสหรัฐอมริกา และตลาดโตเกียวของญี่ปุ่น สินค้าเกษตรที่นิยมซื้อขายกัน ก็เช่น น้ำตาล ฝ้าย ข้าวโพด ถั่วแดง ฯลฯ เป็นต้น

ธุรกิจคอมมอดิตี้ส์เป็นธุรกิจเก็งกำไรคล้ายๆตลาดหุ้น เพราะราคาสินค้าที่ซื้อขาย จะมีการปรับเปลี่ยนขึ้นลงเกือบทุกวันตามแรงซื้อและแรงขายซึ่งจะต้องอาศัย ข้อมูลในการวิเคราะห์คาดการณ์อย่างแม่นยำ

เพียงแต่ธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น แท้จริงแล้วก็คือ บ่อนการพนันดีๆนี่เอง กล่าวคือไม่มีการซื้อหรือการขายจริง ตลาดทั้งในชิคาโกและโตเกียวก็ไม่ได้เกี่ยวข้องสัมพันธ์จริง จะจริงก็แต่การได้และเสียในหมู่นักเล่นหรือเรียกให้ขลังว่านักลงทุนและ กิจการที่เป็นแหล่งซื้อขายเท่านั้น ว่าไปแล้ว ก็คล้ายๆกับการเล่นหวย เพียงแต่ตัวเลขของคนเล่นหวย อาจจะได้มาลอยๆ หรือได้มาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ตัวเลขของธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ ก็จะต้องมีหลักวิชาประกอบบ้าง อาทิเช่น ข้อมูลทางเศรษฐกิจ รายงานการเพาะปลูกพืชสำคัญที่ซื้อขายกันในตลาด รายงานอากาศ ภัยธรรมชาติในแต่ละช่วงฤดูกาล เพราะปัจจัยต่างๆ เหล่านั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งก็จะไปกำหนดราคาของผลผลิตการเกษตรที่ซื้อๆขายๆกัน

อย่างไรก็ตาม ก็มีบ่อยครั้งที่ตัวเลขสามารถเคลื่อนไหวขึ้นลงได้เอง โดยไม่ต้องอิงตลาดใดๆ เรียกว่าขึ้นลงได้ตามใจเจ้ามือหรือเจ้าของบริษัทคอมมอดิตี้ส์สุดแท้จะสั่ง ขึ้นหรือสั่งลง เพื่อประโยชน์ในการกินรวบ ธุรกิจคอมมอดิตี้ส์จึงเป็นธุรกิจที่เกิดการฉ้อโกงกันมาก

ธุรกิจคอมมอดิตี้ส์หรือการเสี่ยงโชคกับตัวเลขสินค้าการเกษตรที่ขึ้นๆลงๆนี้ เริ่มต้นก่อนที่ฮ่องกงแล้วจึงแพร่กระจายไปในอีกหลายๆประเทศที่ยังมีช่องโหว่ ทางกฎหมายและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุน โดยประเทศไทยเริ่มขึ้นในยุคหลังเหตุการณ์เดือนตุลาคมปี 2519 ท่ามกลางความขัดแย้ง ทางอุดมการณ์การเมือง คนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งหนีเข้าป่าไปร่วมกับ พรรคคอมมิวนิสต์จับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล รอบๆ บ้านก็กลายเป็นประเทศสังคมนิยมกันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ลาว และกัมพูชา กลุ่มทุนใหญ่เริ่มเคลื่อนย้ายเงินทุนหนีภัยออกไปนอกประเทศ เนื่องจากเกรงกลัวว่าประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ตามทฤษฎีโดมิโน เศรษฐกิจจึงเกิดภาวะซบเซา อัตราการว่างงานสูง ธุรกิจเก็งกำไรจึงเติบโตเป็นดอกเห็ด ทั้งเล่นทอง (เก็งกำไรจากราคาขึ้นลงของราคาทองคำในตลาดโลก) และเล่นคอมมอดิตี้ส์ เนื่องจากคนหนุ่มสาวที่เพิ่งจบการศึกษาเป็นจำนวนมาก สามารถกลายสภาพเป็นพนักงานขาย หรือเครือข่ายของธุรกิจเก็งกำไร เหล่านี้ได้อย่างเหลือเฟือ และคนที่พอจะมีเงินออมอยู่บ้าง ก็ถูกความโลภเข้าครอบงำว่าธุรกิจนี้สามารถทำผลกำไรได้ง่ายๆ

ธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ในยุคแรกๆ จากปี 2520 จนถึงปี 2523 ส่วนใหญ่จะเป็นกิจการของคนฮ่องกง และก็จะลงเอยด้วยการปิดกิจการ พร้อมกับหอบเงินหนีไปต่างประเทศทุกราย โดยแต่ละรายได้เงินไปหลายสิบล้าน และมีอย่างน้อย 2 รายที่ว่ากันว่าหอบเงินของคนไทยออกไปได้หลายร้อยล้านบาท อย่างเช่นบริษัท ฮัลล์ เบอร์รี่ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารสหวิริยา เป็นต้น

จนล่วงเข้าปี 2523 ธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ก็เริ่มมีเจ้ามือเป็นคนไทยบ้างหลายคน เวียนว่ายตายเกิดในชื่อต่างๆ หลายรอบ แต่ทั้งนี้ก็จะมีบั้นปลายต่างๆกันไป เช่นบางคนรวยแล้วเลิก ปัจจุบันกลายเป็นนักธุรกิจใหญ่เจ้าของอาณาจักรนับหมื่นล้านบาท มีทั้งกิจการเหล็ก อสังหาริมทรัพย์ กิจการด้านไอที เมื่อยังทำธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ทั้งวงการเรียกขานกันว่า ?อี๊ประภา? หรือคุณน้าประภา (อี๊เป็นคำจีนแต้จิ้วแปลว่า น้าสาว) แต่จำนวนมาก กลายสภาพเป็นวงแชร์และล้มไปพร้อมๆ กับกฎหมายการกู้ยืมเงิน อันเป็นการฉ้อโกงประชาชนที่ออกมาในช่วงปี 2527 ภายหลังจากที่เกิดกรณีแชร์ชม้อย แชร์นกแก้วและติดตามด้วยกรณีชาเตอร์ ซึ่งกรณีชาเตอร์ถือเป็นต้นแบบของธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ที่ผันตนเองมาเป็นธุรกิจ ระดมเงินรายแรกๆและถูกผนวกเข้าเป็นวงแชร์ด้วยอีกวงหนึ่ง แต่เปรียบเทียบกับแชร์ชม้อยและแชร์นกแก้ว ก็จะมีทั้งความเหมือนและความต่าง

ธุรกิจคอมมอดิตี้ส์เมื่อหมดยุคมังกรเหินหาวจากฮ่องกง ก่อนถึงยุคชาเตอร์ของเอกยุทธ ที่ต้องนับว่าโด่งดังมาก และเป็นแหล่งที่เอกยุทธเคยเป็นลูกค้าขาใหญ่คนหนึ่งก็คือบริษัท เมอร์ลิน คอมมอดิตี้ส์ บริษัทนี้เจ้าของเป็นอดีตคนสนิทของนายพลลอนนอล ที่เคยปกครองกัมพูชา จากการสนับสนุนของ ซีไอเอ หรือหน่วยข่าวกรองกลางสหรัฐฯนายพลลอนนอล เถลิงอำนาจในฐานะหุ่นเชิดของสหรัฐอเมริกาด้วยการโคนล้มรัฐบาลของ กษัตริย์สีหนุในยุคสงครามเวียดนามกำลังระอุ แต่ต่อมานายพลลอนนอลพ่ายแพ้ต่อกองกำลังเขรมแดงของพอลพต ต้องระเห็จหลี้ภัยไปอยู่สหรัฐอเมริกา เงินทองจำนวนหนึ่ง จึงถูกคนใกล้ชิดที่เรียกว่า ?นายท.? นำมาลงทุนทำธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ เพื่อฟอกให้สะอาดก่อนส่งออกไปสหรัฐอเมริกาและยุโรปเพื่อเสวยสุข

?นาย ท.? คนนี้นอกจากธุรกิจคอมมอดิตี้ส์แล้วยังมีสถาบันการเงินอีกแห่ง แต่ทั้งหมดต้องล่มละลายไปในยุคทรัสต์ล้มปี 2527 ปัจจุบัน ?นายท.? ยังมีลูกหลานเป็นมีหน้ามีตาในแวดวงบันเทิงของเมืองไทย และกลายเป็นตำนานของนายทุนในยุคสงครามเวียดนาม ที่ประชาชนล้มตายไปนับล้านแต่ต้นเองกลับร่ำรวยจนเหลือกินเหลือใช้

ธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ไม่เพียงจะเป็นธุรกิจหัวใส นักฟอกเงินพลัดถิ่นและนักฉ้อโกงระดับนานาชาติเท่านั้น แม้แต่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ของไทยบางคนก็มีกิจการคอมมอดิตี้ส์กับเขาด้วย อาทิเช่น บริษัทที่ชื่อ เอ็ม.วาย.เอส. เอ็กเซ็คคิวทีฟ บิสิเนส เป็นต้น

คอมมอดิตี้ส์จึงเรียกได้ว่า เป็นชุมทางของหลากหลายประเภท ในยุคสังคมไทยเกิดช่องโหว่ในทุกๆด้านทั้งการเมืองเศรษฐกิจและจริยธรรมโดยมี ความโลภและกลโกงเป็นจุดร่วม

เอกยุทธ อัญชันบุตร เปิดเผยว่า เมื่อมีคนคนมาแนะนำให้เขารู้จักธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ ในช่วงประประมาณปี 2523 เขาใช้เวลาสั้นๆศึกษารูปแบบของธุรกิจ และพบว่าน่าจะทำเงินได้ไม่ยาก และก็เป็นจริงดังคาด เพราะเพียงปีเดียว เขาบอกว่า สามารถทำผลกำไรได้นับล้านบาท และกลายเป็นนักเล่นขาใหญ่ ที่ไปเล่นที่ไหนต้องที่นั่น

เอกยุทธเข้าวงการด้วยการเล่นคอมอดิตี้ส์ กับบริษัทฮัลล์เบอร์รี่ของคนฮ่องกง (ซึ่งต่อมาปิดกิจการแล้วหอบเงินหนีไปเป็นร้อยล้านบาท) และตามมาด้วยบริษัทชื่อเมอร์ลิน แต่เมื่อเริ่มมีเงินและมีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ ก็เริ่มคิดการใหญ่อยากเป็นเจ้าของกิจการเอง เพราะสามารถกำหนดความเสี่ยงได้ ด้วยการทำแมทชิ่งหรือจับคู่ระหว่างกลุ่มซื้อกับกลุ่มขาย การส่งผ่านออเดอร์ไปให้บริษัทอื่น เพื่อลดความเสี่ยงหรือ การรับออเดอร์ซื้อ หรือขายจากบริษัทอื่นเพื่อเพิ่มผลกำไร เป็นต้น

เทคนิคเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยาก และก็ดูจะเป็นแบบฉบับของวงการพนันขันต่อเกือบทุกประเภท แต่ประการสำคัญก็คือ การดึงดูดนักลงทุนเข้ามาเล่น เอกยุทธ เล่าว่า เขาโชคดีที่ระยะเวลากว่าปีที่คลุกคลีกับวงการคอมมอดิตี้ส์เขาสร้างชื่อเสียง และเครดิตเอาไว้มาก เมื่อเปิดกิจการของตัวเอง จึงมีคนมาเสี่ยงโชคด้วยไม่น้อย

เอกยุทธ เริ่มต้นกิจการคอมมอดิตี้ส์ครั้งแรกด้วยการหุ้นกับเพื่อนๆเข้าไปรับช่วงต่อ บริษัทคอมมอดิตี้ส์ ชื่อ อินเวสเตอร์ ตั้งสำนักงานอยู่ที่อาคารจอดรถของโรงแรมเอเชีย ย่านราชเทวี :bn48:ำเนินการได้พักเดียวเกิดแตกคอกันในหมู่หุ้นส่วน ก็เลยแยกวง

ปลายปี 2525 เอกยุทธร่วมกับลูกพี่ลูกน้อง เพื่อนสนิทซึ่งเป็นทายาทเจ้าของกิจการค้าอาวุธ และลูกนายทหารใหญ่ก่อตั้งบริษัทช าเตอร์ อินเวสเมนท์ จำกัด เพื่อเริ่มต้นธุรกิจคอมมอดิตี้ส์อีกครั้ง บริษัทนี้ต่อมา ต้องเปลี่ยนชื่อเป็นชาเตอร์ อินเตอร์เรคชั่น ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดกับบรรดาสถาบันการเงิน ที่ได้รับอนุญาตที่มักจะมีชื่ออินเวสเมนท์เหมือนๆกัน และนับเป็นจุดเริ่มต้นของกรณีชาเตอร์อันลื่อลั่น

Posted Image

กำเนิดแชร์ชาเตอร์

จะด้วยบุญหรือบาปก็ตามที่ชักนำให้เอกยุทธ อัญชันบุตร ให้เข้ามาเกลือกกลั้วธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ หรือการพนันในรูปแบบคลาสสิคที่ผู้เล่นหรือนักลงทุนต้องทำตัวเป็นผู้ติดตาม ข้อมูลข่าวสารของโลกอย่างเกาะติด เพื่อให้ทราบถึงทิศทางของราคาผลผลิตการเกษตรในตลาดซื้อขายล่วงหน้า จนต้องถลำลึกด้วยการจัดตั้งบริษัทชาเตอร์ฯขึ้นมาเป็นเจ้ามือเสียเองนั้น แม้เอกยุทธจะยืนยันว่าชาเตอร์ฯ ?กิน? เขาไปทั่วในตลาดคอมมอดิตี้ส์ก็ตาม แต่ในยุคที่เกิดบริษัท ชาเตอร์ อินเวสเมนต์ที่ต่อมาเปลี่ยนเป็นชาเตอร์ อินเตอร์เรคชั่นก็ต้องถือว่าเป็นยุค ?ขาลง? ของธุรกิจคอมอดิตี้ส์

เนื่องจากช่วงปี 2526 เป็นช่วงที่ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินจำพวกทรัสต์และไฟแนนซ์เปิดสงครามแย่งเงินฝากกันอุตลุด ดอกเบี้ยเงินฝากทะยานไปถึง 9% และหลายแห่งมีการจ่ายใต้โต๊ะ เพิ่มร่วมๆแล้วประมาณ 12% แต่ธุรกิจการเงินในระบบเหล่านี้ ก็ยังไม่เฟื่องฟูเท่าธุรกิจการเงินนอกระบบอย่างแชร์ชม้อยและแชร์นกแก้ว ที่จ่ายผลตอบแทนการลงทุนสูงถึง 6.25% ต่อเดือนหรือเทียบเป็น อัตราดอกเบี้ยถึง 75% ต่อปี

ยุคนั้นจึงเป็นยุคของแชร์ชม้อย แชร์นกแก้ว แล้วก็แพร่กระจายเป็นวงแชร์ต่างๆอีกหลายสิบวง แต่ละวงหมุนเงินจากร้อยล้านบาทจนเป็นพันล้านบาท บริษัทชาเตอร์ อินเตอร์เรคชั่น ของเอกยุทธที่เดิมตั้งใจจะเป็นบริษัทคอมมอดิตี้ส์ ต่อมาเลยผันตัวเองมาเป็นการระดมเงินเหมือนๆกับวงแชร์ด้วย โดยเอกยุทธ อัญชันบุตร อธิบายถึงจุดผลิกผันดังกล่าวว่า มีนายทหารใหญ่หลายคน หอบเงินมาให้เขาคนละสิบๆ ล้านบาท เพื่อให้ไปลงทุนแสวงหากำไร นายทหารใหญ่เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลระดับ ?บิ๊ก? หากเอ่ยชื่อก็จะรู้จักกันดี แต่จนแล้วจนรอดเอกยุทธไม่ยอมเปิดเผยว่าประกอบด้วยใครบ้าง

