ชุมชนคนเหมือนกัน : "อากง"เสียชีวิตแล้ว - ชุมชนคนเหมือนกัน

Jump to content

  • (2 Pages)
  • +
  • 1
  • 2
  • You cannot start a new topic
  • You cannot reply to this topic

"อากง"เสียชีวิตแล้ว ป้าอุ๊ คงแค้นใจหัวหน้า ฆาตกร Rate Topic: -----

#26 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 11 May 2012 - 05:28 PM

โสภณ พรโชคชัย: ความยุติธรรมที่ล่าช้าฆ่า 'อากง'
Fri, 2012-05-11 00:41
ดร.โสภณ พรโชคชัย
sopon@thaiappraisal.org facebook.com/dr.sopon

?อากง? นักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตายด้วยโรคมะเร็ง บางท่านที่เชื่อเขาทำผิดจริง อาจสมน้ำหน้าด้วยซ้ำ ผู้เขียนก็รักในหลวง ไม่เอาด้วยกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพใด ๆ แต่ผู้เชียนเชื่อว่าเขาไม่ได้กระทำผิด แต่หากเขาผิดจริง กรณีนี้ก็ยังอาจสร้างความเสื่อมเสียแก่ประเทศชาติได้

คดีประหลาดนี้เกิดขึ้นจากการฟ้องร้องว่า ?อากง? ส่งข้อความส่งโทรศัพท์มือถือ 4 ครั้งที่มีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปที่เลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในสมัยเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อกลางปี 2553 และศาลชั้นต้นตัดสินเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ให้จำคุก 20 ปี (ส่งข้อความ 4 ข้อความ ๆ ละ 5 ปี) ทั้งที่เขาไม่เคยรู้จักกับเลขานุการคนดังกล่าว

ศาลตัดสินเช่นนี้เพราะ ?เห็นว่าการที่จำเลยอ้างว่านำโทรศัพท์ไปซ่อมนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยไปยังห้างดังกล่าวปรากฏว่า จำเลยอ้างว่าจำชื่อร้านไม่ได้ ทั้งที่จำเลยต้องไปที่ร้านซ่อมโทรศัพท์อย่างน้อย 2 ครั้งในวันที่ส่งซ่อม และในวันที่ไปรับโทรศัพท์คืน ส่วนที่จำเลยอ้างว่าส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือไม่เป็น และไม่ทราบว่า หมายเลขผู้รับข้อความเป็นของเลขานุการอดีตนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นเรื่องง่ายที่จะกล่าวอ้างพยานหลักฐานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ . . .? {1}

ต่อมา ?อากง? ซึ่งป่วยมานานแล้ว ก็มีอาการหนักขึ้นจนเมื่อวันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม 2555 ก็ถูกส่งไปยังโรงพยาบาลกลาง ซึ่งไม่ได้เจาะเลือดหรือตรวจอะไรเป็นพิเศษเพราะหมดเวลา และยังติดเสาร์-อาทิตย์ พอถึงจันทร์จึงได้เจาะเลือด แต่ยังไม่ได้รักษาคงเพราะเป็นวันหยุดชดเชย รุ่งเช้าวันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2555 เขาก็ตายเพราะทนความเจ็บปวดต่อไปไม่ไหว {2}

กรณีนี้นายทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ชี้แจงว่า ?จำเลยได้ยื่นประกันตัวชั้นศาลอุทธรณ์ ศาลอาญาส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง แต่ระหว่างการพิจารณาชั้นอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยยื่นขอประกันตัวต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัววันที่15 มีนาคม 2555? {3} กรณีนี้ถ้าจำเลยต่อสู้ถึงสามศาลโดยไม่ได้รับการประกันตัวออกมารักษาตามปกติ ก็คงกินเวลานานมากจนตายในคุกแน่นอน ทนายจำเลยจึงได้ขอถอนอุทธรณ์คดีไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2555 เพื่อจะใช้สิทธิ์ยื่นถวายฎีกาเพราะการถวายฎีกาจะยื่นได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุด แต่การรอผลฎีกาก็คงต้องใช้เวลาพอสมควร

ก่อนหน้านี้ทนายของ ?อากง? ก็พยายาม ?ยื่นประกันตัว 6 ครั้งในขั้นศาลชั้นต้น และ 2 ครั้งสุดท้าย เป็นการยื่นต่อศาลอุทธรณ์ และยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัวโดยยื่นไปยังศาลฎีกา? {4} แต่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ประกันตัว เพราะ ?โดยศาลพิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีกับพยานหลักฐานที่ศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วนับว่าร้ายแรง ประกอบกับข้อที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยังไม่มีเหตุเชื่อว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด หากให้ปล่อยชั่วคราว ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะไม่หลบหนี และที่จำเลยอ้างเหตุความเจ็บป่วย ไม่ปรากฏถึงขนาดจะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ทั้งราชทัณฑ์ก็มีโรงพยาบาลที่จะให้การรักษาจำเลยได้ทันทีอยู่แล้ว? {5}

ข้อสังเกตที่สำคัญก็คือ ในการขอประกันตัว ได้ใช้ ?เงินสด 1 ล้านบาท พร้อมเงินประจำตำแหน่งนักวิชาการ และผู้ค้ำประกัน อีก 7 คน รวมประเมินราคา 2.2 ล้านบาทเศษ? {6} แต่ศาลก็ไม่อนุญาต และด้วยมาตรฐานที่ต่ำกว่าในการรักษาพยาบาลของเรือนจำโดยเฉพาะกรณีโรคร้าย เช่น โรคมะเร็ง เป็นต้น ?อากง? จึงต้องตายอย่างทุกข์ทรมานเช่นนี้ ความตายของ ?อากง? จึงสอดคล้องกับภาษิตกฎหมายว่า ?ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม? (Justice delayed is justice denied) {7}

ในสายตาของประชาคมโลก ย่อมมองว่า ?อากง? เป็น ?นักโทษการเมือง? ที่หมิ่นประมุขของประเทศ แต่กระบวนการตัดสินที่กินเวลานาน การลงโทษถึง 20 ปี และการที่เขาต้องตายโดยไม่มีโอกาสออกไปรักษาตามสมควร เป็นสิ่งที่นานาชาติยอมรับได้ยาก และกลับจะเป็นการสั่นคลอนและสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติภูมิและภาพลักษณ์ของประเทศ บุคคล และกระบวนการยุติธรรมไทยเป็นอย่างยิ่ง



อ้างอิง

{1} พลิก! คำพิพากษา"คดีอากง" http://www.matichon....2&subcatid=0202

{2} "อากง" เสียชีวิต หลังปวดท้องหนักตั้งแต่วันศุกร์ ภรรยาบอก "กลับบ้านเรานะ ตอนนี้เค้าปล่อยตัวลื้อแล้ว" http://www.matichon....&catid&subcatid