มีข้อมูล ระบุว่ายุคนั้นชาเตอร์คือวงแชร์อีกวงหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นมาในช่วงจังหวะที่แชร์ชม้อยและแชร์นกแก้วกำลังถูกทางการจับตา อยู่ ลูกแชร์ชม้อยและแชร์นกแก้วจำนวนมาก จึงย้ายเงินมาลงทุนกับชาเตอร์ อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนแล้วชาเตอร์ก็ยังจ่ายดีกว่าแชร์ชม้อยละแชร์ นกแก้วอีกด้วย

แต่เอกยุทธปฎิเสธว่า ชาเตอร์ไม่ใช่วงแชร์เหมือนแชร์ชม้อย และแชร์นกแก้ว เพราะในขณะที่แชร์ชม้อยและแชร์นกแก้วระดมเงินจากประชาชนโดยตรง แต่ชาเตอร์ทำธุรกรรมกับผู้คนเพียงไม่กี่คนที่แต่ละคน นำเงินมาลงทุนกับชาเตอร์คนละเป็นร้อยล้านบาท ส่วนแต่ละคนจะไประดมเงิน หรือหาเงินมาได้อย่างไรนั้น เอกยุทธบอกซื่อๆว่า เขาไม่ทราบ

นอกจาก นี้เขาบอกว่าที่ต่างกันมากๆก็ตรงที่แชร์ชม้อยและแชร์นกแก้วเป็นธุรกิจเงิน ต่อเงินหรือธุรกิจการจัดคิวเงินที่รับจากคนหนึ่งไปจ่ายอีกคนหนึ่งไม่มีการนำ ไปสร้างดอกผลให้งอกเงย ซึ่งในท้ายที่สุดก็ต้องพังครืนลง เพราะต้องกินตัวเองไปเรื่อยๆแต่ธุรกิจชาเตอร์กลับมีการลงทุนหาผลกำไรอย่าง ชาญฉลาด

เอกยุทธเล่าว่า การหาผลกำไรอย่างชาญฉลาดของชาเตอร์นั้น ก็โดยอาศัยความแตกต่างกัน ระหว่างอัตราดอกเบี้ยในประเทศกับต่างประเทศ เริ่มจากการนำเงินที่มีบุคคลระดับ ?บิ๊ก? นำมาลงทุนไปฝากกับธนาคารใหญ่ๆ อาทิเช่น ธนาคารกรุงเทพฯ ซึ่งช่วงนั้นก็จะได้ดอกเบี้ยสูงไม่น้อยกว่า 12% จากนั้นก็จะขอให้ธนาคารออกแบงค์การันตีโดยใช้เงินฝากค้ำประกันครั้งหนึ่งๆ จะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท แล้วนำแบงก์การันตีไปกู้เงินจากธนาคารในสวิสเซอร์แลนด์ สุดท้ายก็นำเงินกู้ที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศมาฝากกับธนาคารพาณิชย์ของไทย เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ

เอกยุทธ เปิดเผยว่าในช่วงนั้นชาเตอร์ดำเนินการดังกล่าวนับเป็นสิบๆรอบแต่ละรอบเป็นวง เงินอย่างต่ำ 100 ล้านบาท และด้วยการกู้เงินจากสวิสฯ ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 3% มาฝากธนาคารพาณิชย์ของไทยได้ดอกเบี้ย 12% เขาบอกว่าด้วยเงินที่ระดมมาประมาณ 500 ล้านบาท ด้วยธุรกรรมที่อาศัยช่องว่างของอัตราดอกเบี้ยในประเทศกับต่างประเทศดังกล่าว ชาเตอร์สามารถสร้างผลกำไรได้เดือนละเป็นสิบล้านบาททีเดียวเชียว

ถามว่าทำไมกู้เงินจากต่างประเทศได้ง่ายๆ เอกยุทธบอกว่านอกจากจะอาศัยแบงก์การันตีของธนาคารใหญ่ของไทยที่ชาเตอร์มี บัญชีเงินฝากค้ำประกันแล้ว ก็อาศัยสายสัมพันธ์กับบรรดาเพื่อนๆ ที่เคยเรียนด้วยกันที่สหรัฐอเมริกาซึ่งทำงานในธนาคารดังๆหลายแห่งของสวิส เซอร์แลนด์ช่วยอยู่ด้วย (เพื่อนกลุ่มนี้ต่อมาให้ความช่วยเหลือเอกยุทธให้ตั้งตัวได้อีกครั้ง เมื่อต้องลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ)

นอกจากเล่นกับส่วนต่างของอัตรา ดอกเบี้ยสร้างผลกำไรเป็นร้อยล้านบาทแล้ว ชาเตอร์ก็ยังมีการลงทุนอื่นๆ อาทิเช่น ลงทุนสร้างชาเตอร์ดิสโก้เธค ย่านถนนรัชดาภิเษกติดๆกับสถานทูตจีน และที่เล่นสเก็ตแถวๆ ท่าพระ ฝั่งธนบุรี

ชาเตอร์ ดิสโก้เธค ถือเป็นแหล่งบันเทิงของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น โด่งดังทาบรัศมีเดอะพาเลซย่านถนนวิภาวดีรังสิต ของเจ้าของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ชาเตอร์ดิสโก้เธค ช่วงรุ่งเรืองในช่วงปี 2527 ทำเงินได้คืนละเป็นแสนบาท เดือนหนึ่งๆสร้างรายได้ให้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท

นอกจากนี้ก็มีการลงทุนในหุ้นของธนาคารแหลมทอง และธนาคารนครหลวงไทย และที่ดินอำเภอสารภี และที่พัทยา

การลงทุนซื้อที่ดิน เอกยุทธยืนยันว่าเพื่อนำมาพัฒนาขาย ส่วนการลงทุนเข้าไปถือหุ้นธนาคารแหลมทองและนครหลวงไทย เป็นการขอร้องจาก สมบูรณ์ นันทาภิวัฒน์ ที่กำลังต่อสู้กับ สุระ จันทร์ศรีชวาลา เพื่อชิงสมบัติชิ้นสุดท้ายของตระกูล และนครหลวงไทยก็ทำนองเดียวกัน โดยเป็นการขอร้องของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ต้องการรักษาอำนาจการบริหารในแบงก์

และที่ลือลั่นมากๆก็คือการได้รับสัมปทานอายุ 30 ปี เข้าทำโครงการพัฒนาที่ดินของการรถไฟจำนวน 67 ไร่ สองฝากถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เรียกว่าโครงการมักกะสันคอมเพล็กซ์ มูลค่า 6,000 ล้านบาท ประกอบด้วยโรงแรมและศูนย์การค้า พร้อมทางรถไฟทันสมัยที่จะเชื่อมจากโครงการสู่สนามบินดอนเมืองซึ่งเป็นส่วน ที่การรถไฟจะลงทุน

โครงการมักกะสันคอมเพล็กซ์ยุคนั้น ถือเป็นโครงการระดับอภิมหาโปรเจ็คดำเนินการในนามบริษัท ไทยเศรษฐกิจชุมชน จำกัด ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดย บริษัทชาเตอร์ฯและชาเตอร์จ่ายเงินไปเกือบร้อยล้านบาท เป็นค่าประมูลและค่าแบบ แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่เกิด

การมีธุรกรรมที่สร้างรายได้งดงามได้แก่การเล่นกับอัตราดอกเบี้ยและชาเตอร์ดิสโก้เธค ที่ปั้มเงินสดให้ทุกคืนไม่มีวันหยุดนั้น ทำให้ชาเตอร์สามารถจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ที่นำเงินมาลงทุนได้อย่างจุใจ และยิ่งมีภาพของการลงทุนในกิจการที่มั่นคงและโครงการระดับอภิมหาโปรเจ็ค ชื่อเสียงของชาเตอร์ก็ยิ่งขจรขจายชนิดรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ เพราะลงทุนกันเห็นๆและก็จ่ายตอบแทนกันจะๆ ในช่วงปี 2527 จึงเป็นปีทองที่ผู้คนจากหลากหลายวงการระดมเงินมามอบให้กับชาเตอร์กันมืดฟ้ามัวดิน

และยิ่งปี 2527 เกิดวิกฤติสถาบันการเงิน ทรัสต์ และไฟแนนซ์ล้มกันตึงตังแชร์ชม้อย แชร์นกแก้ว ก็ตกเป็นเป็นจับตาของทางการจนต้องหยุดธุรกรรมเม็ดเงินที่เคยลงกับแชร์รถ น้ำมันของชม้อย ทิพยโส หรือพันจ่าอากาศเอกหญิง นกแก้ว ใจยืน จำนวนไม่น้อยก็เลยทะลักมาที่ชาเตอร์

ว่ากันว่า ยุคแรกๆ ของชาเตอร์ เริ่มด้วยเงินจากบรรดานายทหารใหญ่ที่ทุกบาท ทุกสตางค์อาจมีที่มาไม่ธรรมดา และมีความจำเป็นจะต้องฟอกให้สะอาดเสียก่อน แต่ช่วงหลังๆ ก็จะมีเงินออมจากชาวบ้านตาดำๆ ที่ความโลภเข้าครอบงำ นำมาลงทุนผ่านหัวหน้าสายต่างๆ ด้วยไม่น้อย

อย่างไรก็ตามเอกยุทธระบุ ว่า ชาเตอร์มีผู้ลงทุนที่เขาพบสัมผัสด้วยจริงๆ เพียง 7-8 ราย และวงเงินที่นำมาลงทุนก็ไม่น่าจะเกิน 1,000 ล้านบาท แต่จาก 7-8 คนนี้ จะมีเครือข่ายอีกกี่ร้อยกี่พันคน เขาไม่ทราบจริงๆ ซึ่งก็อาจจะจริงอย่างที่เอกยุทธพูด เพียงแต่ก็คงจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมดของทุกส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นโครง สร้างการระดมเงินของชาเตอร์ในยุคนั้น

ในยุคที่ชาเตอร์กำลังรุ่งเรือง เงินทุนหลั่งไหลเข้ามาราวทำนบแตกนั้น เงินชาวบ้านเหล่านี้นอกจากส่วนหนึ่งจะนำไปสร้างรายได้ให้งอกเงย และอีกบางส่วนลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่ออนาคตซึ่งจะมีหรือไม่ยังไม่รู้ นั้น

บางส่วนก็น่าจะทำให้ชีวิตส่วนตัวของเอกยุทธฟู่ฟ่ามาก ทั้งบ้าน ทั้งรถสปอร์ตหรูหลายสิบคัน หญิงสาว และการเป็นกระเป๋าเงินใบใหญ่ที่ใครๆ ก็อยากคบหา ไม่ว่าจะเป็นคนทำหนังสือพิมพ์ ตำรวจ ทหาร หรือแม้แต่ผู้คนในแวดวงเงามืด

หลายคนวิจารณ์ว่า ยุคนั้น เอกยุทธและชาเตอร์ คบหาทั้งตำรวจ ทั้งโจร ทั้งคนหนังสือพิมพ์ เนื่องจากเป็นสูตร ว่าโจรกลัวตำรวจ ตำรวจกลัวหนังสือพิมพ์ และหนังสือพิมพ์กลัวโจร การคบกับทั้งสามพวก จึงมีแต่ต้องเกรงใจเอกยุทธ

ว่ากันว่า แม้แต่นายตำรวจที่ต่อมากลายเป็นมหาเศรษฐีและนักการเมืองชื่อดัง ก็ยังมีเช็คส่งมาแลกกับเอกยุทธโดยผ่านกันมาอีกทอด ซึ่งปรากฏว่า เป็นเช็คติดสปริง เด้งดึ๋งดั๋งทันทีที่ครบกำหนด

เช่นเดียวกับสื่อมวลชนชื่อดังในปัจจุบันอย่างน้อย 2-3 คน ที่ก็เคยใช้เงินเอกยุทธ แต่พอชาเตอร์ล้ม กลับร่วมสหบาทาไปกับเขาด้วย

อย่างไรก็ดี ยุคทองของชาเตอร์เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ ของปี 2527 แต่เพียงปีเศษๆ ต่อมาหายนะก็เริ่มมาเยือนชาเตอร์และก็เป็นหายนะที่มาจากรอบทิศทาง

หายนะชาเตอร์

ถ้าปี 2527 เป็นปีทองของเอกยุทธ อัญชันบุตร และชาเตอร์ อินเตอร์เรคชั่น ปี 2528 ก็คงต้องเป็นปีแห่งหายนะ เอกยุทธ อัญชันบุตร อธิบายปรากฏการณ์กลับตาลปัตรที่เกิดขึ้นนี้ว่า เริ่มจากการประกาศลดค่าเงินบาทเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2527 ซึ่งกลายเป็นชนวนความแตกแยกทางการเมืองและเศรษฐกิจ จนนายทหารใหญ่อย่าง พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ต้องปรากฏตัวทางโทรทัศน์แถลงคัดค้านการลดค่าเงินบาทดังกล่าว จากนั้นก็ตามด้วยการกวาดล้างแชร์แม่ชม้อย และแชร์แม่นกแก้ว และการเกิดขึ้นของพระราชบัญญัติการกู้ยืมเงิน อันเป็นการฉ้อโกงประชาชน

ข่าวลือจึงแพร่สะพัดไปทั่วว่า ชาเตอร์ก็จะไปไม่รอดด้วย ผู้ลงทุนก็เลยมาทวงขอเงินคืน ซึ่งชาเตอร์ก็พยายามคืนไปหลายราย แต่มาพลิกผัน เมื่อตำรวจเรียกตัวเอกยุทธและกรรมการบริษัท ชาเตอร์ไปสอบปากคำ แล้วขู่จะแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชนตามกฎหมายที่เพิ่งจะออกมา เอกยุทธบอกว่า เขาไม่วิตกต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว เพราะเป็นกฎหมายที่ออกมาภายหลังจากที่เขาทำธุรกิจมานานแล้ว แต่หลังจากนั้น กลับมีการให้สัมภาษณ์โดยผู้มีอำนาจหลายคนว่า จะต้องจัดการกับชาเตอร์ ในฐานที่มีพฤติกรรมเป็นวงแชร์เหมือนแชร์ชม้อยและแชร์นกแก้ว จึงเกิดการตื่นตระหนกของผู้ลงทุน และคนที่ไประดมเงินมาลงทุนกับชาเตอร์ ก็ผลักปัญหาทั้งหมดมาให้ชาเตอร์รับเพียงลำพัง ทั้งที่หลายคนก็ได้เงินคืนไปหมดแล้ว เมื่อบานปลายออกไปจนธุรกิจชะงัก ชาเตอร์ก็ตัดสินใจยื่นฟ้องรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ข้อหาให้ข่าวบิดเบือนจนชาเตอร์เกิดความเสียหาย และจากการไปยื่นฟ้องรัฐบาลพล.องเปรมนี้เอง จึงติดตามด้วยการถูกรุมกินโต๊ะจากรอบทิศ เอกยุทธยอมรับว่า มีผู้ใหญ่หลายคน เช่น อุทัย พิมพ์ใจชน ซึ่งเคารพนับถือกัน เตือนเขาแล้วว่า อย่าไปท้าทายผู้มีอำนาจ เพราะจะกลายเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูได้ง่ายๆ :bn48:้วยความร้อนวิชาฝ่ายกฎหมายและความเหิมกล้าของวัยหนุ่ม จึงไม่ฟังการทัดทานจากใครๆ

กระทั่วกว่าจะรู้ตัวว่าตัดสินใจผิดพลาด ก็ต้องระเห็จไปต่างประเทศแล้ว วิถีทางของชาเตอร์จึงไม่ต่างจากวิถีทางของดาวตก กล่าวคือ สุกสกาวเจิดจรัส แต่ชั่ววูบเดียวก็ดับสลายกลายเป็นเศษเถ้าธุลีดิน ชาเตอร์นั้น เป็นดาวจรัสแสงในแวดวงการระดมเงินที่เรียกว่า วงแชร์ ตั้งแต่ปลายปี 2526 นับจากการเปิดโปงธุรกรรมแชร์แม่ชม้อย หรือนางชม้อย ทิพยโส โดยคอลัมนิสต์และสื่อมวลชนว่า เป็นการลงทุนแชร์น้ำมัน 160,000 บาทต่อคัน ได้ผลตอบแทน 10,000 บาทต่อเดือน หรือจ่ายผลตอบแทน เดือนละ 6.25% หรือประมาณ 75% ต่อปี รวมทั้งแชร์แม่นกแก้วของพันจ่าอากาศเอกหญิงนกแก้ว ใจยืน ซึ่งแตกตัวมาจากแชร์ชม้อย และเกิดกระบวนการขุดคุ้ยเปิดโปงกันอย่างถึงพริกถึงขิง จนทางการเริ่มให้ความสนใจ และเตรียมหาทางจัดการให้เด็ดขาด เนื่องจากเชื่อว่า เป็นธุรกรรมหลอกลวงและฉ้อโกงประชาชน ส่งผลให้แชร์ชม้อยและแชร์นกแก้วต้องกบดานเงียบ ไม่กล้ารับเงินลงทุนเพิ่ม เงินจำนวนมากจึงทะลักไปที่แหล่งอื่น โดยชาเตอร์ก็กลายเป็นแหล่งหนึ่ง ที่มาเติมช่องว่างดังกล่าว และช่วงที่ชาเตอร์กำลังรุ่งเรืองสุดๆ นั้น ว่ากันว่ามีนักลงทุนบางคนถึงกับต้องกราบไหว้วิงวอนขอให้ช่วยรับเงินไว้ด้วย เห็นได้ชัดว่า การขุดคุ้ยเรื่องธุรกิจแชร์ แทนที่ผู้คนจะตื่นกลัว กลับเป็นการแพร่กระจายข่าวสารไปถึงกลุ่ม ?แมลงเม่า? ที่พอเห็นตัวเลขผลตอบแทนและคำยืนยันจากคนใกล้ชิดว่า วงแชร์นั้นจ่ายกันจริงๆ และจ่ายกันเห็น ๆ ผสมโรงเข้าไปด้วย ก็เลยเกิดกระแสการแห่แหนมาลงทุนในวงแชร์ต่างๆ กันอย่างครึกโครม

ปี 2527 พร้อมๆกับอาการเข้าใกล้โคม่าของแชร์ชม้อยและแชร์นกแก้ว จึงเกิดวงแชร์ใหม่ๆ ขึ้นอีกหลายวง โดยเฉพาะที่แตกตัวออกมาจากชาเตอร์ โดยหุ้นส่วนและมือซ้ายมือขวาของเอกยุทธก็มีหลายแห่ง เช่น เสริมชีพ เจริญชน หุ้นส่วนและเพื่อนเอกยุทธ แยกไปตั้งวงแชร์ใหม่ชื่อ เสริมกิจ มือขวาของเอกยุทธชื่อ ระพีพรรณ พรหมนิตย์ ไปตั้งมิลเลี่ยนแนร์ คอร์ปอเรชั่น และเด็กหนุ่มที่เอกยุทธปั้นมากับมืออย่าง พงษ์ศักดิ์ ดิษยเดช บุตรชายนายทหารใหญ่ท่านหนึ่ง ก็ลาออกไปตั้ง เอ็มวายเอส.เอ็กเซ็คคิวทีฟ บิสิเนส โดยพงษ์ศักดิ์ซึ่งขณะนั้น อายุเพียง 19 ปีรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและประธานกรรมการ ก็คือนายทหารใหญ่ผู้เป็นบิดานั่นเอง การเกิดขึ้นของธุรกิจแชร์แต่ละวง ไม่ว่าจะเป็นแชร์ชม้อย แชร์นกแก้ว ชาเตอร์และอีกนับสิบแห่ง โดยมีเครือข่ายการระดมเงินผ่านกันมาเป็นทอดๆ จากเครือญาติ ไปสู่คนที่นับถือแล้วส่งต่อๆ กันไป และการจ่ายผลตอบแทนก็จ่ายกลับมา ตามเส้นทางเดิมนั้น ก็มีการวิเคราะห์ว่า น่าจะมาจากวิกฤตศรัทธาต่อสถาบันการเงินในระบบ อันเนื่องมาจากความผันผวนทางเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น และก็น่าจะผสมผสานกับเงินนอกระบบที่มาจากธุรกิจผิดกฎหมายและการคอรัปชั่นใน วงราชการรวมอยู่ด้วย เพียงแต่เมื่อธุรกิจนี้ขยายตัวออกไป ความโลภก็ทำให้คนมีประเภทปลาซิวปลาสร้อยเข้ามามาก และกลายเป็นเหยื่อที่ต้องสูญเงินจนหมดเนื้อหมดตัว เนื่องจากจะเป็นกลุ่มใหญ่ที่เข้ามาในช่วงท้ายๆ ก่อนที่วงแชร์จะหยุดจ่ายเงิน และล้มไปในที่สุด ต่างจากกลุ่ม ?ขาใหญ่? ที่เข้ามาในช่วงแรกๆ กลุ่มนี้จะได้กันไปมากบ้างน้อยบ้าง และถ้าเสียบ้างก็เพียงเล็กน้อย

หายนะของชาเตอร์ เริ่มก่อตัวตั้งแต่ปลายปี 2527 และถึงจุดจบในปี 2528 นั้น ก็อาจกล่าวได้ว่า มีที่มาจากการเข้าจัดการของทางการ โดยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในยุคที่รัฐมนตรีคลังคือ ข้าวของฉายา ?ซามูไรโหด? สมหมาย ฮุนตระกูล สืบเนื่องจากความใหญ่โตขึ้นทุกวันของธุรกรรมการเงินนอกระบบประเภทนี้ และเห็นได้ชัดว่า เป็นธุรกรรมฉ้อฉลที่หากปล่อยไปก็จะสร้างความเสียหายแก่ประชาชนและระบบ เศรษฐกิจ ทั้งนี้เครื่องมือสำคัญที่ใช้จัดการก็คือ พระราชบัญญัติการกู้ยืมเงิน อันเป็นการฉ้อโกงประชาชนที่ออกมาในช่วงปี 2527 เพื่อกวาดล้างวงแชร์เหล่านี้โดยเฉพาะ และการเข้าจัดการนั้นก็เริ่มจากแชร์ชม้อย แม่นกแก้ว และต่อด้วยชาเตอร์และอีกหลายสิบวง ที่พัฒนามาจากธุรกิจคอมมอดิตี้ส์การเก็งกำไรทองและค่าเงิน ซึ่งวงเงินรวมกันแล้วเป็นหมื่นล้านบาท เมื่อถูกทางการเตรียมเข้าจัดการนั้น เอกยุทธ อัญชันบุตร พยายามอย่างมาก ที่จะอธิบายว่า ธุรกิจชาเตอร์นั้นไม่ใช่วงแชร์หรือการจัดคิวเงินเหมือนแชร์ชม้อยและแชร์นก แก้ว

เนื่องจากชาเตอร์ไม่ได้รับเงินจากประชาชนโดยตรงและชาเตอร์ก็ มีการลงทุนหลายอย่าง เพื่อสร้างผลกำไรไปจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ลงทุน ซึ่งเป็นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย แรกๆ ก็มีคนรับฟังเอกยุทธกันมาก และมีผู้ใหญ่บางคนเตรียมให้การช่วยเหลือ โดยจะไปเจรจากับผู้รับผิดชอบให้ แต่ต่อมาเมื่อเอกยุทธตัดสินใจฟ้องรัฐบาลพล. อ.เปรม ข้อหาสร้างข่าวเท็จทำให้เกิดความเสียหาย ผู้ใหญ่ทั้งหลายก็หายหน้าหายตาไปอย่างฉับพลัน บางคนที่สนิทกันมาก ยอมรับตรงๆ ว่า ช่วยเอกยุทธไม่ได้แล้ว

ขณะเดียวกันก็ว่ากันว่า นายทหารใหญ่หลายคนที่เคยสนิทกับเอกยุทธและชาเตอร์ก็บังเอิญอยู่ในห้วงเวลา ที่ต้องเก็บเนื้อเก็บตัวอันสืบเนื่องจากการลดค่าเงินบาทเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2527 ซึ่งมีนายทหารใหญ่ออกมาเคลื่อนไหวคล้ายๆจะก่อการรัฐประหารเงียบต่อรัฐบาลพล. อ.เปรม เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการลดค่าเงินบาทของรัฐมนตรีคลัง สมหมาย ฮุนตระกูล แต่การเคลื่อนไหวก็ล้มเหลว จึงเกิดการโยกย้ายและการกวาดล้างเสี้ยนหนามกันครั้งใหญ่ และผู้ที่ถูกกวาดล้างนั้น หลายคนเป็นผู้ใหญ่ที่เคยให้การสนับสนุนชาเตอร์และเอกยุทธ

นอกจากสูญเสียการสนับสนุนจากบุคคลระดับ ?บิ๊ก? ที่เคยเกี่ยวก้อยผลประโยชน์กัน ทั้งสืบเนื่องจากการโยกย้ายใหญ่หลังกรณีการลดค่าเงินบาทปี 2527 และการที่เอกยุทธไปแหย่หนวดเสือ จนผู้ใหญ่โกรธ กระทั่งไม่มีใครกล้าตายออกหน้ามาช่วยเอกยุทธเหมือนเคยแล้ว การใช้ชีวิตที่ฟู่ฟ่าขับสปอร์ต โฉบเฉี่ยวและใช้เงินราวกับพิมพ์ได้เอง จนผู้คนอิจฉาก็ทำให้บรรดาไฮโซคนมีหน้ามีตาในสังคมและสื่อมวลชนก็พร้อมจะ เหยียบซ้ำทันทีที่เอกยุทธและพวกซวนเซ ด้วยความที่หมั่นไส้มานาน รวมทั้งศัตรูในวงการธุรกิจ ที่เอกยุทธไปสร้างรอยแผลเอาไว้ โดยเฉพาะนายธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งที่เอกยุทธยอมรับว่า เสียเงินให้เกมส์ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศแก่เขาหลายร้อยล้านบาท ก็น่าจะมีส่วนในการรุมกินโต๊ะชาเตอร์ด้วยไม่มากก็น้อย

หายนะของชาเตอร์จึงสามารถอธิบายอย่างกว้างๆ ได้ว่า เป็นวงแชร์วงหนึ่งที่ถูกกวาดล้างในช่วงเวลานั้น เฉกเช่นเดียวกับแชร์ชม้อย แชร์นกแก้ว และอีกหลายๆ วงแชร์ แต่ถ้าจะอธิบายให้แคบลง ก็อาจบอกได้ว่า เป็นเพราะความเป็น ?ตัวแสบ? ที่ผู้มีอำนาจ ทั้งภาคธุรกิจและการเมืองไม่ยอมรับและไม่สบอารมณ์ด้วย ชาเตอร์นั้นจบลงง่ายๆ ในช่วงกลางปี 2528 โดยมีข่าวว่าทางการจะออกหมายจับเอกยุทธและพวก ผู้ใหญ่ที่คอยหนุนเอกยุทธจึงขอให้เขาหลบไปต่างประเทศก่อน เพื่อหาทางเจรจากับผู้ลงทุน เนื่องจากเริ่มมีอาการตื่นตระหนกเกิดขึ้นแล้ว แต่ระหว่างที่หลบหนีไปต่างประเทศมีนายทหารยศนาวาอากาศเอกรายหนึ่ง ฟ้องคดีเช็คมูลค่า 7 ล้านบาทของชาเตอร์ ที่เอกยุทธลงนามและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน และจากคดีเช็คนี้เองที่หายนะเริ่มมาเยือน เมื่อผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวกับชาเตอร์ ต่างตบเท้าเข้าร้องตำรวจกองปราบ เพราะเกรงจะถูกเบี้ยวเงินด้วย จากเจ้าหนี้สิบคนก็กลายเป็นร้อยคน และกว่าสามพันคนในที่สุด เป็นอันปิดฉากบริษัท ชาเตอร์ อินเตอร์เรคชั่น จำกัด หรือแชร์ชาเตอร์อันลือลั่น พร้อมๆ กับความสูญเสียเกือบพันล้านบาทของ ?แมลงเม่า? ที่ไม่รู้ไปอยู่ในกระเป๋าใครกันแน่ ตลอดขั้นตอนการยึด อายัด เงินสด หุ้น ที่ดิน และบรรดาทรัพย์สินของเอกยุทธและชาเตอร์ ตลอดจนหุ้นส่วนทุกคน ซึ่งหลายรายการมีการประกาศขายทอดตลาด เอกยุทธพูดไว้อย่างน่าคิดว่า เขาอยากให้พลิกคดีชาเตอร์อย่างยิ่ง เพราะจะได้พิสูจน์กันเสียทีว่า กรณีชาเตอร์นั้น ในที่สุดแล้วเงินลงทุนของชาวบ้านไปอยู่ในมือของใครกันบ้าง

...............................................

คัดลอกจากหนังสือ "ยุทธการล้มทักษิณ" เรียบเรียงโดย...ไพศาล มังกรไชยา-อัญชลี ไพรีรัก-เถกิง สมทรัพย์ ตีพิมพ์คครั้งแรก ตุลาคม 2547

...............................................

หมายเหตุเอกยุทธ :

บทความนี้เป็นมุมมองและความเห็นของผู้เขียนทั้ง 3 ท่าน ซึ่งข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากการสัมภาษณ์ผม แต่ก็มีข้อมูลบางประการที่เกิดจากการค้นคว้าของผู้เขียน. ..ผมไม่รับรองความถูกต้องทั้งหมด

เอกยุทธ อัญชันบุตร

ธันวาคม 2549


http://akeyuth.name/...eyuth/chartered

#2 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 15 February 2012 - 11:18 AM

กบฏทหารนอกราชการ หรือ กบฏ 9 กันยา

กบฏทหารนอกราชการ เป็นความพยายามก่อรัฐประหารเมื่อวันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 ของนายทหารนอกประจำการคณะหนึ่ง ประกอบด้วย พันเอกมนูญ รูปขจร นาวาอากาศโทมนัส รูปขจร พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พลเอกเสริม ณ นคร พลเอกยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ร่วมด้วยทหารประจำการอีกส่วนหนึ่ง และพลเรือนบางส่วนซึ่งเป็นผู้นำแรงงาน โดยได้ความสนับสนุนทางการเงินจากนายเอกยุทธ อัญชันบุตร การกบฎครั้งนี้พยายามจะยึดอำนาจการปกครองที่นำโดยนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ กบฏครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปราชการที่ประเทศอินโดนีเซีย ส่วนพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจในทวีปยุโรป

การก่อการเริ่มต้นเมื่อเวลา 3.00 น. โดยรถถังจำนวน 22 คัน จากกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน.4 รอ.) พร้อมด้วยกำลังทหารกว่า 400 นาย จากกองกำลังทหารอากาศโยธิน เข้าควบคุมกองบัญชาการทหารสูงสุด สนามเสือป่า กรมประชาสัมพันธ์ และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย และอ่านแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติ ระบุนาม พลเอกเสริม ณ นคร เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ

ในส่วนของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ได้นำกำลังทหารส่วนหนึ่ง และผู้นำสหภาพแรงงาน เข้าไปยึดองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และควบคุมตัวนายพิเชษฐ สถิรชวาล ผู้อำนวยการ ขสมก. ในขณะนั้น เพื่อนำรถขนส่งมวลชนไปรับกลุ่มผู้ใช้แรงงานเข้ามาร่วมด้วย

ต่อมาทหารฝ่ายรัฐบาล ประกอบด้วยพลเอกเทียนชัย สิริสัมพันธ์ รองผบ.ทบ. รักษาการตำแหน่ง ผบ.ทบ. พลโทชวลิต ยงใจยุทธ รองเสนาธิการทหารบก, พลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ ประสานกับฝ่ายรัฐบาลซึ่งพลเอกประจวบ สุนทรางกูร รองนายกรัฐมนตรี อยู่ในตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งกองอำนวยการฝ่ายต่อต้านขึ้นที่ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) บางเขน และนำกองกำลังจาก พัน.1 ร.2 รอ. เข้าต่อต้าน และออกแถลงการณ์ตอบโต้ในนามของ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก กองกำลังหลักของฝ่ายรัฐบาลคุมกำลังโดยกลุ่มนายทหาร จปร. 5 ประกอบด้วย พลโทสุจินดา คราประยูร พลโทอิสระพงศ์ หนุนภักดี พลอากาศโทเกษตร โรจนนิล

เมื่อเวลาประมาณ 9.50 น. รถถังของฝ่ายกบฏ ที่ตั้งอยู่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เริ่มระดมยิงเสาอากาศวิทยุ และอาคารของสถานีวิทยุกระจายเสียงกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และยิงปืนกลเข้าไปในบริเวณวังปารุสกวัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ทำให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเสียชีวิตสองคน คือ นายนีล เดวิส ชาวออสเตรเลีย และนายบิล แรตช์ ชาวอเมริกัน

ทั้งสองฝ่ายปะทะกันรุนแรงขึ้น และมีการเจรจาเมื่อเวลา 15.00 น. โดยพลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ เป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาล และพลเอกยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นตัวแทนฝ่ายกบฏ และทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ และถอนกำลังกลับที่ตั้งเมื่อเวลา 17.30 น.