{3} อธิบดีศาลอาญาเตือนกลุ่มชุมนุมอากงอยู่ในความสงบ http://www.suthichai...om/detail/28939

{4} "อานนท์ นำภา" แจงยื่นประกัน "อากงSMS" 8 ครั้ง ก่อนตัดสินใจถอนอุทธรณ์ เผยจำเลยยืนยันไม่ได้ทำผิด http://www.matichon....atid=&subcatid=

{5} 'อากง' หมิ่นสถาบันนอนคุกต่อ! ศาลไม่ให้ประกัน http://www.manager.c...D=9550000024919

{6} ?อากง? หมิ่นเบื้องสูงคอตกนอนคุก ศาลอุทธรณ์ชี้พฤติการณ์คดีร้ายแรง http://www.dailynews.co.th/crime/14145

{7} ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม (Justice delayed is justice denied) http://en.wikipedia...._justice_denied

http://www.prachatai...l/2012/05/40461

#27 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 11 May 2012 - 05:33 PM

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: นิรโทษกรรมเหมาเข่งคือจุดจบพรรคเพื่อไทย
จาก ?โลกวันนี้วันสุข?
ฉบับวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2555

แม้การรดน้ำดำหัว พล อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2555 จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ผลสะเทือนทางลบในหมู่มวลชนที่มีต่อพรรคเพื่อไทยและต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ยังไม่จางหาย
สิ่งที่แกนนำพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.บางคน อาจจะยังไม่เข้าใจชัดคือ มวลชนคนเสื้อแดงหลายล้านคนทั่วประเทศไม่ใช่คนในสังกัดของพวกเขา คนเสื้อแดง ณ วันนี้คือ เสรีชนคนรักเสรีภาพและความเป็นธรรม มีความคิดตกผลึกทางประชาธิปไตยที่แจ่มชัดจากประสบการณ์ต่อสู้ทางตรงของพวกเขาเอง จนมองทะลุม่านหมอกมายา เข้าไปเห็นถึงแก่นในเนื้อแท้ของรูปการปกครองปัจจุบัน

การที่พวกเขาพากันไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้พรรคเพื่อไทย ไม่ใช่เพราะพวกเขาเชื่อวาทกรรม ?ปรองดอง? ของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นเพราะเห็นว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตยที่เข้าไปต่อสู้กับพวกเผด็จการในเวทีรัฐสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 แม้พรรคเพื่อไทยจะชูนโยบาย ?ปรองดอง? มาตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2554 แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน อีกทั้งภารกิจหลักเฉพาะหน้าในขณะนั้นคือ เข้ายึดเวทีสภาผู้แทนราษฎรและจัดตั้งคณะรัฐบาล ประเด็น ?ปรองดอง? จึงเป็นเรื่องรองที่เอาไว้สะสางในอนาคต

นับแต่ปลายปี 2554 ก็เป็นที่ชัดเจนยิ่งขึ้นทุกทีว่า นโยบาย ?ปรองดอง? ของพรรคเพื่อไทย ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ?การหย่าศึกให้กับทุกฝ่าย? ให้เลิกแล้วต่อกันทั้งหมด โดยเชื่อว่า นี่คือการยุติความขัดแย้งที่แท้จริง

นับตั้งแต่ได้เป็นรัฐบาล พรรคเพื่อไทยก็ได้ใช้วิธีการ ?ส่งสัญญาณสารพัด? ให้ฝ่ายอำนาจรัฐรู้ว่า จะไม่มีการรุกไล่ ไม่มีการแตกหัก ไม่มีการเผชิญหน้าอีกต่อไป ?ขีดเส้นแบ่งพื้นที่การเมืองคนละส่วน? ขอเพียงอีกฝ่ายนิ่งสงบอยู่ในที่ตั้งของตน และยอมให้แก้รัฐธรรมนูญอย่างจำกัดขอบเขต ด้วยคำสัญญาว่า จะไม่มีการลิดรอนอำนาจที่แท้จริงใด ๆ ของพวกเขา ทั้งพรบ.กลาโหม งบประมาณทหาร การแต่งตั้งข้าราชการทหาร ตำรวจ จนกระทั่ง การไปรดน้ำ พล อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เป็นสัญญาณ ?ขอหย่าศึก? ครั้งล่าสุด นี่อาจเป็นยุทธวิธีที่จำเป็นในภาวะปัจจุบันที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่มีอำนาจรัฐที่แท้จริงในมือ

ในส่วนมวลชนคนเสื้อแดงที่เป็นพื้นฐานของพรรค แกนนำพรรคเพื่อไทยก็ ?หย่าศึก? ด้วยการ ?เยียวยาเป็นเงินแสนเงินล้าน? ให้กับผู้ที่บาดเจ็บและเสียชีวิต และเพื่อให้มีแรงต่อต้านน้อยที่สุด จึงเป็นการ ?เยียวยามวลชนทุกฝ่าย? โดยเชื่อว่า การแจกเงินเยียวยาก็น่าจะทำให้มวลชนเสื้อแดงที่บาดเจ็บล้มตายพอใจและคลายความเคียดแค้นลง

ในส่วนแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ก่ออาชญากรรมทับถมไว้มากมาย รวมทั้งแกนนำรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และนายทหารที่รับคำสั่งให้ฆ่าหมู่ประชาชนเมื่อเดือนเมษายน- พฤษภาคม 2553 พรรคเพื่อไทยก็จะ ?หย่าศึก? ด้วยการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้ทั้งหมด โดยมีอานิสงส์เป็นการนิรโทษกรรมมวลชนเสื้อแดงที่ถูกจับกุมคุมขังไปพร้อมกันด้วย

จากทั้งหมดนี้ แกนนำพรรคเพื่อไทยหวังว่า ฝ่ายเผด็จการจะพอใจและยอมให้รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่บริหารประเทศต่อไป และที่สำคัญคือ จะยอมยกเลิกคดีความทั้งหมดเกี่ยวกับพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจะได้กลับสู่ประเทศไทย ?อย่างสมเกียรติ? โดยเร็ว ประกอบกับการแก้รัฐธรรมนูญในกรอบฉบับปี 2540 สำเร็จ ก็เท่ากับว่า ได้ทำให้การเมืองไทยหวนกลับไปสู่สภาพการณ์ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั่นเอง!

แผนการ ?หย่าศึก? ที่ว่านี้ นับเป็นความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ที่อ่อนหัด เพ้อฝัน และไร้เดียงสาทางการเมืองของแกนนำพรรคเพื่อไทย และในท้ายสุดแล้ว อาจเป็น ?การฆ่าตัวตายทางการเมือง? ที่สมบูรณ์แบบอีกด้วย

ฝ่ายจารีตนิยมไม่มีวันหย่าศึกกับฝ่ายประชาธิปไตย ประวัติศาสตร์การต่อสู้ระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตยในทุกประเทศทั่วโลกตลอดสองร้อยปีมานี้คือข้อพิสูจน์ ชะตากรรมของคณะราษฎรหลังปี 2490 คืออุทธาหรณ์เตือนใจ ในหลายสิบปีมานี้ เราเคยเห็นพวกเขาประนีประนอม ?ยอม? ให้ใครบ้างแม้สักหน? และที่ใกล้ตัวที่สุดคือ ประสบการณ์ส่วนตัวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เองตลอดหกปีมานี้ ทั้งหมดนี้ยังไม่พออีกหรือ?

แต่ ?จุดชี้เป็นชี้ตาย? ของพรรคเพื่อไทยคือ การมุ่งออก พรบ.นิรโทษกรรม ล้างความผิดให้กับ ?ทุกคนทุกฝ่าย? โดยไม่เลือกหน้า โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือ ไม่เอาโทษคนที่สั่งฆ่าประชาชนเมื่อเมษายน- พฤษภาคม 2553

ในชั่วชีวิตของคนไทยปัจจุบันก่อนปี 2552 เราได้เห็นเหตุการณ์ที่อำนาจรัฐใช้กำลังทหารเข่นฆ่าหมู่ประชาชนบนถนนกลางกรุงมาแล้วถึงสามครั้ง แล้วตามมาด้วยการนิรโทษกรรม ?ให้กับทุกฝ่าย? แบบเหมาเข่งทุกครั้ง ซึ่งแท้ที่จริงก็คือ นิรโทษกรรมให้กับผู้ที่สั่งฆ่าประชาชนในแต่ละครั้ง ในขณะที่ประชาชนที่ถูกทำร้ายและถูกฆ่านั้นไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วพวกเขาจะเอาการนิรโทษกรรมไปทำไม!

การนิรโทษกรรมสามครั้งในอดีตจึงเป็นตราบาปและความอยุติธรรมที่โจ่งแจ้งที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยปัจจุบัน

แผนการ ?ปรองดอง? ของแกนนำพรรคเพื่อไทยกำลังจะทำให้การเข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองเมื่อเมษายน- พฤษภาคม 2553 เป็นฆาตกรรมครั้งที่สี่ที่ฆาตรกรหนีลอยนวลไปได้! นี่จะเป็นความอยุติธรรมอย่างยิ่งต่อประชาชนที่สูญเสียชีวิต บาดเจ็บพิการและติดคุกจากเหตุการณ์นั้น และจะเป็นตัวอย่างให้เกิดครั้งต่อ ๆ ไปอีก

ส่วนข้ออ้างที่ว่า นิรโทษกรรมเป็นการทั่วไปก็เพื่อให้ประชาชนที่มีคดีและติดคุกได้พ้นโทษด้วยนั้น ฟังไม่ขึ้น เพราะประชาชนที่มาชุมนุมในวันนั้นกำลังใช้สิทธิทางการเมืองอันชอบธรรมของพวกเขา เรียกร้องอย่างสันติให้ยุบสภา พวกเขาจึงไม่ได้กระทำผิดใด ๆ แต่พวกเขาต่างหากที่ถูกละเมิดสิทธิ์ขั้นพื้นฐานด้วยประกาศและคำสั่งต่าง ๆ จากกฎหมายความมั่นคงและกฎหมายภาวะฉุกเฉินในขณะนั้น กระทั่งท้ายสุด ถูกละเมิดสิทธิ์ในชีวิตด้วยการถูกทำร้าย ฆ่า และจับกุมคุมขัง

แนวทางที่ถูกต้องจึงควรเป็นไปตามที่คณะนิติราษฎร์เสนอในประกาศฉบับที่ 34 คือ ต้องไม่มีการนิรโทษกรรมให้แก่บรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงตลอดจนการสลายการชุมนุมทุกเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ให้นิรโทษกรรมโดยทันทีต่อประชาชนที่ละเมิดกฎหมายความมั่นคงและกฎหมายฉุกเฉินทั้งหมด การกระทำที่เป็นความผิดตามกฎหมายอื่นที่มีเพียงลหุโทษ ก็ให้พ้นความผิดโดยสิ้นเชิง และส่วนที่เป็นความผิดตามกฎหมายอาญาหรือที่ไม่ใช่ลหุโทษ ก็ให้มีการจัดตั้ง ?คณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง? ขึ้นโดยมีอำนาจในการพิจารณาดำเนินการเป็นราย ๆ ไป

แกนนำพรรคเพื่อไทยจะต้องไม่ก้าวล่วงไปในกับดักนิรโทษกรรมเหมาเข่ง จะต้องเดินหน้าเคียงบ่าเคียงไหล่กับมวลชนของตนไปแสวงหาความยุติธรรมและประชาธิปไตยจนถึงปลายทางที่สุด ความยากลำบากอันตรายและความล่าช้าทั้งปวงเป็นสิ่งที่มวลชนเข้าใจและเห็นใจพรรคเพื่อไทยอยู่เสมอ

ข้อเตือนใจคือ วันใดที่พรรคเพื่อไทยออกกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง คือวันที่มวลชนเสื้อแดงทั่วประเทศจะละทิ้งพรรค คือวันที่แกนนำพรรคเพื่อไทยและผู้นำเข้าถึง ?ความเสื่อม? อย่างถึงที่สุด และวันนั้น ขบวนประชาธิปไตยจะไม่มีพรรคเพื่อไทยเป็นเพื่อนร่วมทางอีกต่อไป

#28 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 11 May 2012 - 06:42 PM

"สุนัย"เล็งนำ"คดีอากง"พิจารณาในกมธ. หมิ่นเหม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 17:39:30 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.00 น. ที่รัฐสภา นายแบรด อดัมส์ ประธานองค์การสิทธิมนุษยชนภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เข้าพบนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อสอบถามถึงการเสียชีวิตของนายอำพล ตั้งนพกุล หรืออากง ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยนายสุนัยกล่าวว่า การเสียชีวิตของนายอำพลเป็นปรากฏการณ์ที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยธรรมในประเทศไทย ซึ่งกรรมาธิการต่างประเทศเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญและกังวลว่าจะเกิดการเสียชีวิตของนักโทษทางเมืองและความคิดในคุกอีก เป็นที่ทราบดีว่า 4-5 ปี ไทยมีนักโทษทางการเมืองและทางความคิดเป็นจำนวนมาก อาทิ นายสมชัย พฤษาเกษมสุข นายสุรชัย แซ่ด่าน รวมทั้งคนเสื้อแดง โดยเฉพาะนายสุรชัยที่มีอายุมากแล้ว เกรงว่าจะเสียชีวิตในคุก ทั้งนี้ จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของกรรมาธิการฯ ในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้