ส่วนพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อคืนวันที่ 9 กันยายน แล้วเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ในคืนนั้น

เมื่อการกบฏล้มเหลว ผู้ก่อการ คือ พันเอกมนูญ รูปขจร และนาวาอากาศโทมนัส รูปขจร ได้ลี้ภัยไปสิงคโปร์และเดินทางไปอยู่ในประเทศเยอรมนีตะวันตก ส่วนคณะที่เหลือให้การว่าถูกบังคับจากคณะผู้ก่อการกบฏ มีผู้ถูกดำเนินคดี 39 คน หลบหนี 10 คน

มีข่าวลือเกี่ยวกับการยึดอำนาจครั้งนี้ว่า พันเอกมนูญ รูปขจร ทำหน้าที่เพียงเป็นหัวหอกออกมายึด เพื่อคอยกำลังเสริมของผู้มีอำนาจที่จะนำกำลังออกมาสมทบในภายหลัง และการกบฏครั้งนี้ล้มเหลวเนื่องจาก "นัดแล้วไม่มา"

เกร็ดเพิ่มเติม

ในขณะนั้น คาราบาว วงดนตรีเพื่อชีวิตกำลังมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมอย่างสูง คาราบาวได้รับการติดต่อแบบขอร้องแกมบังคับตั้งแต่เวลา 03.00 น. ให้ไปตั้งวงแสดงดนตรีที่สวนอัมพร ซึ่งตามแผนจะมีการถ่ายสดการแสดงคอนเสิร์ตของคาราบาวทางโทรทัศน์ สลับกับการอ่านประกาศของคณะปฏิวัติ เพื่อปลุกใจให้คนหันมาเป็นแนวร่วม แต่ทว่าแผนการเกิดผิดพลาด ดังนั้น ในอัลบั้มชุดที่ 6 ของคาราบาว "อเมริโกย" จึงมีอยู่เพลงนึงชื่อ มะโหนก มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตทหาร และมีท่อนนึงที่ร้องว่า "โหนกตัดสินใจรับใช้ชาติประชา มาเป็นพลทหารม้าสังกัดมอพันสี่" ซึ่งต้องการสื่อหมายถึง พ.อ.มนูญ รูปขจร นายทหารม้าสังกัด กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน.4 รอ.) ผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในเหตุการณ์ครั้งนี้ และในท้ายเพลงมีบันทึกเสียงปืนจากรถถังที่ยิงใส่เวทีคอนเสิร์ตในวันเกิดเหตุด้วย พร้อมกับเสียงผู้คนโหวกเหวก และเป็นที่มาของหน้าปกอัลบั้มชุดนี้ที่เป็นลายพรางทหาร และคำว่า vol.6 ซึ่งเมื่ออ่านกลับหัวจะอ่านได้ว่า 9 กย.


http://th.wikipedia....%B8%B2%E0%B8%A3

#3 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 15 February 2012 - 01:48 PM

ปี 2547

10 ส.ค.
กลับ มาปรากฏตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก หลังจากหนีไปอยู่ต่างประเทศถึง 19 ปี โดยร่วมคณะกับประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และอมรินทร์ คอมันตร์ เดินทางไปพบบัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อเสนอแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำหรับใช้ในการหา เสียงสู้กับพรรคไทยรักไทย

เขาได้ให้สัมภาษณ์ในวันนั้นว่าพร้อมให้ การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และแสดงความสนใจจะเข้ามาทำงานการเมือง โดยก่อนหน้านั้นเคยมีแนวคิดจะร่วมกับนักวิชาการจัดตั้งพรรคประชาธรรมขึ้น เป็นพรรคทางเลือกที่ 3 แต่แนวทางดังกล่าวได้ล้มเลิกไปหลัง เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้ตัดสินใจไปเป็นหัวหน้าพรรคมหาชน

12 ส.ค.
มี รายงานข่าวว่า เอกยุทธเตรียมให้เงินสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นจำนวนถึง 1,000 ล้านบาท แต่ข่าวนี้ได้รับการปฏิเสธจากประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรคฯ

13 ส.ค.
บัญญัติกล่าวถึงเรื่องนี้ว่าเป็นข่าว ที่คลาดเคลื่อน เพราะในการพบกับเอกยุทธไม่มีการพูดถึงเรื่องเงิน แต่เอกยุทธให้สัมภาษณ์ในวันเดียวกันถึงเรื่องเงิน 1,000 ล้านบาทว่า เป็นการลงขันกันของกลุ่มนักธุรกิจชาวไทยในต่างประเทศที่เห็นว่าการบริหารงาน ของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เป็นผลดีกับประเทศในระยะยาว จึงพยายามระดมทุนเพื่อหาช่องทางสร้างฐานทางการเมืองขึ้นมาต่อสู้กับพรรคไทย รักไทย ขณะเดียวกันได้ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงกรณีของแชร์ชาร์เตอร์ โดยอ้างว่าเป็นเรื่องเก่า และไม่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในครั้งนี้

ขณะเดียวกัน ส.ส.ไทยรักไทย เริ่มเคลื่อนไหวขุดคุ้ยความผิดของเอกยุทธในอดีต กรณีแชร์ชาร์เตอร์

14 ส.ค.
เริ่ม เปิดประเด็นเรื่องการปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยอ้างว่ามีข้อมูลที่พร้อมจะเผยแพร่ แต่สื่อมวลชนตีประเด็นนี้ว่าเป็นการตอบโต้ที่ถูกขุดคุ้ยประวัติ และการคัดค้านของ ส.ส. ประชาธิปัตย์ ที่ไม่ยอมรับเงินสนับสนุนจากเขา เพราะถูกมองว่า เป็นเงินไม่บริสุทธิ์

16-20 ส.ค.
ประเด็นช่วง นี้เป็นความพยายามของสื่อในการนำเสนอข้อมูลในอดีต เพื่อขยายผลหลังจากเรื่องเงิน 1,000 ล้านบาทเริ่มไร้น้ำหนัก โดยเน้นนำเสนอข้อมูลช่วงที่หนีไปอยู่อังกฤษ ที่มีนักการเมืองไทยหลายคนได้ไปพบ อาทิ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รวมถึงช่วงที่กลับมาเมืองไทยเมื่อ 3 ปีก่อน และได้นำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น จนมีความรู้เรื่องหุ้นเมืองไทยเป็นอย่างดี

ขณะที่เอกยุทธก็ออกมา ให้สัมภาษณ์เป็นรายวัน เรื่องที่จะแฉความไม่ชอบมาพากลในการบริหารงานของรัฐบาล ที่มีภาคเอกชนหลายกลุ่มได้รับผลประโยชน์ ส่วนการตอบโต้จากฝ่ายรัฐบาล ไม่มีท่าทีที่รุนแรง เพราะความสนใจในช่วงนั้นอยู่ที่ นโยบายประหยัดพลังงาน การตัดสินใจเรื่อง GMO และการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ที่กำลังจะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 29 ส.ค. ส่วนความสนใจของประชาชนอยู่ที่ผลการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก

23-29 ส.ค.
เป็น สัปดาห์ที่ข่าวเกี่ยวกับเอกยุทธเงียบหายไป เนื่องจากความสนใจของประชาชนไปอยู่ที่การคาดหวังเหรียญที่นักกีฬาของไทยจะ ได้รับจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และผลการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ที่ในที่สุด อภิรักษ์ โกษะโยธิน จากพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น ตอกย้ำกระแส "ขาลง" ของพรรคไทยรักไทย

3 ก.ย.
ถูกเชิญจากสถานี วิทยุจีจีนิวส์ ให้ไปพูดในหัวข้อ "เอกยุทธบินลัดฟ้า ล้มทักษิณ" ภายในงาน "ไทยแลนด์ เพรส แฟร์" ที่อิมแพค เมืองทองธานี โดยได้พูดถึงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น SCIB-C1 ว่ามีนักการเมืองซีกรัฐบาลที่มีชื่อย่อ ป. และ ส. มีส่วนเข้าไปสร้างราคา และจะเปิดเผยข้อมูลเรื่องนี้ทั้งหมดในวันที่ 6 ก.ย.

6 ก.ย.
เดิน ทางไปตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อยื่นหนังสือให้ตรวจสอบ การซื้อขายหุ้น SCIB-C 1 ในช่วงวันที่ 11-16 ส.ค.ที่มีพฤติกรรมสร้างราคา แต่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่มีผลต่อบรรยากาศการซื้อขายหุ้น โดยดัชนีในวันนั้น ปิดเพิ่มขึ้น 1.79 จุด

7 ก.ย.
พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มมีท่าทีไม่พอใจความเคลื่อนไหวของเอกยุทธออกมาอย่างเห็นได้ชัด โดยให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่ดิสเครดิต พร้อมทั้งเชิญชวนให้คนที่ได้รับความเสียหายจากแชร์ชาร์เตอร์เมื่อ 20 ปีก่อนมาร้องทุกข์กับตำรวจ เพื่อให้รื้อคดีขึ้นมาใหม่ ขณะเดียวกัน ปปง.เริ่มรวบรวมข้อมูลกรณีแชร์ชาร์เตอร์ว่าจะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายฟอก เงินหรือไม่

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ (ก.ล.ต.) ได้ทำหนังสือเชิญเอกยุทธมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการปั่นหุ้น SCIB-C1 ในวันรุ่งขึ้น แต่เอกยุทธ บอกว่าจดหมายจาก ก.ล.ต.เหมือนกับมีผู้มีอำนาจสั่งการมา ดังนั้นจะไม่ไปพบ เพราะเขาไม่ใช่ผู้ต้องหา

ตลาดหุ้นยังไม่ตอบสนองความเคลื่อนไหว โดยปิดตลาดดัชนียังบวกต่ออีก 0.53 จุด

8 ก.ย.
พ. ต.ท.ทักษิณได้กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกการนับอายุความในคดีสำคัญ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ผู้กระทำความผิดมักใช้ช่อง โหว่ทางกฎหมายเอาตัวรอด

ก.ล.ต.ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 264 (7) พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สั่งให้เอกยุทธส่งเอกสารหลักฐาน และมาให้ถ้อยคำแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ภายในวันที่ 13 ก.ย. หลังจากเอกยุทธปฏิเสธการเข้าไปให้ข้อมูลในครั้งแรก

9 ก.ย.
มือ กฎหมายของรัฐบาล ทั้งวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมทั้ง ปปง.แสดงท่าทีมั่นใจว่าสามารถยึดทรัพย์ย้อน หลังเอกยุทธจากคดีแชร์ชาร์เตอร์ได้ แม้จะหมดอายุความไปแล้ว

พ.ต.ท. ทักษิณตอบคำถามผู้สื่อข่าวโดยใช้คำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง และบอกว่าสื่อไม่ควรให้ความสำคัญกับคนอย่างเอกยุทธ รวมทั้งประกาศว่าจะให้สัมภาษณ์เรื่องเอกยุทธเป็นวันสุดท้าย ต่อไปนี้ใครถามเรื่องนี้จะไม่ตอบอีก

เอกยุทธเปิดแถลงข่าวโดยมีผู้ ให้การสนับสนุนไปแสดงตัว ประกอบด้วยประชัย เลี่ยวไพรัตน์, อมรินทร์ คอมันตร์, น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ รวมทั้งแกนนำสหภาพ กฟผ.โดยเขากล่าวว่าเขากำลังถูกผู้มีอำนาจกลั่นแกล้ง

ตลาดหุ้นวันนี้ตอบสนองต่อความเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามกับเอกยุทธ โดยปิดตลาดดัชนีเพิ่มขึ้นถึง 10.83 จุด

10 ก.ย.
คณะ กรรมการ ปปง.มีมติเห็นชอบให้เข้าตรวจสอบทรัพย์สินของเอกยุทธ ในกรณีฉ้อโกงประชาชนในคดีแชร์ชาร์เตอร์ ขณะที่เอกยุทธกล่าวถึงเรื่องนี้ว่าถ้า ปปง.มีปัญญาก็เชิญมาตรวจสอบได้เลย เพราะคดีของเขาจบไปแล้วอย่างสมบูรณ์

12 ก.ย.
ได้ออกมาเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมาอีกว่า กำลังมีผู้เคลื่อนไหวเพื่อหวังคุกคามทางร่างกายกับเขา

13 ก.ย.
เดิน ทางมาให้ข้อมูลกับ ก.ล.ต.ตามหมายเรียก หลังจากนั้นธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการ ก.ล.ต. บอกว่าข้อมูลที่ได้รับไม่มีหลักฐานที่ระบุถึงพฤติกรรมการปั่นหุ้น และไม่มีชื่อหรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมตามที่กล่าวอ้าง แต่เป็นข้อสันนิษฐานจากความเห็นส่วนตัวของเอกยุทธ

ขณะเดียวกันภัท รียา เบญจพลชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวถึงผลการตรวจสอบการซื้อขายหุ้น SCIB-C1 ระหว่างวันที่ 9-13 ส.ค.ว่าราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพตลาด

ดัชนีราคาหุ้นยังเดินหน้าบวกต่อขึ้นมาอีก 9.33 จุด

14 ก.ย.
เข้า แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มักกะสัน ว่ามีคนต้องสงสัยติดตามเขามาเป็นเวลา 3 วันแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไปจับกุมตัวมา พบว่าเป็นเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติ 2 คน ที่มาปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย

15 ก.ย.
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเป็นผู้สั่งการให้สำนักข่าวกรองติดตามเอกยุทธเพื่อ อารักขา เพราะเกรงว่าจะมีมือที่ 3 หรือคนไม่ปรารถนาดีทำอะไรขึ้นมา เพราะผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือรัฐบาล

16 ก.ย.
เดินทางไปร้อง เรียนยังสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าถูกคุกคาม รวมทั้งยังไปพบประธานคณะ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาสอบสวนและศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการ ทุจริต วุฒิสภา เพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตของ ก.ล.ต.

โดย: Yutapoom Tungsirisumrit http://www.tfn5.info...ic=30984.0;wap2

#4 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 16 February 2012 - 10:59 AM

ตำนาน "ชาเตอร์" มีเด่นก็มีดับ

เพื่อเปิดบริษัทใหม่กับเพื่อนอีกกลุ่มในนามของ "ชาเตอร์ อินเวสต์เมนท์" มีที่ทำการอยู่ที่สยามธนาการ ย่านถนนอโศก ซึ่งที่นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของตำนาน "ชาเตอร์" ที่โด่งดังและเป็นที่กล่าวขานกันมาก

"ชาเตอร์" ทำธุรกิจทั้งคอมมอดิตี้และการค้าขายเงินตราระหว่างประเทศ และด้วยเวลาเพียงปีเศษๆ "ชาเตอร์" ก็โด่งดังถึงขนาดที่ว่า "ถนนทุกสายมุ่งสู่ชาเตอร์" ก็ว่าได้...และนั่นก็นำมาถึง "หายนะ" โดยไม่รู้ตัว

เพราะขณะนั้น "บรรดานายพล" คนดังทั้งหลายที่เป็นลูกค้าหลัก ก็หอบเงินกันมาทีละ 10-20 ล้านบาท เพื่อเอามาให้ "ทำธุรกิจ" ซึ่งการแบ่งสันปันส่วนมันมีข้อจำกัดด้วยธุรกิจคอมมอดิตี้มันไม่สามารถขยาย ให้ใหญ่ได้ เมื่อมาคำนวณสูตรเรื่องการฝากเงิน คือการกินผลต่างของดอกเบี้ย ก็ปรากฏว่า ไปได้สูตรดอกเบี้ยที่สวิสเซอร์แลนด์ เพราะที่นั่นคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพียง 3-4% ในขณะที่เมืองไทยเวลานั้น มีดอกเบี้ยเงินฝากถึง 12%

เมื่อหันมาเล่นกับเงิน...จึง บินลัดฟ้าไปสวิสเซอร์แลนด์และทำการกู้เงินจากสถาบันการเงินในสวิสเซอร์แลนด์ แล้วนำเงินมาฝากที่ธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง โดยได้กำไรจากส่วนต่างของดอกเบี้ยอย่างเป็นกอบเป็นกำ และก็สามารถแบ่งปันให้กับเจ้าของเงินทั้งหลายที่มาร่วมลงทุน

ในที่สุดเมื่อ "ปากต่อปาก" ที่ พูดกันไปว่า "ชาเตอร์" ให้ผลประกอบการที่คุ้มค่าและรวดเร็ว เม็ดเงินก้อนโตก็หลั่งไหลเข้ามาจากสารพัดผู้ลงทุน จากนั้นก็มีการขยับขยายไปลงทุนในโครงการอื่นๆ อาทิ ที่ดิน-หมู่บ้าน-ดิสโก้เธค...