"เห็นได้ชัดว่า คดีอากงเป็นคดีแรกที่ทำให้เกิดกระแสต่อต้านในหมู่ประชาชน โดยไม่ยอมรับคำพิพากษา ตนเห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เหมือนแผ่นดินไหวทางการเมือง เป็นความรุนแรงที่เกิดแผ่นดินไหว แต่ทุกคนกลับนิ่งเฉย" นายสุนัยกล่าว

ด้านนายอดัมส์กล่าวว่า ตนรู้สึกไม่ดีเลยที่กลับมาพูดเรื่องเดิม แต่ไม่ได้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยเฉพาะคดีหมิ่นสถาบัน ตนก็เคยพบนายกฯ คนปัจจุบัน และนายกฯ คนก่อนหน้านี้ ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าในเรื่องการให้การประกันตัว เราเห็นว่าการที่ให้บุคคลทั่วไปดำเนินการฟ้องร้องได้นั้น เป็นสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้น เพราะจะนำไปสู่การกลั่นแกล้งกันได้ ซึ่งการฟ้องร้องควรดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐและมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่กลั่นกรองว่า เรื่องดังกล่าวสมเหตุสมผลหรือไม่ รัฐบาลควรมีคำสั่งไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดให้มีการจัดการคำร้องที่ไม่มีมูลออกไปจากสารระบบ

"สถานะของไทยขณะนี้เสื่อมถอยไปมากในสายตานานาชาติ ซึ่งปัจจัยหนึ่งมาจากอัตราโทษที่รุนแรงและจำคุกเป็นเวลานาน ซึ่งส่วนมากมาจากคดีหมิ่นสถาบัน เป็นเรื่องที่ชาวโลกไม่สามารถเข้าใจได้ อาทิ กรณีคดีอากง บทลงโทษรุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับคดีอาชญากรรม คดียาเสพติด เมื่อเทียบกันแล้วไม่สมเหตุสมผล" นายอดัมกล่าว

นายอดัมกล่าวอีกว่า รัฐบาลและศาลยุติธรรมควรปฏิรูปกฎหมาย เพื่อลดอัตราการลงโทษในคดีหมิ่นสถาบัน เพราะที่ผ่านมาการตัดสินในคดีหมิ่นสถาบันมีการดึงเอาเหตุทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น การตัดสินของศาลต้องมีเหตุผลที่อธิบายได้ อดีตไทยเคยมีเสรีภาพทางสื่อออนไลน์มากที่สุด แต่ระยะหลังมีการปิดกั้น ซึ่งกติการะหว่างประเทศกำหนดให้สังคมประชาธิปไตยควรมีการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นให้น้อยที่สุด แต่ไทยกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม

http://www.matichon....atid=&subcatid=

#29 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 11 May 2012 - 07:20 PM

กานดา นาคน้อย: ลิเกสยาม
Fri, 2012-05-11 16:20

?อากงSMS?คือตัวอย่างล่าสุดของสองมาตรฐานในระบบยุติธรรมไทย ในขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุลได้ประกันตัวในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่อากงไม่ได้ประกันตัวในคดีเดียวกันจนเสียชีวิตในคุก เมื่อเทียบกับผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมที่ร่ำรวยอย่าง? กำนันเป๊าะ?ซึ่งหลบหนีหลังได้รับประกันตัว ก็ยิ่งชัดเจนว่าคุกไทยมีไว้ขังคนจน

คณะกรรมการนอนหลับทับสิทธิมนุษยชน

ความล้าหลังของระบบยุติธรรมไทยโด่งดังในต่างประเทศทั้งจากการรายงานข่าวของสำนักข่าวต่างชาติและจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดมานานแล้ว อาทิ ข่าวคดีเพชรซาอุ ข่าวอาชญากรข้ามชาติอาศัยอยู่ในประเทศไทย ข่าวคดีนายราเกซ สักเสนา ภาพยนตร์ที่นำเสนอว่าผู้ต้องหาโดนหลอกให้รับสารภาพผิด [1] กรณีอากงเสียชีวิตในคุกด้วยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็เป็นที่สนใจของหนังสือพิมพ์ต่างชาติแม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ธุรกิจอย่างไฟแนนเชียลไทม์ โดยรวมแล้วระบบยุติธรรมไทยวิวัฒนาการช้ากว่าบริการรถไฟของรฟท. หลายร้อยปี แม้ว่ารถไฟของรฟท.หวานเย็นเชื่องช้าแต่รถไฟชั้น 1 และชั้น 3 ก็ถึงปลายทางพร้อมกัน ส่วนระบบยุติธรรมไทยยังล้าหลังเท่ายุคกาลิเลโอค้นพบว่าโลกกลมเมื่อ 380 ปีที่แล้ว ในขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างชาติแถลงการณ์เรียกร้องความยุติธรรมให้อากง แต่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไทยนอนหลับทับสิทธิอยู่ที่ไหนไม่ปรากฎ

โครงสร้างคณะกรรมการสิทธิฯเองก็มีปัญหา คณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิฯมีจำนวน 7 คน ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกจำนวน 1 คน และบุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกจำนวน 1 คน ทำหน้าที่สรรหาและคัดเลือกคณะกรรมการสิทธิฯจำนวน 7 คน ด้วยมติที่มีการลงคะแนนโดยเปิดเผยและมีคะแนนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ แล้วเสนอรายชื่อผู้ได้รับเลือกพร้อมความยินยอมของผู้นั้น ต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงข้างมากโดยวิธีลงคะแนนลับ [2]

กระบวนการสรรหาดังกล่าวแสดงว่าคณะกรรมการสิทธิฯอยู่ภายใต้อำนาจศาล ทั้งๆที่ตามหลักการประชาธิปไตยแล้วคณะกรรมการสิทธิฯต้องคานอำนาจศาลเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้ระบบยุติธรรม ด้วยเหตุนี้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิฯจึงเหมือนหน่วยราชการที่ซ้ำซ้อนกับศาล สถานะองค์กรอิสระของสำนักงานดังกล่าวเป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกหรือเรียกได้ว่าเป็นองค์กรอิสระแบบไทยๆ โครงสร้างคณะกรรมการสิทธิฯคล้ายคลึงกับคณะลิเกที่มีพล็อตสะท้อนสังคมเจ้าขุนมูลนายในอดีต คณะกรรมการสิทธิฯเปรียบได้ดั่งฉากหนึ่งใน? ลิเกสยาม?

จริยธรรมในลิเกสยาม

องค์ประกอบสำคัญของ?ลิเกสยาม?คือการอ้างอิงจริยธรรม รัฐบาลสุรยุทธ์ปรับโครงสร้างคณะกรรมการสิทธิฯและบัญญัติประมวลจริยธรรมกรรมการสิทธิฯและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิฯเพื่อให้ดูเหมือนว่าคณะกรรมการสิทธิฯมีประมวลจริยธรรมทัดเทียมกับองค์กรอิสระในประเทศที่พัฒนาแล้ว [3] แต่สาระสำคัญทีสุดของประมวลจริยธรรมคือความศักดิ์สิทธิ์ของประมวลจริยธรรม ความศักดิ์สิทธิ์ของประมวลจริยธรรมเหมือนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายตรงที่ว่ามาจากการบังคับใช้ การอ้างอิงจริยธรรมโดยไม่บังคับใช้ไม่สามารถทำให้ประมวลจริยธรรมศักดิ์สิทธิ์ ความเงียบของคณะกรรมการสิทธิฯต่อความเลือดเย็นในคดีอากงและคดีอื่นๆอีกมากมายทำให้ประมวลจริยธรรมเป็นเพียงสคริปต์ลิเกสยาม

ส่วนบทความ?อากงปลงไม่ตก?ของโฆษกศาลยุติธรรมอ้างอิงจริยธรรมอย่างลึกซึ้งกว่าประมวลจริยธรรมของคณะกรรมการสิทธิฯ [4] ถ้ากระบวนการยุติธรรมใช้การ"ปลง?เป็นบรรทัดฐานแทนการ? พิสูจน์?หลักฐาน ก็จะแปลว่าผู้พิพากษาคือนักบวชในชุดครุย และจะแปลว่าระบบยุติธรรมไทยในปัจจุบันคล้ายคลึงกับระบบยุติธรรมของคริสตจักรเมื่อ 380 ปีที่แล้วที่ปฏิเสธการพิสูจน์หลักฐานและพิพากษาให้กาลิเลโอโดนกักบริเวณจนตาย

ในความเป็นจริงไทยไม่ใช่รัฐศาสนา แม้ไทยมีการถ่ายทอดพิธีกรรมทางศาสนา(เช่น พิธีกรรมวันพืชมงคล พีธีกรรมวันมาฆบูชา)ด้วยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเหมือนซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นรัฐศาสนาที่ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช แต่รัฐธรรมนูญไทยไม่กำหนดให้ศาสนาใดเป็นศาสนาประจำชาติและพลเมืองไทยนับถือหลายศาสนา ดังนั้นการอ้างอิงหลักปฎิบัติของศาสนาใดศาสนาหนึ่งให้เป็นบรรทัดฐานของระบบยุติธรรมราวกับว่าไทยเป็นรัฐศาสนาแบบซาอุดิอาระเบียจึงเป็นเรื่องที่ขัดกับสถานะของประเทศในปัจจุบัน

สายลมปฎิรูป

ข่าวอากงเสียชีวิตในคุกทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูประบบยุติธรรม กล่าวคือ การปฎิรูปม.112 การปฎิรูปด้านสิทธิผู้ต้องหาและนักโทษซึ่งครอบคลุมถึงสิทธิในการรับบริการสาธารณสุข ดิฉันเห็นด้วยกับข้อเสนอทั้งหมด ขอเสนอเพิ่มเติมว่าน่าจะลดอำนาจศาลในการสรรหาคณะกรรมการสิทธิฯ และน่าจะช่วยกันตามหาคณะกรรมการสิทธิฯ ไม่รู้ว่าป่านนี้คณะกรรมการสิทธิฯดำดินหายสาบสูญไปจากศตวรรษที่ 21 แล้วหรือยัง?

ดิฉันหวังว่าสายลมปฎิรูปจะไม่แผ่วเบาจนไปไม่พ้นลิเกสยาม

หมายเหตุ

[1] Brokedown Palace: http://www.imdb.com/title/tt0120620/
[2] ความเป็นมาของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ชุดปัจจุบัน) http://www.nhrc.or.t...d=Historysecond
[3] ประมวลจริยธรรมกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ http://www.nhrc.or.t.../jariyatham.pdf
[4] 'อากงปลงไม่ตก'เปิดคำเฉลย!ที่มาแห่งคดีโดยโฆษกศาล

http://www.prachatai...l/2012/05/40466

#30 User is offline   michelle 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,005
  • Joined: 05-November 09

Posted 13 May 2012 - 07:23 AM

RIP อากง

เรื่องเล่าของสองคุณปู่ผู้ชราภาพ http://www.zenjourna...

#31 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 13 May 2012 - 09:00 AM

อธิบดีศาลยันสั่งไม่ให้ประกัน"อากง"ตามหลักกฎหมาย

Posted Image

อธิบดีศาลอาญายันพิจารณาไม่ให้ประกัน อากง หมิ่นเบื้องสูง ตามหลักกฎหมาย สภาฯข้องใจตรวจสอบ แจงไม่ใช่ป่วยแล้วจะได้ประกันทันที ต้องดูความร้ายแรงอาการและรุปคดีด้วย ชี้หากไม่เหมาะสมให้สภาฯแก้กม. ยกกรณี ผอ.ไอเอ็มเอฟ โต้สุนัย อดประกันเมื่อต้องคดีทางเพศ

นายทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวถึงกรณีที่มีการวิจารณ์เรื่องการประกันตัวนายอำพล ตั้งนพกุล อากง จำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อายุ 61 ปี ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย แต่กลับไม่ได้รับการประกันตัว ว่า เรื่องที่มีการอ้างถึงความเจ็บป่วยของผู้ต้องขังว่าควรจะได้รับการประกันตัวนั้น ไม่จำเป็นว่าเมื่ออ้างความเจ็บป่วยแล้วจะต้องได้รับการประกันตัวเสมอไป แต่ก็เป็นเรื่องที่ศาลจะนำมาประกอบการพิจารณาจากสำนวนที่ยื่นมาว่ามีความเหมาะสมในเรื่องของอาการบาดเจ็บและคดีมีความร้ายแรงหรือไม่ เพราะปัจจุบันถึงจะถูกคุมขังถ้ามีการเจ็บป่วยหนักจริงทางเรือนจำก็สามารถส่งตัวมารักษาข้างนอกได้ โดยคดีอากง ตนได้สั่งให้ตรวจสอบในสำนวนว่าการยื่นขอประกันตัวได้ระบุหรือไม่ว่าอาการเจ็บป่วยหนักขนาดไหน แต่เท่าที่ทราบการประกันตัวครั้งสุดท้ายที่ก็มีการอ้างถึงความเจ็บป่วยจริงแต่ทั้งนี้ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อน

" ระบบศาลยุติธรรมนั้นมีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ หากสภาผู้แทนราษฎรสงสัยในสำนวนไหนก็สามารถเรียกเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมชี้แจงได้ ที่ผ่านมาก็มีการปฏิบัติเช่นนี้หลายครั้งถ้าสภาฯตรวจสอบแล้วยังเห็นว่าไม่เหมาะสม สภาฯจะเสนอแก้ไขกฎหมายตั้งเป็นหลักเกณฑ์มาเลยว่า จำเลยป่วยสามารถประกันตัวได้ แต่ก็ต้องดูว่าทั่วโลกมีหลักกฎหมายแบบนี้หรือไม่ แค่ไหน"อธิบดีศาลอาญากล่าว