ซึ่งหากจำกันได้...เอกยุทธเป็นผู้ บุกเบิกและสร้างตำนานถนนรัชดาให้ผู้คนรู้จัก. ..รวมไปถึงโครงการมักกะสัน คอมเพล็กซ์ มูลค่า 6 พันล้านบาท...ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่ยิ่งใหญ่มากในช่วงเวลานั้น

เมื่อทำไปสัก 3 ปี สิ่งที่ "เอกยุทธ" คิดในเรื่องส่วนต่างของดอกเบี้ยนี่แหล่ะ ก็กลายมาเป็น "สาเหตุ" ที่ทำให้ถูกตราหน้าว่า "เงินนอกระบบ" เพราะ ธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่แห่งนั้นที่เสียผลประโยชน์ไม่ชื่นชอบในกลยุทธที่ว่า นี้ ประกอบกับธนาคารแห่งนั้นมีสายสัมพันธ์อันดีกับผู้มีอำนาจรัฐในเวลานั้น ก็เลยมีการวางกฎเกณฑ์เพื่อจะออกกฎหมายมา "จัดการ" กับ "ชาเตอร์"

และเมื่อ "เอกยุทธ" ปักหลักสู้...ก็ยิ่งถูก "ตามล่า"... โดยเฉพาะกรณีที่แก้เผ็ดด้วยการเซ็นเช็คให้ลูกค้าที่ถอดใจและไม่มั่นใจไปเบิก เงินสดที่ธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่แห่งนั้น เรียกได้ว่า ใครอยากถอนก็พร้อมให้...นั่นเท่ากับยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ธนาคารพาณิชย์แห่ง นั้น "โมโหโกรธา" ขนาดหนัก เพราะหากว่า ไม่มีเงินสดเพียงพอก็จะทำให้เสียเครดิตได้

และ ด้วยสัมพันธภาพอันดีระหว่างธนาคารพาณิชย์แห่งนั้นกับผู้มีอำนาจ. ..ที่ต่อ เนื่องยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้... "เอกยุทธ" เลยต้องเป็นฝ่ายพ่าย แม้ว่าจะใช้อำนาจทางกฎหมายต่อสู้ แต่ ดูเหมือนว่า...กระบวนการยุติธรรมในเวลานั้นก็ไม่กล้าสู้กับ "อำนาจรัฐ" ในเวลานั้น

เมื่อมี "คำสั่ง" จาก "ผู้ใหญ่ของบ้านเมือง" บอกให้ "ไป" จึงจำใจต้องไป... เพราะไม่เช่นนั้น จะมีผู้ติดร่างแหถูกอำนาจรัฐเล่นงานเป็นขบวน. .. "เอกยุทธ" จึงต้องระหกระเหินไปต่างแดน ทิ้งธุรกิจมากมายหลายอย่าง คือ มักกะสันคอมเพล็กซ์, สารภีวิลล่า เชียงใหม่, พัทยาเพลส, ชาร์เตอร์ดิสโก้เธค, ลานสเก๊ต และพร๊อพเพอร์ตี้อีกหลายแห่ง

ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้... "ทางการ" เข้ามาจัดการด้วยการ "ขายทอดตลาด" นำเงินไปแบ่งปันให้กับประชาชนที่ร่วมลงทุนในราคาที่ต่ำมาก และผู้ที่ซื้อไปก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับมีอำนาจทั้งสิ้น

ยกตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ที่ดินสารภี มีราคากว่า 100 ล้านบาท แต่ ดันเอาไปขายกันในราคาไม่ถึง 2 ล้านบาท แล้วคนที่ซื้อไปก็เป็น "นายตำรวจดัง" ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับอดีตผู้นำหน้าเหลี่ยม. ..ที่เอาไปขายต่อกันเป็นทอดๆ ได้กำไรและฟื้นตัวกันมหาศาล

ก่อการใหญ่หวังพิสูจน์ตัวแต่เหลว

เมื่อ ต้องต่างบ้านต่างเมืองไปอยู่ต่างแดน โดยช่วงหนึ่งไปปักหลักอยู่ที่ "เยอรมัน" ปรากฏว่า สารพัดผู้คนบินไปเยี่ยมเยือน ทั้งที่มาทวงเงิน-มาขอเงิน-มาชวนร่วมยึดอำนาจ. ..ซึ่ง ณ เวลานั้น "เอกยุทธ" พบว่า มีกลุ่มของ "เสธ.นูญ-พ.อ.มนูญ รูปขจร" (ยศและชื่อ-สกุลในเวลานั้น) และ "เพื่อนพ้องกลุ่มกรรมกร" ที่คุ้นเคยกันมานาน รวมไปถึงบรรดาพ่อค้าประชาชน...ที่ได้รับความเดือดร้อนอันมีผลจากนโยบายลดค่า เงินบาทที่ทำให้ผู้คนมากมายประสบชะตากรรม

จากนั้นเมื่อมีการถกประเด็นปัญหาบ้านเมืองกัน จึงตัดสินใจที่จะ "ก่อการใหญ่" รัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในวันที่ 9 กันยายน 2528

ในเวลานั้น "เอกยุทธ" เชื่อว่า หากสามารถเปลี่ยนฐานอำนาจรัฐได้ ก็สามารถจะกลับเมืองไทยเพื่อต่อสู้ในคดีความตามกระบวนการยุติธรรมได้ แต่เมื่อการก่อการนั้นไม่สำเร็จ...ทำให้ต้องหนีอีกเป็นครั้งที่สอง

คราว นี้ตัดสินใจไปตั้งหลักใหม่ที่สวิสเซอร์แลนด์ โดยอาศัยพรรคพวกเก่าๆ ที่เคยทำธุรกิจด้วยกันสมัย "ชาเตอร์" ที่ไปกู้เงินดอกเบี้ยถูกๆ มาเพื่อมาฝากเงินกินส่วนต่างของดอกเบี้ยจนกลายมาเป็นปัญหาที่ต้องระหกระเหิน ในเวลาต่อมา โดยการไปเที่ยวนี้ ไม่ได้ไปขอกู้เงินเหมือนในอดีต แต่เป็นการไป "ขอทำงาน"

แจ้งเกิดในฐานะคนใหม่นาม "จอร์จ ตัน" เซียนหุ้นระดับโลก

จากนั้นฉายา "จอร์จ ตัน" ก็ ดังกระฉ่อนในแวดวงตลาดหุ้นที่เจนีวา โดยมีเงินเดือน 20,000 ฟรังค์สวิสฯ จากนั้นอยู่ที่เจนีวาได้เพียง 6 เดือน ก็มีเพื่อนนายธนาคารมาบอกว่า ให้ไปเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ดีกว่าที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา

และ ณ ที่นี้เองที่นักค้าหุ้นหน้าใหม่นาม "จอร์จ ตัน" ได้แจ้งเกิด แม้ว่าตอนแรกจะลุ่มๆ ดอนๆ แต่เมื่อถึงเหตุการณ์ "แบล็ค มันเดย์" ที่หลายต่อหลายคนถึงกับย่ำแย่...แต่นั่นเป็นโอกาสที่พิสูจน์ความเป็น "ตัวตน" ของ "จอร์จ ตัน" ในฐานะเซียนหุ้นและกระทิงเปลี่ยนแห่งแดนสยามที่น้อยคนจะรู้ว่า. ..เขาคือ "เอกยุทธ อัญชันบุตร"

ถึง ขนาดที่ "ไพรเวท ฟันด์" ระดับโลก ได้โยนเงินมาก้อนใหญ่ 120 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้มาแสดงฝีมือเทรดหุ้นใน 3 ตลาดใหญ่ทั้งที่นิวยอร์ค-โตเกียว-ลอนดอน

จากนั้น "จอร์จ ตัน" ก็ติดลมบน...เหมือนพยัคฆ์ติดปีก เมื่อหันมาเล่นกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ด้วยการคิดสูตรไขว้เงิน (สวอป) จากประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง...ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ทำให้ได้ผลต่างมากกว่า พอทำสูตรนี้ก็มีคนทำตาม

พอผลตอบแทนมากขึ้น เมื่อตลาดหุ้นนิวยอร์คขึ้น เงินก็เฟื่องฟู จากนั้น "จอร์จ ตัน" ก็กระโจนเข้าใส่ "น้ำมัน-ทองคำ-พืชผลการเกษตร"

จอร์จ ตัน...ยอมรับว่า เวลานั้น "ฮึกเหิม" และสามารถเรียกขวัญกำลังใจที่สูญหายกลับมาได้มากอักโข เมื่อเช่นนี้จึงได้ตั้งปนิธานกับตัวเองว่า. ..จาก นี้ไป ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตอีก จะไม่มีวันยอมแพ้-ไม่ยอมหนี-แต่จะขอเดินหน้าสู้ไม่ถอย. ..เพื่อเรียก ศักดิ์ศรีและชีวิตของ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" กลับคืนมาให้ได้

ห้วงเวลานั้น ตลาดหุ้นนิวยอร์ค..ไม่ มีใครไม่รู้จัก "จอร์จ ตัน" เพราะฝีมือ + โชคชะตา ทำให้ต้องพลิกผันมา "เล่นกับตลาดค้าเงินระดับโลก" จนในที่สุดเพียงระยะไม่กี่ปี "รายได้" ก้อนโตก็มีอยู่ใน "พ็อคเก็ต มันนี่" และทำให้ "จอร์จ ตัน" ขยายฐานไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมๆ กับการรับเป็น "โบรกเกอร์" เล่นในทุกธุรกิจที่ขวางหน้า

และหนึ่งในฐานที่มั่นอันสำคัญ ของ "จอร์จ ตัน" ก็คือที่มาเลเซีย ที่เขาได้เข้าไปลงทุนทำธุรกิจต่างๆ มากมาย เพราะมีสายสัมพันธ์อันดีกับลูกหลานผู้ใหญ่ในมาเลเซีย แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยน-จอร์จ ตันก็ต้องเริ่มหดและไม่ขยับขยายการลงทุนเหมือนแต่ก่อน

จากนั้นก็ ขยับขยายมุ่งหน้าสู่ "ลอนดอน" ประเทศอังกฤษ ด้วยการปักหลักฐานทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมกับการเล่นหุ้น เล่นค่าเงิน...กระทั่งตัดสินใจทำ "โครงการโอเรียนเต็ลมาร์ท กรุ๊ป" ซึ่งถือว่าเป็นโลกการค้าขายที่ยิ่งใหญ่ของเขาและทำให้ผู้คนรู้จักและยอมรับ

นี่ยังไม่นับธุรกิจร้านอาหารจีนในลอนดอน บนย่านเบย์ส วอเตอร์ โดยมีถึง 4 ร้านคือ "กำทอง-หั่งเถา-เกียซู-โกลด์ ไมน์"

โดยเฉพาะที่ "Gold Mine" นี้ ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นานนั้น ถือว่าเป็นตำนานแห่งเป็ดการเมือง...เพราะ "เอกยุทธ" ดึง "เชฟ" มือ ดีที่เคยไปอยู่ที่ร้านโฟร์ซีซั่นที่เป็นคู่แข่งกัน. ..กลับคืนมาได้เรียบร้อย ...ทำให้ถนนทุกสายที่อยากกินเป็ดชั้นดีจากฟาร์มใหญ่ในสก๊อตแลนด์ ที่ทั้งอวบ-อ้วน-ผิวตึง-เนื้อแน่น-ชั้นไขมันหนานุ่ม. ..ก็ต้องมาที่ร้านของ เขาเท่านั้น

Posted Image

หวนคืนสู่เมืองไทย-เปิดยุทธการล้มทักษิณ

สำหรับ การหวนคืนสู่เมืองไทยในระยะ 2-3 ปีมานี้ "เอกยุทธ" เล่าว่า เพราะนั่งมองดูจากสายตาของคนภายนอกที่มองเข้ามายังเมืองไทย พบว่า มี 2 จุดที่น่าสนใจคือ เรื่องตลาดทุน-ตลาดหุ้น...ที่เป็นแหล่งเงินสำคัญของ "ทักษิณ ชินวัตร" และพวกพ้อง

อีกจุดหนึ่ง...คือ บรรดาครอบครัว-ญาติสนิท-มิตรสหาย...ต่างเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์กันอย่างมหาศาล ซึ่งมีการหลอกลวง ฉ้อโกง คอรัปชั่น...กันอย่างมากมาย

โดยเฉพาะในแวดวงตลาดหุ้นไทย...ที่ในห้วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ยังเรืองอำนาจนั้น ถือเป็น "หัวใจสำคัญ" ของเศรษฐกิจในยุคทักษิณก็ว่าได้

พอ ได้เข้ามาศึกษาและสัมผัสกับแวดวงตลาดหุ้นไทย ก็ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า...มีการปอกลอก. ..ค้ากำไร โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายและความไม่เอาจริงเอาจังของผู้มีหน้าที่ดูแล. ..ทำ ให้ผู้มีอำนาจรัฐได้ประโยชน์จากการค้าต่างๆ ผ่านการเทรดหุ้นในเมืองไทย แล้วไปพักเงินที่ต่างประเทศมากมาย ซึ่งจากการประเมินคร่าวๆ ของ "เอกยุทธ" พบว่า ไม่น่าจะต่ำกว่า 1-2 แสนล้านบาท

ดังนั้น เม็ดเงินที่ถกเถียงกัน 7.3 หมื่นล้านบาทนั้น ถือว่าเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น

"เอกยุทธ" ยอมรับว่า หลังจากได้มีโอกาสพบปะกับผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง พร้อมกับการขอร้องให้กลับมาช่วย "ล้มทักษิณ" นั้น เขาจึงตัดสินใจรับปากทันที...โดยเลือกเปิดแผลที่เจาะเข้าไปถึง "หัวใจสำคัญ" ก่อนเป็นลำดับแรก

"เอกยุทธ" ประกาศช่วยอย่างเต็มที่และไม่ได้หวังเรื่องผลประโยชน์ใดๆ และเขาพร้อมที่จะรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ในส่วนที่เขาต้องรับผิดชอบต่องานนั้นๆ อย่างเต็มที่

ด้วยเหตุนี้การเปิดเกม "ยุทธการล้มทักษิณ" เมื่อปลายปี 2547 ก็อุบัติขึ้น พร้อมๆ กับมิตรสหายมากมายทั้งจาก "ประชัย เลี่ยวไพรัตน์-น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ-พล.ท.เจริญศักดิ์ เที่ยงธรรม-อัมรินทร์ คอมันตร์-นายทหารที่ยังรับราชการอยู่" รวมถึงหลายคนอีกมากมายที่ขอสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

ซึ่งการจุดพลุเรื่อง "ปั่นหุ้น" ของเครือข่ายนักการเมืองใหญ่ร่วมกัน ซึ่งเขารู้ดีว่า ถ้าจะเล่นงานกันจริงๆ มันจะกระชากหน้ากากคนหลายคนออกมาได้ แต่เวลานั้นต้องยอมรับว่า...เครือข่ายที่ระบอบทักษิณวางรากฐานเอาไว้อย่าง แข็งแกร่งนั้น ยากยิ่งนักที่จะล้มทักษิณได้ในเวลาอันสั้น โดยเฉพาะเครือข่าย "ข้า-ราช-กู" ที่ไม่ยอมทำงานตามหน้าที่และไม่เอาจริงเอาจังกับการตรวจสอบ