ส่วนกรณีที่นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ กล่าวถึงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา112 ว่าเป็นคดีทางการเมืองและไม่ได้ความเป็นธรรมในเรื่องของการประกันตัวและจะเป็นการบีบให้ต้องรับสารภาพ ซึ่งต่างชาติมองว่าเรื่องนี้หมิ่นเหม่ต่อสิทธิมนุษยชน นายทวี กล่าวว่า ปกติการให้ประกันตัวของทุกศาลนั้นมีหลักเกณฑ์และขั้นตอน แม้กระทั่งในต่างประเทศเองก็ตาม ไม่ใช้เรื่องการประกันตัวบีบเพื่อให้รับสารภาพ ซึ่งศาลก็ปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญที่ให้มองว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่กฎหมายก็เปิดให้ศาลใช้ดุลพินิจว่า จำเลยจะหลบหนีหรือไม่ และให้ประกันไปแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ ยกตัวอย่างคดีในต่างประเทศ เช่น กรณี ผอ.ไอเอ็มเอฟ ที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง แต่ถูกกล่าวหาคดีทางเพศนั้น ตอนแรกศาลเองก็มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว แต่พอผ่านไประยะหนึ่งก็ดูพฤติกรรมและก็ผ่อนปรนหลักเกณฑ์และให้ประกันตัวในที่สุด

(เนชั่น)

#32 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 13 May 2012 - 09:14 AM

ใบตองแห้ง On Air : รัฐบาลขี้ขลาด 111+1



#33 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 13 May 2012 - 10:44 AM

คุยกับคนเชิญการ์ดงานศพ 'อากง' สู่มือ ศาล ตำรวจ นักการเมือง และกรรมการสิทธิ
Sun, 2012-05-13 02:29

Posted Image

Posted Image

นิธิวัต วรรณศิริ ตัวแทนจากกลุ่มเสรีราษฎรเป็นบุคคลผู้ที่ตระเวนเยี่ยมเยียนนักโทษทางการเมืองและผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ทางการเมืองมาตั้งแต่ต้นและอย่างสม่ำเสมอ ?อากง? ก็เป็นบุคคลหนึ่งที่เขาดูแลใกล้ชิดและมีส่วนร่วมในการฟังคดีแทบทุกครั้ง

หลังการเสียชีวิตของอากง หนุ่มวัยยี่สิบกว่าที่ผูกพันกับอากงเสมือนเป็นญาติของเขาคนนี้ได้ทำการ์ดเชิญร่วมสวดอภิธรรมศพอากงฉบับขยายใหญ่ ตระเวนยื่นให้แก่บุคคลที่เขาเห็นว่า มีส่วนร่วมต่อการกำหนดชะตากรรมของอากงที่ลงเอยด้วยการเสียชีวิตในเรือนจำ

11 พ.ค.55 เขาเดินทางไปรัฐสภาเพื่อนำการ์ดเชิญให้ ?สมเกียรติ ครองวัฒนสุข? อดีตเลขานุการนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเขาเป็นผู้ได้รับข้อความ 4 ข้อความและแจ้งความต่อตำรวจ

อย่างไรก็ตาม นายวิโรจน์ นุ่นสุวรรณ์ ตัวแทนที่ประชุมฝ่ายค้านในรัฐสภาของพรรคประชาธิปปัตย์ เป็นตัวแทนลงมารับการ์ดเชิญโดยระบุว่านายสมเกียติไม่ได้เข้ามาทำงานที่สภาในวันนั้น

วันเดียวกัน เขาและคณะราว 3-4 คนเดินทางไปยังศาลอาญา เพื่อนำการ์ดไปให้กับอีก 3 คือ ?ทวี ประจวบลาภ? อธิบดีศาลยุติธรรม ซึ่งเพิ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าศาลไม่สามารถพิจารณาให้ประกันตัวได้เนื่องจากจำเลยถอนอุทธรณ์ทำให้คดีถึงที่สุดแล้ว

ต่อมาคือ ?สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ? โฆษกศาลยุติธรรม ซึ่งเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์เรื่อง ?อากงปลงไม่ตก? ตอน 1 และตอน 2 ผู้สร้างความฮือฮาด้วยวาทะ ?สำหรับบุคคลที่เจนโลก โชกโชน สันดานเป็นโจรผู้ร้าย มีเจตนาทำร้ายสังคมสถาบันหลักของประเทศชาติและองค์พระประมุข อันเป็นที่เคารพสักการะของคนในชาติให้เกิดความหลงผิดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ผู้เขียนเชื่อว่า ไม่มีใครอยากให้คนเช่นนี้ลอยนวลอยู่ในสังคมเพื่อสร้างความเสียหายต่อเนื่องหรือแก่ผู้อื่นอีก?

และสุดท้ายคือ ?ชนาธิป เหมือนพะวงศ์ ผู้พิพากษาที่ตัดสินพิพากษาโทษ 20 ปี

ในคราวนี้ สุชาดา แก้วทรงประสิทธิ์ หัวหน้ากลุ่มงานประชาสัมพันธ์ศาลอาญา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนรับบัตรเชิญดังกล่าว ต่อมาเว็บไซต์มติชนรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า อธิบดีศาลอาญาเตรียมถกผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนส่งหรีดให้ "อากง"

ไม่เพียงเท่านั้น นิธิวัตและคณะยังคงวางแผนที่ดำเนินกิจกรรมต่อ โดยในวันจันทร์ที่ 14 พ.ค.นี้ จะนำบัตรเชิญไปส่งถึง ?พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู? จาก ปอท. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) ที่นำกำลังตำรวจเข้าจับกุมตัวอากงนับสิบนาย และ ?อมรา พงศาพิชญ์? ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน โดยเขาระบุว่าเหตุผลว่า ?เป็นเพราะเงียบมาตลอด 481 วัน ที่อากงไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว และก็ยังคงเงียบต่อมาอีก 5 วัน ที่อากงต้องเสียชีวิตคาเรือนจำ?

000000

ทำไมจึงคิดกิจกรรมนี้ขึ้นมา มีวัตถุประสงค์อะไร

ในฐานะของประชาชนคนหนึ่งที่ติดตามคดีอากงมาอย่างใกล้ชิด เราเคยร่วมกัน "ขอความเมตตา ขอความเป็นธรรม" กับบุคคลในกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จนสุดท้ายเราไม่ได้รับการตอบรับใดๆ ในทางที่ดีขึ้น จนเราต้องสูญเสียอากงไป

เราจึงคิดว่า ท่านทั้งหลายที่เรานำบัตรเชิญไปให้นั้นคือผู้ที่มีส่วนรับรู้ รับทราบ และเคยกุมกุญแจบางอย่างของชะตากรรมอากงไว้ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่ใช้สิ่งนั้นในยามที่อากงยังมีชีวิต ภายในงานศพอากง อาจจะนับเป็นโอกาสสุดท้าย หากท่านเหล่านั้นยังมีมนุษยธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ มากกว่าการตกเป็นเครื่องมือของอุดมการณ์อะไรบางอย่างมาทำลายชีวิตชายชราผู้บริสุทธิ์วัย 62 ปีคนหนึ่ง


ปฏิกิริยาของคนที่ได้รับการ์ดเชิญเป็นอย่างไร

ไม่มีใครยอมลงมารับด้วยตนเอง ทุกคนส่งตัวแทนลงมา สำหรับนายสมเกียรติ (ครองวัฒนสุข) ผู้แจ้งความอากง ตัวแทนอ้างว่าวันนั้นไม่ได้เข้ามาทำงานที่สภา สำหรับตัวแทนจากศาล บอกว่าผู้บริหารศาลทุกท่านกำลังติดประชุมอยู่ พอยื่นเสร็จบ่ายสองโมงกว่าๆ ก็มีข่าวลงว่า อธิบดีศาลอาญาจะปรึกษากับผู้พิพากษา เจ้าของสำนวนว่าจะส่งพวงหรีดมาร่วมหรือไม่ และโฆษกศาลยุติธรรมที่ได้รับบัตรเชิญด้วยนั้นติดภารกิจอยู่ต่างประเทศจะกลับมาหลังวันที่ 18 พ.ค. ซึ่งงานสวดศพอากงจะเสร็จสิ้นในวันที่16 พ.ค.

อย่างน้อยเราก็ได้เห็นฟีตแบ็คจากศาล ซึ่งหากเป็นช่วงที่ไม่เกิดวิกฤตศรัทธากระบวนการยุติธรรมแบบตอนนี้ ผมเดินเข้ามายื่นในศาลแบบนี้คงถูกคดีหมิ่นศาลไปแล้วก็เป็นได้


ต้องการให้คนที่ถูกเชิญมางานจริงๆ หรือเป็นเพียงสัญลักษณ์สื่อสารกับสาธารณะ

ถามว่าอยากให้มารึเปล่า ผมคงตอบแค่ว่า ผมเคยเห็นเขาเหล่านั้น "อยากมีส่วนร่วม" กับ "คดีอากง" ทางหน้าสื่อ อยู่แต่เดิมแล้ว ก่อนอากงเสียบ้าง หลังอากงเสียบ้าง หากพวกเขามีแนวคิดว่าสิ่งที่เขากระทำเหล่านั้นไม่ได้ขัดต่อหลักมนุษยธรรม หรือตกเป็นเครื่องมือของอุดมการณ์อะไรบางอย่างที่ทำให้ประชาชนธรรมดาคนหนึ่งเสียชีวิตคาคุก ก็เป็นสิทธิ์ของเขาที่เขาจะมาร่วมหรือไม่มาก็ได้

เอาเข้าจริง ถ้ามาก็อาจโดนชาวบ้านรุมด่า แต่ถ้าหากเป็นผม ถ้าผมมี "ส่วนรวม" ใดๆ ที่สร้างความชอบธรรมให้กับ "การขังอากงจนตาย" ผมคงยอมไปโดนด่า เพื่อแสดงตนว่าไม่ได้อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แต่ทำไปตามหน้าที่ พอถึงงานศพ "ตัวบุคคล" จึงต้องมาร่วมแสดงมนุษยธรรม หากจะโดนใครด่าก็เป็นเรื่องที่เป็นบทเรียนที่ชาวบ้านจะสะท้อนถึงท่านๆเหล่านั้นนั่นเอง

ตัวผมเองแค่มาเชิญพวกท่านในนาม "บุคคล" ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะหัวโขนอะไร ตำแหน่งอะไรก็ตามแต่ ผมไม่ได้จะไปด่าทอ หากแต่ท่านเหล่านั้นก็คือบุคคลที่ "เป็นมนุษย์ขี้เหม็นธรรมดาๆ" เหมือนกับประชาชนอย่างเราๆ ทุกๆคน เช่นกัน อาจจะพอมีจิตใจของมนุษย์อยู่มากกว่าหัวโขนที่สวมใส่อยู่บ้างก็เป็นได้ ก็เท่านั้นเองครับ


เรื่องนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างหรือตัวบุคคล กิจกรรมนี้มุ่งที่ตัวบุคคลไปไหม?

แน่นอนมันเป็นปัญหาที่ตัวโครงสร้าง และปัญหาหนึ่งของโครงสร้างนั้นคือเรายังแตะต้องวิพากษ์วิจารณ์ระบบอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ เพราะมีกฎหมายหมิ่นศาล และระบบตุลาการก็ไม่มีอำนาจอะไรจะไปตรวจสอบถ่วงดุลได้ และระบบนี้ใช้ตัวบุคคลที่ถูกตีกรอบตามอุดมการณ์อะไรบางอย่างมาใช้เป็น เครื่องมือ และในเมื่อเราแตะที่ตัวระบบอย่างเต็มที่ไม่ได้ ถ้าเปรียบเป็นเครื่องจักร การทำกิจกรรมนี้ก็เหมือนไล่เลาะไล่ตรวจสอบดูฟันเฟืองแต่ละตัว ว่าทำงานแบบฟันเฟืองตายตัวหรือเป็นฟันเฟืองที่มีชีวิตและจิตวิญญาณ รับรู้ความผิดพลาดของโครงสร้างเครื่องจักร



http://www.prachatai...l/2012/05/40482

#34 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 13 May 2012 - 10:47 AM



ลูกชายคนโตของอากง ยืนยันทุกคนในครอบครัว มีความจงรักภักดีกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่อากง จะส่งเอสเอ็มเอสหมิ่นสถาบันฯ

ขณะที่ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง เรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้อง หาคนผิดตัวจริงมาลงโทษ เพื่อคืนความยุติรรมให้อากง

VoiceNews VoiceTV 12-05-2012

#35 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 13 May 2012 - 11:12 AM

Posted Image สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

สมมุติ ในยุคปัจจุบัน เรา ผมหมายถึง ประชาชนทั้งฝ่ายเชียร์เสื้อเหลือง หรือ เชียร์ เสื้อแดง เห็นข้อความประมาณนี้

"ไอ้มาร์คหัว ค ว ย มึงบงการฆ่าประชาชน ต้องเอาส้นตีนเหยียบหน้ามัน"

หรือ

"อียิ่งลักษณ์ชั่ว อีหีเหล็ก มึงแน่จริงมึงส่งทหารเหี้ยๆมาปราบพวกกูซิวะ โคตรอีดอกทอง ชั่วทั้งตระกูล"

(ใครทีตามข่าวแบบ "ลึกๆ" คงทราบว่า นี่เป็นข้อความที่ผม "แปลง" มาจากไหน)

จะรู้สึกยังไง? โกรธ ผมก็ว่าคงโกรธอยู่หรอก คนเชียร์อภิสิทธิ์ ก็คงโกรธ ข้อความแรก คนเชียร์ยิ่งลักษณ์ ก็คงโกรธข้อความหลัง

(ถ้าพูดกันจริงๆ ข้อความประเภทนี้ ก็เห็นกันประจำนะ ถ้าใครออนไลน์ทาง fb กันอยู่)

แต่มีใครซีเรียสไหมที่รู้สึกว่า ต้องดำเนินคดี? หรือเป็นความผิดร้ายแรงอะไรไหม?