ประกอบกับการ "ครอบงำสื่อ" อย่างถาวรของระบอบทักษิณ...ทำให้ "สื่อดักดาน" หลายแห่ง หันกลับมารุมถล่ม "เอกยุทธ" และพยายามดิสเครดิตอยู่ตลอดเวลา

อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะ "ผู้กล้า" บางคน...มีรายการ "กลับหลังหัน 360 องศา" แถมตัวเขาเองยังถูกไล่ล่า เล่นเกมใต้ดินมากมาย เพื่อหวัง "กำจัด" ให้พ้นทาง

การเดินเกม...เพื่อเปิดโปงความชั่วร้ายของ "ระบอบทักษิณ" จึงต้องมีการปรับกระบวนท่า...โดยอาศัยความร่วมมือกันกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์. ..หลากหลาย

จนเป็นที่มาของการเปิดคลื่นวิทยุชุมชนคนรักประชาธิปไตย 92.25 ที่ "ประชัย เลี่ยวไพรัตน์" รับผิดชอบ ต่อด้วยการเปิดเว็บไซต์ www.thaiinsider.com ที่ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" รับผิดชอบ

โดย ทั้งสองเครือข่ายถือเป็นพันธมิตรร่วมในการเปิดโปง- ป้อนข้อมูลให้กับผู้คนใน สังคมไทยได้รับทราบ-รับฟัง เนื่องจากในห้วงเวลานั้น "สื่อ" ถูกระบอบทักษิณครอบงำจนไม่สามารถสื่อสารข้อมูลที่แท้จริงไปสู่ประชาชนได้

จาก นั้น...เมื่อเครือข่ายของระบอบทักษิณ ถูกเปิดโปงมากขึ้น...หน่วยกล้าตายหลายคน-หลายองค์กร. ..ก็อาศัยจังหวะเวลาที่ เครือข่ายทักษิณเริ่มเพลี่ยงพล้ำและถูกลองของมากขึ้น เข้าเดินหน้าบดขยี้ จนในที่สุดก็นำมาสู่การที่คณะทหารตัดสินใจเข้ารัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ

โดยเอกยุทธยอมรับว่า เขาเป็นเพียง "เบี้ยตัวหนึ่ง" ที่อยู่ในเกมยุทธการล้มทักษิณ โดยมี "ขุน" ที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้สนับสนุนและวางแผนและไม่จำเป็นต้องบอกว่า คือใคร????

เพื่อให้ "ยุทธการล้มทักษิณ" ไปสู่เป้าหมายที่สำเร็จให้จงได้

และอย่างน้อยงานเฉพาะกิจช่วงแรก...ก็สำเร็จลุล่วงไปแล้ว

แต่งานสำคัญของ "เอกยุทธ" ยังไม่เสร็จตามไปด้วย

หากอยากรู้ว่า...คืออะไร...คงต้องเฝ้าติดตามกันต่อไป. ..แล้วคุณจะรู้เอง!!!


.....................................................
เรียบเรียงโดย...ไต่กอ
ธันวาคม 2549

http://akeyuth.name/...eyuth/biography

#5 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 17 February 2012 - 09:32 AM

เอกยุทธ อัญชันบุตร โพสต์ด่าสาวเหนือกระทบยิ่งลักษณ์

เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ด่ายิ่งลักษณ์ ?ยายหน้าโง่? หน้าด้านเข้ามารับตำแหน่ง ให้ทบทวนอาชีพที่เหมาะกับตัวเอง ระบุสาวเหนือไร้การศึกษา ขี้เกียจ ด้อยปัญญา มักทำงานขายบริการ ขณะที่มีผู้ตั้งกลุ่มต่อต้านเอกยุทธในเฟซบุ๊กเรียกร้องให้ออกมาขอโทษ

วันนี้ (2 พ.ย. 54) นายเอกยุทธ อัญชันบุตร เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า ?ไม่อยากจะกล่าวคำแบบนี้ เพราะจะดูเสมือนดูถูกสตรี..แต่ในความเป็นจริงนั้น. .สาวเหนือที่ไร้การศึกษาหรือขี้เกียจ และด้อยปัญญา จะมาทำงานสบายที่หญิงปกติไม่ทำกัน..หลักๆก็คือขายบริการ. .ฉะนั้นสาวเหนือที่ไร้สติปัญญาและโง่เขลาขนาดหนักแต่หน้าด้านมารับตำแหน่ง ก็ควรจะรู้นะว่าอาชีพอะไรที่เหมาะแก่คุณ ?

Posted Image
Posted Image

โดยข้อความดังกล่าวมีผู้มาคลิกไลค์และวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก ซึ่งนายเอกยุทธได้ตอบโต้ข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า

?ต้องขออภัยนะครับ หากทำให้บางท่านไม่ชอบใจ..แต่กรุณาอ่านข้อความให้ชัดเจนครับ. .ไม่ได้กล่าวหาหรือดูถูกใคร แต่กล่าวในความเป็นจริง และน่าจะเข้าใจกันดีว่าหมายถึงใครครับ..ผมเคารพในสิทธิ์และทุกอาชีพ แต่ไม่ยอมรับพวกหน้าด้านที่ทำให้สังคมและประเทศเสียหายครับ. .และหญิงบริการก็ไม่ได้สร้างความเดือนร้อนให้ใคร แต่คนบางคนที่ไม่มีสติปัญญาก้ไม่ควรอาสาเข้ามานี่ครับ. .?

Posted Image
Posted Image
Posted Image
Posted Image

?คุณคุณหมายความว่า หากมีอาชีพขายบริการแล้วต้องยกย่องก็คงได้มั้งครับ. .ผมคิดว่าหากเข้าใจความหมายต่างกัน ก้ไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ แต่หากจะเอาความคิดตัวเองว่าวิเศษ เลอเลิศแล้วก็คงไม่ต้องมาแสดงความคิดเห็นกันครับ. .ผมจะพูดอย่างไร ก้ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่ได้พล่ามและไร้สติ..ความหมายก้แล้วแต่ผู้อ่านจะคิดและตัดสินกันเอง. .อย่าเอาความคิดตัวเองไปตัดสินคนอื่นครับ. .และหากจะกล่าวว่าผมดูถูกก็ตามสบาย แต่บอกแล้วว่า ผมรังเกียจพวกเกียจคร้านแต่อยากสบายโดยวิธีง่ายๆ ก็เท่านั้น..ส่วนคุณจะชอบหรืออย่างไรก็ตามสบายคุณครับ. .?

หลังจากนั้น นายเอกยุทธไม่ได้ตอบโต้ความเห็นในสเตตัสเดิม แต่ได้โพสต์สเตตัสใหม่ต่อเนื่องวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และผู้ที่เข้ามาแสดงความเห็นไม่พอใจต่อการโพสต์ข้อความของเขา

?ตำแหน่งนายกฯ นั้น ไม่ใช่ของครอบครัว..และไม่ใช่ที่ฝึกหัดงาน. .หากไร้ปัญญาก็อย่าหน้าด้านมารับตำแหน่ง. .?

?สื่อถามรัฐบาลและผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายว่าต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศเรื่องน้ำท่วมมั้ย ? คำตอบที่ได้คือ "เราช่วยตัวเอง" ได้...มิน่าถึงได้ยินบ่อยๆว่า"เอาอยู่ค่ะ"

Posted Image



(ยังมีต่อครับ เนื่องจากรูปภาพมันเกินเกณท์ที่เว็บบอร์ดยินยอม จึงต้องไปลงต่อในทู้ถัดไป)

#6 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 17 February 2012 - 09:38 AM

"รัฐบาล"มาร์ค" ไข่ชั่งโลขาย..แต่รัฐบาล"ปู"..ไข่ใบละ 8 บาท..อย่าไปกังวลมากรัฐบาล"ปูไข่" นั่นเอง..."

"รัฐบาลนี้ถนัดและเก่งอย่างเดียวคือการเป็น "นักกู้ " เริ่มจาก "กู้น้ำท่วม ".."กู้ความมั่นใจนักลงทุน ".." กู้เงิน"...ดีนะที่"ธิลิ้ม" ไม่ได้ร่วมรัฐบาล..ไม่งั้นต้อง "กู้ชาติ "อีกแล้ว...."

Posted Image

"คนบางกลุ่มงมงายและหลงไหลในคนที่พล่ามและสร้างภาพและต้องตกอยู่ในสภาวะเป็นนักโทษหนีคุก. .จะทนไม่ได้และไม่ยอมรับความจริงกับคนที่เอาความจริงมาพูดว่า" โง่แล้วอยากอาสามาทำงาน" เลยพล่านกันไปหมด.."

ทั้งนีเมื่อมีผู้โพสต์ลิงก์ ?กลุ่มคนรักภาคเหนือ เรียกร้องให้ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" ออกมากราบเท้าสาวเหนือ" นายเอกยุทธ์ กล่าวตอบว่า

"ทราบครับ..แต่ผมคิดว่าสิ่งที่พวกเค้าพยายามพูดถึงนั้น ไม่ตรงกับความหมายที่ผมสื่ออกไป..ตามสบายพวกเค้าครับ. .คงเครียดกับ"ความโง่"ของคนที่พวกเค้าคลั่งมากมั่งครับ. ."

Posted Image

"จะอนาถหรือสงสารหรือเวทนาบรรดาสาวกทักษิณดีครับ ? พวกที่เข้ามาในบล๊อคผมและต่อว่าด้วยถ้อยคำที่พวกเสื้อแดงถ่อยๆบางคนใช้นั้น ก็คงไม่ต่างกับคนที่พวกเค้างมงายหรอก..ผมเป็น ปชช.ธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ยอมให้ตระกูลชั่วๆหรือพวกโง่เขลามานั่งเสนอหน้าบริหารประเทศหรอก. .อายหมาว่ะ ++++"

Posted Image

"หากจะมีคนเกลียดผมเพิ่ม 15 ล้านคน เพราะผมว่า"ยัยหน้าโง่" แล้ว ก็ยังสบายใจที่ยังมีอีก 50 ล้านคนที่ไม่ได้เกลียดหรือรัก..."

Posted Image

สำหรับปฏิกิริยาตอบโต้กรณีที่นายเอกยุทธ์กล่าวพาดพิงผู้หญิงชาวเหนือนั้น ผู้เล่นเฟซบุ๊กจำนวนหนึ่งได้รวมตัวกันสร้างเพจ "กลุ่มคนรักภาคเหนือ เรียกร้องให้ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" ออกมากราบเท้าสาวเหนือ" โดยเมื่อเวลา 22.20 มีผู้คลิกไลค์กลุ่มดังกล่าวแล้ว 695 คน โดยเพจดังกล่าวมีการแชร์ประวัติของนายเอกยุทธ์ซึ่งเคยต้องคดีฉ้อโกง และคดีกบฏจนต้องหลบหนีออกนอกประเทศ

ทั้งนี้ นายเอกยุทธเป็นเจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ซึ่งต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในอดีตเคยต้องคดีแชร์ชาร์เตอร์มีผู้เข้าร้องเรียนกับกองปราบเป็นจำนวนหลายพันคน ทางการประกาศอายัดทรัพย์สินของเอกยุทธ อัญชันบุตร บริษัท ชาร์เตอร์ และผู้ถือหุ้น เพื่อนำออกขายทอดตลาด และต้องคดีกบฏทหารนอกราชการ เมื่อ พ.ศ. 2528 และหลบคดีออกนอกประเทศ โดยเปลี่ยนชื่อเป็น จอร์จ ตัน และขอลี้ภัยการเมืองที่สวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นจึงย้ายไปนิวยอร์ก และเริ่มทำธุรกิจในตลาดค้าหุ้นวอลล์สตรีท และทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันมีธุรกิจหลักอยู่ในลอนดอน และกัวลาลัมเปอร์

นายเอกยุทธเพิ่งจะเดินทางกลับประเทศไทยหลังจากคดีหมดอายุความแล้วและกลับมาเป็นข่าวคราวอีกครั้งในกลางปี พ.ศ. 2547 เมื่อได้เข้าไปที่พรรคประชาธิปัตย์พร้อมกับ นายอัมรินทร์ คอมันตร์ เพื่อเจรจาทางการเมือง มีการกล่าวหาว่า นายเอกยุทธพยายามจะให้เงินสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เพื่อใช้ในการโค่นล้มรัฐบาล แต่ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้แถลงข่าวปฏิเสธและว่าไม่ได้รับเงินไว้ จากนั้น นายเอกยุทธได้ร่วมกับกลุ่ม "ประชาชนเพื่อชาติและราชบัลลังก์" จัดปราศรัยขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นที่ท้องสนามหลวงในเดือนกันยายนปี 2547 แต่มีผู้ร่วมชุมนุมไม่มากนัก จากนั้น นายเอกยุทธจึงได้ออกข่าวเป็นระยะ ๆ วิจารณ์และโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่อยมา และได้เปิดเว็บไซต์ส่วนตัว อีกทั้งในบางครั้งบางช่วงก็ได้วิพากษ์และโจมตี นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำผู้หนึ่งของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วย


http://prachatai.com...l/2011/11/37719

#7 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 19 February 2012 - 12:35 PM

"เอกยุทธ อัญชันบุตร" โพสต์ข้อความกระทบผู้หญิงเหนือ "แม่ญิงลานนา" ต้าน "คำ ผกา" บอกเป็น hate speech

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน นายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจเจ้าของกิจการหลายแห่งในต่างประเทศ และเป็นเจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ด็อทคอม ซึ่งเคยออกมาแสดงความเห็นโจมตีรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

"ไม่อยากจะกล่าวคำแบบนี้ เพราะจะดูเสมือนดูถูกสตรี..แต่ในความเป็นจริงนั้น. .สาวเหนือที่ไร้การศึกษาหรือขี้เกียจ และด้อยปัญญา จะมาทำงานสบายที่หญิงปกติไม่ทำกัน..หลักๆ ก็คือขายบริการ..ฉะนั้นสาวเหนือที่ไร้สติปัญญาและโง่เขลาขนาดหนักแต่หน้าด้านมารับตำแหน่ง ก็ควรจะรู้นะว่าอาชีพอะไรที่เหมาะแก่คุณ ?"

จากนั้น นายเอกยุทธยังได้โพสต์ข้อความที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เช่น

"ตำแหน่งนายกฯ นั้น ไม่ใช่ของครอบครัว..และไม่ใช่ที่ฝึกหัดงาน. .หากไร้ปัญญาก็อย่าหน้าด้านมารับตำแหน่ง. ."

และ

"สื่อถามรัฐบาลและผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายว่าต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศเรื่องน้ำท่วมมั้ย ? คำตอบที่ได้คือ ?เราช่วยตัวเอง? ได้...มิน่าถึงได้ยินบ่อยๆว่า ?เอาอยู่ค่ะ??

ต่อมา ข้อความดังกล่าวได้ถูกแชร์ (แบ่งปัน) ในเฟซบุ๊ก เป็นจำนวนมาก โดยมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและโต้แย้ง สำหรับตัวอย่างความเห็นโต้แย้งที่มีต่อข้อความของนายเอกยุทธ มีอาทิ

ข้อความในเฟซบุ๊กของ "เพียงคำ ประดับความ" กวีการเมือง ที่ระบุว่า "เอกยุทธ อัญชันบุตร -- ไร้สติปัญญาและโง่เขลา ยังสามารถเอาชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงเด็ดขาด พอชนะแล้วขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เอกยุทธบอก ?หน้าด้าน? แล้วคนที่ไม่มีปัญญาชนะเลือกตั้ง แต่ยังดันขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในอดีตนั้นน่ะ ต้องเรียกว่าอะไร -- ในสังคมประชาธิปไตย จะวิจารณ์อะไรก็วิจารณ์กันได้ จะวิจารณ์แบบนี้ก็วิจารณ์ได้ แต่ต้องอาศัยความหน้าด้านหน่อยเท่านั้นเอง"

"พูดตามสามัญสำนึกเลย -- จะไม่คิดหรอกค่ะว่า เอกยุทธดูถูกนายกฯ ด้วยการยกอาชีพ ?ขายตัว? มาเปรียบกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บอกให้นายกฯ เลิกเป็นนายกฯ ไปขายตัว -- การขายตัวเป็นอาชีพสุจริต คนขายตัวก็มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทุกอาชีพล้วนต้องอาศัยความเพียร อาศัยทักษะ อาศัยความอดทนวิริยะด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดเป็นเทวดา จะนั่งงอมืองอตีนขี้เกียจก็มีแต่จะอดตาย -- จะเป็นนายกฯ หรือเป็นผู้หญิงขายตัว ก็ล้วนมีศักดิ์ศรีเท่ากัน เป็นพลเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันในประเทศประชาธิปไตย -- แต่สิ่งที่สะท้อนความ ?...? ของเอกยุทธก็คือ คุณไม่เคยเคารพให้เกียรติผู้หญิง ไม่เคยให้เขาได้เลือกของเขาเองเลย ประชาธิปไตยพื้นฐานเลยคือ ?สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง? ที่คนพวกนี้ไม่เคยเข้าใจ ก็เมื่อผู้หญิงคนหนึ่ง เลือกที่จะเป็นผู้หญิงขายตัว นั่นคือ สิ่งที่เธอเลือก และเธอก็ปฏิบัติตามกติกา เรียนรู้สิ่งที่ควรทำควรเป็นในอาชีพที่เธอเลือกทำมาหากินไม่ได้ไปหนักกบาลใคร - เช่นเดียวกับผู้หญิงอีกคน ซึ่งเลือกที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เธอก็ลงสมัครรับเลือกตั้ง เดินสายหาเสียง แล้วก็ชนะการเลือกตั้ง ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มศักดิ์ศรี อย่างที่ใครท้วงติงไม่ได้ -- เธอเดินตามกติกา เคารพกติกาของสังคม และแสดงเจตจำนงในการกำหนดชะตากรรมตนเองอย่างเต็มศักดิ์ศรี -- :bn48:ันมีมนุษย์ผู้ชายจำพวกฝักใฝ่เผด็จการ ที่ไม่ยอมรับการกำหนดชะตากรรมตนเองของเธอ ...มาเลือกอาชีพที่เธอไม่ได้เลือกให้ โรคไม่ยอมรับการตัดสินใจของคนอื่นเนี่ย มันคงติดแน่นอยู่ใน...แล้ว ไม่ได้สะท้อนออกมาแค่จุดยืนทางการเมืองเท่านั้น แต่มันฝังอยู่ในทุกอณูของทัศนคตินั่นแหละ"


และบทความ "จดหมายจากคลองกระจง ถึง คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร" โดยสมาชิกเฟซบุ๊กผู้ใช้นามว่า "ปฐม พยัคฆ์ร้ายเเห่งคลองบางหลวง" ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนดังนี้

"สวัสดีครับ คุณ เอกยุทธ อัญชันบุตร ครับ วันนี้ทันทีที่ข้าพเจ้าได้อ่านสเตตัสของท่านแล้วก็เห็นว่า ข้าพเจ้าสมควรเขียนอะไรถึงท่านสักหน่อย ข้าพเจ้าไม่ออกความเห็นว่าสิ่งที่ท่านคิดเป็นอย่างไร เลว ดี อย่างไร ข้าพเจ้าคงตอบท่านไม่ได้เพราะข้าพเจ้าเองนั้นไม่ได้มีพื้นกำเนิดอันเดียวกับท่านเลยไม่รู้ว่าท่านสูงส่งมาจากไหนและข้าพเจ้าก็ไม่คิดจะขุดคุ้ยท่านแต่อย่างใดเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่บัณฑิตพึงทำ

"คุณเอกยุทธครับ คุณรู้จักตำหนักแดงในพระบรมมหาราชวังไหมหรืออีกนัยยะหนึ่งเขาจะเรียกว่า ตำหนักเจ้าดารา เจ้าดารานั้นพระนามเต็ม ๆ ของพระองค์คือ เจ้าหญิงดารารัศมี เป็นพระธิดาของเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงแห่งเชียงใหม่ ความสำคัญของพระองค์คือเป็นผู้ที่ผนวกแผ่นดินล้านนากับแผ่นดินสยามให้เป็นปึกแผ่นกัน ทั้ง ๆ ที่พระองค์เองมีสิทธิที่จะเป็นเจ้าหญิงหรือบุตรบุญธรรมของพระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษ ถ้าพระเจ้าอินทวิชยานนท์เลือกทางนั้นข้าพเจ้าก็นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าแผ่นดินล้านนาในทุกวันนี้จะเป็นอย่างไร อย่างน้อย ๆ ก็อาจจะเป็นถึงฮ่องกงแห่งภาคพื้นอุษาคเนย์ก็เป็นได้ แต่เพราะเหตุอันใดนั้นไม่ทราบพระเจ้าอินทวิชยานนท์ถึงเลือกจะส่งลูกสาวของพระองค์มายังสยามประเทศ ทำให้แผ่นดินสยามกับล้านนาประเทศเป็นอันหนึ่งเดียวกันและทำให้สยามประเทศนั้นปลอดภัยภยันตรายอันเกิดจากประเทศอังกฤษเจ้าอาณานิคม

"ดังนั้นถ้าจะมองว่าสตรีสูงศักดิ์เหนือทำให้ประเทศพ้นภัยก็น่าจะได้นะครับคุณเอกยุทธ นี่ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าอยากพูดถึงหรอกครับยังมีอีกเรื่องคือ คุณเอกยุทธรู้จักคำว่า นางสาวถิ่นไทยงาม ไหม ถ้าข้าพเจ้าจำไม่ผิดนางงามเวทีนี้คือรายการประกวดประชันนางงามภาคเหนือที่เกิดขึ้นในสมัย จอมพล. ป. พิบูลสงคราม และไม่เพียงเท่านั้นท่านจอมพลคนเดียวยังเป็นคนให้จังหวัดทางภาคเหนือมีการจัดงานฤดูหนาวและประกวดนางงามในงานนั้นด้วย ที่ข้าพเจ้าพูดมาถึงตรงนี้เพียงเพราะอยากจะชี้ให้ท่านเห็นว่า อาณาจักรล้านนา มีการเปลี่ยนแปลงในเวลาที่ใกล้ ๆ กัน แต่ข้าพเจ้าเข้าใจเอาเองว่าความเปลี่ยนแปลงขั้นรุนแรงของล้านนานั้นมาเกิดขึ้นในสมัย จอมพล ป. ที่ประกาศใช้ลัทธิชาตินิยมอย่างเต็มขั้น ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมายในแผ่นดิน ไม่ใช่เพียงแต่ล้านนาที่ได้ผลกระทบ เพราะนโยบายของจอมพล ป. นโยบายเดียวทำให้เกิดผลกระทบไปทุกภูมิภาค ตอนนั้นทางอีสานก็ระส่ำ ทางใต้ก็ระส่าย ทางเหนือก็เจอยัดเยียดความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น

"สิ่งที่ จอมพล ป. ทำนั้นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายในแผ่นดินล้านนาและน่าจะเป็นการเปิดประตูล้านนาให้คนอื่นได้เข้าไปยึดครอง โดยเฉพาะเรื่องความงามของสาวเจ้าความงามของสาวเหนือได้ปรากฏสู่สายตาโลกกว้างก็คงเพราะจากนโยบายนี้ของท่าน ข้าพเจ้าคิดไปเอาเองว่าจากนั้นก็เริ่มมีการล่อการลวงเกิดขึ้นมากมายตามมา แต่สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองในแผ่นดินล้านนาซึ่งมาจากนโยบายของรัฐบาลกลาง ป่าไม้ เหมืองแร่ ทรัพยากรต่าง ๆ ที่เขาหาได้โดยง่ายก็ถูกยึดครองเป็นของรัฐ รัฐบาลกลางได้เข้าไปยึดถือครองและทำให้ความเป็นอยู่ของพวกเขาเลวร้ายลง กฏเกณฑ์ของรัฐบาลกลางนั้นไม่เอื้อกับความเป็นอยู่ของเขาจึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ ล้านนาที่เคยเป็นดินแดนที่เรียบง่าย งดงาม ก็ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เขาต้องการหรือไม่. .. นั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลกลางไม่เคยเพียรถาม เขาได้แต่คิดว่าต้องเปลี่ยนต้องยึดโดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคนพื้นที่คิดอย่างไร มีคนพูดถึงว่า ?หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความเป็นล้านนาก็ค่อย ๆ หายและลบเลือนไป เขาเอาสิ่งที่ไม่ต้องการมาให้เราและก็ยังกดขี่เรา? คำกล่าวนี้น่าจะเป็นจริง แต่จะเป็นจริงอย่างไรนั้นต้องให้คนพื้นที่มาตอบเองข้าพเจ้าเพียงแต่มองจากสายตาคนอ่านหนังสือมาเท่านั้น

"สิ่งที่ตามมาคือความยากเข็ญในแผ่นดินล้านนา นายทุนเริ่มบุกไปเอาเปรียบ รัฐบาลกลางเริ่มขูดรีดและจัดระบบจนทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้ชีวิตเรียบง่ายได้เหมือนเดิม เกิดการดิ้นรนและต่อสู้เพื่อจะมีชีวิต ความเชื่อที่ว่าสาวเหนือนิยมมาขายตัวก็เกิดมาจากตรงนี้. .. แต่คุณเอกยุทธรู้ไหมว่าเพราะอะไรถึงมีการขายลูกกิน. .. ไม่มีใครที่ขายลูกในอกได้หรอกครับ ข้าพเจ้าเชื่อเช่นนั้นแต่ถ้าเขาแร้นแค้นไม่มีแม้แต่เงินจะยาไส้จึงบีบให้เขาต้องทำ ก่อนหน้านี้มาถ้าเรามองย้อนไปเคยเกิดเรื่องราวแบบนี้ไหมในแผ่นดินล้านนา สถานชำเราชายก็เป็นคนจีนเสียส่วนใหญ่ ตึกต่าง ๆ ในเยาวราชก็เป็นต่างด้าวและเป็นชาวจีนที่หนีภัยพิบัติและสงครามมา แต่ก่อนมีแต่คนจีนจริง ๆ ที่ทำอาชีพนี้แต่เมื่อคุณไปบีบคั้นเขาและล่อลวงมาชาวเหนือจึงตกเป็นขี้ปากอย่างปฏิเสธไม่ได้

"เขาไม่ได้มาขายตัวเพราะขี้เกียจ แต่มีการศึกษาพบแล้วว่า คนเหนือที่มาขายบริการในกรุงเทพฯ เพราะส่วนหนึ่งถูกล่อลวงมา พ่อแม่จำเป็นต้องขายพวกเธอเพราะถูกคนกดขี่เอารัดเอาเปรียบ ถ้าจะพูดกรุณาพูดให้ถูก ข้าพเจ้าขอแนะนำให้ท่านไปอ่านหนังสือของ สุภาพบุรุษน้ำหมึก อย่าง คุณ ณรงค์ จันทร์เรือง หนังสือเกือบทุกเล่มของท่านมีเนื้อหาเกี่ยวกับการผู้หญิงขายบริการไม่ว่าจะเป็น เทพธิดาโรงแรม เทพธิดาวารี เทพธิดาคาเฟ่ โดยเฉพาะ เทพธิดาโรงแรม ที่โด่งดังก็ชี้ให้เห็นชัดว่า มาลี เธอมาขายบริการเพราะอะไร ไม่ใช่เพราะความซื่อของเธอหรอกเหรอถึงถูกหลอก ไม่ใช่เพราะความเลวระยำของคนกรุงเทพฯ เหรอที่ไปล่อลวงเขามา

"ถ้าข้อความดูถูกผู้หญิงเหนือจะหลุดออกมาจากใครสักคน ข้าพเจ้าไม่คิดเลยจะออกมาจากคนที่มีชาติกำเนิดดีและมีการศึกษาที่ดีอย่างท่านเลย ทำไมคนอย่างท่านถึงดูเหตุและปัจจัยไม่ออกครับ ทำไมถึงกล่าวว่าคนทั้งภาคทั้ง ๆ ที่ภาคนั้นได้ช่วยเหลือให้เราได้เป็นไทยจนถึงทุกวันนี้ เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าวันนั้นเขาเลือกจะไปทางอังกฤษ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าประเทศไทยในวันนี้จะเหลือแผ่นดินแค่ไหนกัน. .. และจากประวัติศาสตร์ก็บอกชัด ๆ ว่า รัฐบาลของประเทศไทยทั้งนั้นที่รังแกเขา ทำไมถึงถึงได้หยาบคายกับเพื่อนมนุษย์ได้ขนาดนี้ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ...


"แต่ผ่านอ่านคอมเมนต์คุณไป ข้าพเจ้าก็ได้พบว่า ท่านได้แก้ตัวไว้ถึงสองความเห็นว่า


?ต้องขออภัยนะครับ หากทำให้บางท่านไม่ชอบใจ..แต่กรุณาอ่านข้อความให้ชัดเจนครับ. .ไม่ได้กล่าวหาหรือดูถูกใคร แต่กล่าวในความเป็นจริง และน่าจะเข้าใจกันดีว่าหมายถึงใครครับ..ผมเคารพในสิทธิ์และทุกอาชีพ แต่ไม่ยอมรับพวกหน้าด้านที่ทำให้สังคมและประเทศเสียหายครับ. .และหญิงบริการก็ไม่ได้สร้างความเดือนร้อนให้ใครแต่คนบางคนที่ไม่มีสติปัญญาก็ไม่ควรอาสาเข้ามานี่ครับ. .?

และ ?คุณคุณหมายความว่า หากมีอาชีพขายบริการแล้วต้องยกย่องก็คงได้มั้งครับ. .ผมคิดว่าหากเข้าใจความหมายต่างกัน ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ แต่หากจะเอาความคิดตัวเองว่าวิเศษ เลอเลิศแล้วก็คงไม่ต้องมาแสดงความคิดเห็นกันครับ. .ผมจะพูดอย่างไร ก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่ได้พล่ามและไร้สติ..ความหมายก็แล้วแต่ผู้อ่านจะคิดและตัดสินกันเอง. .อย่าเอาความคิดตัวเองไปตัดสินคนอื่นครับ. .และหากจะกล่าวว่าผมดูถูกก็ตามสบายแต่บอกแล้วว่าผมรังเกียจพวกเกียจคร้านแต่อยากสบายโดยวิธีง่ายๆก็เท่านั้น. .ส่วนคุณจะชอบหรืออย่างไรก็ตามสบายคุณครับ. .?

"ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่า... สิ่งที่คุณพูดบนสเตตัสว่าอย่างไร คุณต้องรับผิดชอบให้ครบไม่ใช่มาถึงกลางลำก็แก้ตัว เพราะสิ่งที่คุณพูดมันเป็นแค่คำพูดของคนรู้ไม่จริง เพราะสาวเหนือที่มาขายบริการส่วนใหญ่นั้นเพราะถูกหลอก ส่วนขี้เกียจและแก้ปัญหาด้วยการขายตัวมันมีทุกภาคล่ะครับ แม้แต่ประเทศที่เจริญแล้วอย่างญี่ปุ่นและอเมริกาก็ยังมี มันมีกันทั้งโลกไม่ใช่แค่สาวเหนืออย่างเดียว. ..

"และถ้าในมุมมองของคุณนั้นก็บิดเบี้ยวเป็นอย่างมาก เพราะคุณปูไม่ใช่คนขี้เกียจแต่ถ้าคุณจะมองว่าเขาไม่มีปัญญานั้นก็เป็นสิทธิของคุณแต่คุณไม่มีสิทธิไปบอกให้เขาไปทำอะไรหรือไปชี้่ว่าเขาควรไปทำอะไรโดยเฉพาะอาชีพไม่พึงประสงค์เช่นนั้น. .."


ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จังหวัดเชียงใหม่ "กลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนาเจียงใหม่" กว่า 30 คนได้ออกมาเรียกร้องให้นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ซึ่งเขียนข้อความดูถูกผู้หญิงภาคเหนือในเฟซบุ๊ก ว่าสาวเหนือไร้สติปัญญาและโง่เขลา ขี้เกียจและขายบริการทางเพศ ออกมาขอโทษผู้หญิงภาคเหนือ เนื่องจากเป็นการหมิ่นประมาทผู้หญิงภาคเหนือทุกคน เบื้องต้นนางสุชีรา รักษาภักดี ประธานกลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนาเจียงใหม่แกนนำผู้หญิงภาคเหนือ ยังได้เดินทางเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับนายเอกยุทธ ในข้อหาหมิ่นประมาท โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เดินทางมาเป็นกำลังใจ

ด้านนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นผู้หญิงภาคเหนือคนหนึ่ง มีความห่วงใยต่อเรื่องดังกล่าวที่เป็นการดูถูกลูกผู้หญิงและมีความกังวลถึงชื่อเสียงของผู้หญิงภาคเหนือที่ถูกกล่าวหา ซึ่งเห็นว่าเป็นการหมิ่นประมาทความเป็นผู้หญิง ตนในฐานะ ส.ส. และเป็นผู้หญิง เตรียมที่จะแถลงประณามนายเอกยุทธ ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งจะมีบรรดาสมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงใหม่ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ที่เป็นผู้หญิงทุกคนจะออกมาต่อต้านและเรียกร้องให้นายเอกยุทธ ออกมาขอโทษ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และ ส.ส.พะเยา แสดงความเห็นว่านายเอกยุทธทำไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่ผู้ชายจะออกมาแสดงความคิดเห็นไม่ให้เกียรติผู้หญิงเช่นนี้

"ผมเป็นห่วงว่าจากนี้ไปนายเอกยุทธอาจจะมาภาคเหนือไม่ได้อีกต่อไป เพราะกลุ่มพลังสตรีหรือผู้หญิงภาคเหนือจะไม่ยอมรับและต่อต้านอย่างหนัก เนื่องจากเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นคนไม่ได้จำกัดว่าจะมีแต่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น หากแต่ทุกคนที่ได้รับสิทธิความเป็นคนเริ่มตั้งแต่มีการปฏิสนธิก่อร่างเป็นตัวตั้งแต่ในท้องของแม่แล้ว ดังนั้นทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงออกถึงการปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองอย่างเต็มที่ ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่านายเอกยุทธควรแสดงการขอโทษผู้หญิงเหนือโดยเร็ว เพราะไม่ว่าข้อความที่ได้โพสต์นั้นจะสื่อความหมายอย่างไรก็ตาม แต่เป็นข้อความที่มาจากนายเอกยุทธจึงต้องแสดงความเป็นสุภาพบุรุษขอโทษต่อผู้หญิงเหนือโดยเร็ว" นายวิสุทธิ์ กล่าว

ขณะที่สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี สัมภาษณ์ "คำ ผกา" คอลัมนิสต์ชื่อดัง ถึงกรณีดังกล่าว ซึ่งนักเขียนสตรีชาวเชียงใหม่กล่าวว่า ตอนแรกอ่านข้อความของนายเอกยุทธแล้วรู้สึกตกใจ เพราะเป็นข้อความสั้นๆ ที่มีลักษณะเข้าข่าย "hate speech" คือ 1. ดูถูกชาติพันธุ์ 2. ดูถูกผู้หญิง และ 3. เหยียดหยามดูถูกดูหมิ่นอาชีพโสเภณี

แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่า ถ้าเราโกรธหรือไม่พอใจต่อข้อความดังกล่าว แสดงว่าลึกๆ แล้ว เรามีทัศนคติที่ไม่ดีต่ออาชีพโสเภณีอยู่หรือเปล่า?
ทั้งนี้ โดยส่วนตัวมีความเห็นว่าอาชีพนี้ไม่สมควรถูกเหยียดหยาม และก็พยายามต่อสู้มาตลอดให้อาชีพโสเภณีมีเกียรติมีศักดิ์ศรี และเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายในสังคม

เมื่อพิธีกรสอบถามว่า สังคมไทยควรมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อนายเอกยุทธ คำ ผกา แสดงความเห็นว่า ประการแรก เราต้องถามกลับไปยังนายเอกยุทธว่า เขาโพสต์ข้อความนี้ขึ้นเพราะต้องการสร้างความแตกแยกในสังคมด้วยหรือไม่? และถ้าคนไทยเห็นด้วยกับประโยคแบบนี้ ก็จะสามารถทำให้ภาคเหนือกลายเป็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เหมือนกัน

ประการที่สอง สังคมไทยต้องทบทวนทัศนคติต่ออาชีพต่างๆ โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า ทุกอาชีพมีศักดิ์ศรีเท่ากัน ตราบใดที่ผู้ประกอบอาชีพนั้นๆ มีจรรยาบรรรณ ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพของตนเอง ตนเองจะไม่รู้สึกโกรธถ้ามีใครมาด่าว่าเป็นโสเภณี เพราะไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย แต่ถ้าคุณประกอบอาชีพใด แล้วไม่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตนเองและผู้อื่น อันนั้นน่าอับอายมากกว่า


ทั้งนี้ ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กซึ่งไม่พอใจข้อความดังกล่าว รวมตัวกันจัดตั้งเพจต่อต้านนายเอกยุทธขึ้นมา 2 กลุ่ม ได้แก่ "กลุ่มคนรักภาคเหนือ เรียกร้องให้ ?เอกยุทธ อัญชันบุตร? ออกมากราบเท้าสาวเหนือ" และ "มั่นใจคนเหนือไม่พอใจ Akeyuth Anchanbutr กับการดูถูกชาวเหนือเป็นหญิงขายบริการ" ซึ่งแต่ละกลุ่มมีผู้เข้ามาคลิกไลค์ราว 2 พันคน (ณ เวลา 18.00 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน)

http://www.matichon....pid=01&catid=01

#8 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 19 February 2012 - 01:30 PM

Posted Image

คล้ายจะบอกว่าหญิงสาวหน้าตาละม้ายใครบางคน ไปมีภารกิจพิเศษที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น แล้วเอกยุทธ อัญชันบุตร ผู้เคยมีกรณีอื้อฉาวแชร์ชาร์ตเตอร์เมื่อหลายสิบปีก่อน ไปพบเข้า จึงเป็นที่มาของอาการฟกช้ำดำเขียว เช่นที่เห็นนี้ แต่ ด้วยความเชื่อถือที่บางเบาของเอกยุทธ และกรณีที่ดูมีเงื่อนงำ ฟังคำเอกยุทธแล้ว ต้องฟังหูไว้หู

นายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ และเป็นเจ้าของเว็ปไซด์ ไทยอินไซเดอร์ เปิดแถลงข่าวภายหลังโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว กรณีถูกทำร้ายร่างกายที่ร้านกาแฟ โรงแรมโฟร์ซีซั่น หลังพบกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยนายเอกยุทธ กล่าวว่า หลังจากเกิดปัญหาเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังเจอนายกรัฐมนตรี ในเวลาประมาณ 14.00 น. และกลับออกมาในเวลาประมาณ 16.00 น. ซึ่งไม่ทราบว่ามาด้วยสาเหตุอะไรหรือเป็นการส่วนตัว ทั้งนี้ จากที่ตรวจสอบตารางการทำงานนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ พบว่าเวลาดังกล่าวถูกแจ้งว่าเป็นภารกิจส่วนตัว

นายเอกยุทธ กล่าวว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีออกไปไม่ถึง 10 นาที ตนก็ถูกทำร้ายกาย ถึงขั้นหมายปองเอาชีวิต ซึ่งตนได้ปัดป้อง และคนร้ายกำลังจะชักอาวุธปืน แต่ รปภ.ส่วนตัวได้มาป้องกันเหตุได้ทันท่วงที ทั้งนี้ ยืนยันว่า คนที่ทำร้ายเป็นคนรู้จักและใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดังนั้น อยากถามไปยังนายกฯว่าเหตุเกิดการลักษณะนี้ จะมีการดำเนินการอย่างไร

?เวลานายกฯไปไหน หากเกิดเหตุลักษณะนี้ ถือว่านายกรัฐมนตรีแย่มาก และผมในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่ง การวิจารณ์รัฐบาลในความไม่ชอบมาพากล เพื่อส่วนรวม และผมยืนยันว่าไม่มีธุรกิจใดกับนายกฯ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วันนี้ ผมอยากฝากถามว่านายกรัฐมนตรีมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ และบาดแผลที่ได้รับก็ถือว่าเล็กน้อย หรืออาจเป็นเพราะมานั่งผิดที่ ผิดเวลา หรือมาเห็นสิ่งที่ไม่สมควรเห็นหรือไม่? นายเอกยุทธ์ กล่าว

นายเอกยุทธ กล่าวต่ออีกว่า สถานที่ดีๆ มีมากมาย ซึ่งนายกฯจะสามารถปิดห้องอาหารที่ไหนก็ได้ และหากประชาชนอยู่ในความไม่สงบสุข นายกฯก็ไม่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะที่ผ่านมาประชาชนให้โอกาสมาแล้ว 6 เดือน ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม ที่นายกรัฐมนตรีเอาคนเผาบ้านเผาเมืองมาเป็นรัฐมนตรี เอาคนไม่โปร่งใสมาร่วมรัฐบาล แม้ตนไม่เห็นด้วย แต่การแต่งตั้งก็เป็นตามกระบวนการของกฎหมาย

?ผบ.ตร. กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่รู้เรื่องนั้น ช่วยบอกผมทีว่าใครเป็นคนทำร้าย แต่เบื้องต้นก็พอรู้ ใส่กางเกงยีนส์และพยายามชักอาวุธทำร้าย โดยสันนิษฐานไว้ก่อนน่าจะเป็นบุคคลนอกเครื่องแบบ ที่เคยเห็นหน้ากันดีว่าทำงานให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ยิ่งเกิดกับผมภายใน 10 นาที หลังจากนายกฯออกไป ทั้งที่ไม่เคยมีเหตุบาดหมางกับใคร นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ไม่แจ้งความ แต่หากรัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และให้เวลารัฐบาล 1 วันในการชี้แจง หากยังไม่ชี้แจงผมจะเริ่มเปิดเผยเรื่องที่เกิดขึ้นรายวัน และหากมีความคิดเห็นตรงข้ามรัฐบาลและถูกทำร้าย บ้านเมืองนี้ก็อยู่ยาก ทั้งนี้ สิ่งที่อยากให้ดำเนินการคือหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ? นายเอกยุทธ กล่าว

นายเอกยุทธ กล่าวต่อไปว่า สำหรับอาการบาดเจ็บนั้น มีอาการช้ำในและเลือดไหลอยู่ การรักษาความปลอดภัยคงใช้ชีวิตปกติ เพราะเชื่อว่าเขารอจังหวะจ้องจะทำร้ายผมอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการตรวจสอบกล้องวงจรปิดนั้น โรงแรมคงให้ความร่วมมือ และปล่อยให้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการจะดีกว่า


เมื่อเวลา 15.50 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงท่าอากาศยานทหารกองบิน6 ดอนเมือง เพื่อเดินทางไปร่วมงานศิษย์เก่าที่ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้าศึกษาในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลาย ก่อนไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจ ออกมาระบุว่าถูกทำร้ายหลังเจอนายกรัฐมนตรี ที่โรงแรมโฟซีซั่น เมื่อวานนี้(8 ก.พ.) พร้อมเตรียมแถลงข่าวถึงสาเหตุดังกล่าวในช่วงเย็นวันนี้(9ก. พ.) ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพียงแค่หันมายิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำถามใดๆ เมื่อถามย้ำว่ารู้จักนายเอกยุทธ หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ตอบคำถาม โดยได้เดินเข้าห้องพักรับรองทันที

นายเอกยุทธ อัญชัญบุตร ได้โพสต์ในเฟสบุ๊ค ว่า วันนี้ เวลา 16.00 น. จะเปิดแถลงข่าวเรื่อง "ถูกทำร้าย" ที่โรงแรมโฟร์ซีซันส์ โดยจะบอกถึงมูลเหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยระบุว่า "หลังจากเจอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่โรงแรมโฟร์ซีซันส์ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา เมื่อนายกรัฐมนตรี เดินออกจากโรงแรมไม่นาน มีคนเข้ามาทำร้ายผมในร้านกาแฟภายในโรงแรม จะให้คิดว่าไงดี ? เปิดศึกเล่นเถื่อนเลยหรือ ?

นายเอกยุทธ ยังโพสต์ข้อความต่อว่า หากวันนี้เขายิงผมได้..ก็อาจมีข่าวว่าผมค้ายาและมียาเสพติดมั้ง ? Google เหลิมเอาไงดีครับ ? จะอยู่กันแบบสงบ หรือว่าเปิดศึกเถื่อนๆกันให้ฉิบหายไปทั้งรัฐบาล ?

หากเปิดชื่อคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และขณะนายกรัฐมนตรีอยู่แล้วจะหนาวกันหมด คนใกล้ๆตัวทักษิณทั้งนั้น บาดแผลที่ได้ ไม่ได้ทำให้จิตใจผมย่อท้อและเกรงกลัว มีแต่ความทรงจำ ว่าครั้งหนึ่งประเทศไทยมีพวกชั่วมามีอำนาจ และบ้านเมืองไร้คนยำเกรงกฎหมาย ก็ต้องอยู่และสู้กันด้วยวิธีเดียวกัน !!!

ทั้งนี้ นายเอกยุทธ ยังได้โพสต์รูปภาพที่ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือ โดยเป็นภาพใบหน้าของนายเอกยุทธ ที่มีรอยฟกช้ำที่แก้ม จมูก และเปลือกตาด้านขวา

http://www.oknation....t.php?id=783262

#9 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 19 February 2012 - 01:59 PM

'ไทกร'ไม่จบ จี้ถาม7ข้อ ว.5โฟร์ซีซั่น

Posted Image

"ไทกร พลสุวรรณ" แกนนำอีสานกู้ชาติ ไม่จบ.. จี้ถามความชัดเจน 7 ข้อ กรณี ว.5 โฟร์ซีซั่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ. นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำอีสานกู้ชาติ ได้เขียนข้อความลงเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า หลังจาก นายเศรษฐา ทวีสิน ผู้บริหารแสนสิริ กรุ๊ป ออกมายอมรับว่า ได้พบกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จริง ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น ชั้น 7 โดยระบุว่า ไปพบพร้อมคนอื่นอีก 6-7 คน จึงมีข้อเท็จจริงและคำถามตามมาว่า

Posted Image
เศรษฐา ทวีสิน

1. ชั้น 7 ไม่มีห้องประชุม

2. ชั้น 7 เป็นห้องธรรมดา และห้อง suite

3. ห้อง suite แบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งเป็นชุดรับแขกขนาดเล็ก โซฟานั่งได้สองคน เก้าอี้อีกสองตัว บางห้องเป็นโซฟานั่งได้สองคนสองตัว ส่วนที่สองเป็นเตียงนอนและห้องน้ำ

4. นายเศรษฐาอ้างว่าไปพบ 6-7 คน รวมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็เป็น 8 คน แสดงว่า ในขณะพบกันต้องมี 4 คนต้องยืน หรือไม่ก็นั่งบนพื้น ตลอด 2 ชั่วโมง และอีก 6-7 คนนั้นมีใครบ้าง

5. รูมเซอร์วิสได้บริการเสิร์ฟน้ำ เสิร์ฟกาแฟ หรือไม่ เพราะคนในห้องเยอะมาก

6. ค่าเช่าห้องใครเป็นคนจ่าย จ่ายด้วยเงินสด หรือบัตรเครดิต และห้องที่ใช้หมายเลขอะไร

7. หลังการประชุมเสร็จ แม่บ้านเข้าทำความสะอาด ทำไมต้องแจ้งทำความสะอาดใหม่ และเปลี่ยนผ้าเช็ดตัวใหม่ด้วย จึงควรมีคนตอบเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องของศีลธรรมและจริยธรรม.

http://www.thairath....tent/pol/239446

#10 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 19 February 2012 - 02:02 PM





#11 User is offline   ไทยชน 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,289
  • Joined: 30-July 08

Posted 19 February 2012 - 06:09 PM

Posted Image

http://www.fourseaso...executive_club/

Treat yourself to a luxurious getaway by joining our Executive Club. Located on the seventh floor, the Club offers 24-hour service and a genuinely personal welcome in a stylish environment. (Fee applies.)

มีอะไรที่ชั้น 7 โรงแรมโฟร์ซีซั่น ก็ดูกันเอาเอง

Page 1 of 1
  • You cannot start a new topic
  • You cannot reply to this topic