ผมว่า ไม่ (มันเห็นกันเยอะ จนไม่มีใคร คิดจะดำเนินคดีหรอก)

ที่ผมยืนยันมาตลอดคือ ในเรื่อง "หมิ่นประมาท ดูหมิ่น" นั้น เราต้องใช้บรรทัดฐานปัจจุบัน ที่สังคมใช้กันอยู่ กับคนธรรมดาๆ แม้แต่คนระดับนายกรัฐมนตรี (มาร์ค หรือ ยิ่งลักษณ์)

นั่นคือ โดยบรรทัดฐานที่ใช้กันกับคนธรรมดาๆนั้น

ในขณะทีคนส่วนใหญ่ที่สุด เวลาวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช้คำไปถึงขั้นนี้ (แบบตัวอย่าง) แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อย ด้วยความโกรธ ความไม่พอใจ ก็ใช้กัน

ซึ่ง การใช้ถ้อยคำพวกนี้ คนจำนวนมาก ก็อาจจะรู้สึก ไม่เห็นด้วย ไม่พอใจ อาจจะถึงขั้น โกรธ

แต่เกือบทุกกรณี ไม่มีใคร สนใจ ซีเรียส ที่จะคิดว่า เป็นเรื่อง ต้องดำเนินคดี (ถ้าดำเนินคดี ตาม กม.หมิ่นประมาทจริงๆ ก็อาจจะผิด แต่โทษมันคือ ปรับ หรือจำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือ 6 เดือน เท่านั้น โดยบรรทัดฐานทั่วไป น่าจะอยู่ในขั้นปรับเท่านั้น)

นี่คือสิ่งที่ผมยืนยันมาตลอดว่า

เกี่ยวกับ การ "หมิ่นประมาท ดูหมิ่น" เจ้า นั้น

จะต้องใช้บรรทัดฐานเดียวกับ ที่ใช้กัน ในกรณีคนธรรมดาๆ ที่แม้แต่คนระดับ นายกฯ ก็ใช้กัน

ถ้าจะใช้คำว่า "ปล่อยตามธรรมชาติ" อย่างที่เราเห็นๆกัน ก็ได้ (ด่ากัน เอารูป มาแปะหัวควาย หัวหมา)

ไมใช่ เริ่มจาการเขียน กม.โดยใช้บรรทัดฐาน "วิชาการ"

(อันที่จริง ในประเทศประชาธิปไตย อย่างสหรัฐ หรือแม้แต่อังกฤษ (น้อยกว่า สหรัฐ) เขาต้องถือว่า กับบุคคลสาธารณะ จะต้องยอมใช้บรรทัดฐานที่ "ยืดหยุ่น" มากกว่าคนธรรมดาด้วยซ้ำ คือถ้าพูดแบบง่ายๆคือ "ยอมรับให้มีการด่ากันแรงๆ กว่าคนธรรมดา"

- และนี่เป็นประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วย แม้แต่ข้อเสนอ นิติราษฎร์ - คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก. 112) -

(โดยเฉพาะ ไม่เห็นด้วยกับ ที่ นักวิชาการ ครก.เอง ออกมาพูดหลายครั้งเรื่อง ภายใต้ข้อเสนอ ครก. ยัง "พูดหยาบคาย ดูหมิ่น ฯลฯ ไม่ได้" ดูที่ ดร.พวงทองพูดที่ราชบุรี หรือ ที่ยุกติ พูดในรายการทีวี 1-2 ครั้ง

กรณีนิติราษฎร์ ดูที่ผมแลกเปลี่ยน กับ อ.วรเจตน์ ในงาน อ.หยุด)

สิ่งที่ผมเคยตั้งข้อสังเกตไปก่อนหน้านี้คือ กรณี sms อากง นั้น ภายใต้ กม.พิเศษ ที่ นิติราษฎร์-ครก. เสนอ ก็ต้องถือว่า ผิดอยู่นั่นเอง

(จริงที่ว่า ถ้าใช้ กม.หมิ่นประมาทธรรมดา ก็อาจจะถือว่าผิด เหมือนกับที่ อาจจะถือว่า ผิด ถ้าใครด่า มาร์ค "หัว ค ว ย " หรือ ยิ่งลักษณ์ "หีเหล็ก" แต่มันต่างกันมาก ระหว่างการมี กม.พิเศษ กับการใช้ กม.ธรรมดา ในระยะยาว ไม่ต้องพูดถึง ในเชิง "การต่อสู้ทางอุดมการณ์")

..............

มีประเด็นหนึ่ง ที่ อ.วรเจตน์ และเพื่อน อ.นิติราษฎร์ บางท่าน แย้งผม คือที่ผมยืนยันว่า ต้องใช้ หลักการที่ว่า

"กม.หรือบรรทัดฐานใด ที่ดีพอสำหรับคนธรรมดา ก็ต้องดีพอสำหรับเจ้า" ด้วย

คือ อ.วรเจตน์ เสนอว่า ที่เสนอให้มี กม.พิเศษ เรื่องหมิ่นประมาท สำหรับประมุข นั้น เป็นเรื่อง "คุ้มครองประมุข" ไม่ใช่ "คุ้มครองเจ้า" คือ คุ้มครองตำแหน่งประมุข ไมใช่คุ้มครอง เพราะเป็นเจ้า

แต่ผมว่า ในความเป็นจริง 2 ประเด็นนี้ มันแยกกันไม่ได้ เพราะ (ก) ประมุขของไทย เป็นเจ้า ดังนั้น การคุ้มครองประมุข จึงเป็นการคุ้มครองเจ้าในทางเป็นจริง และ ที่สำคัญ (ข) สมมุติ ถ้าประมุขเป็นคนธรรมดา ผมสงสัยว่า ไม่น่าจะมีใคร รู้สึก make sense ที่จะมี กม.พิเศษ ให้ (ไม่มีใครคิดว่า ถ้ามีคนธรรมดา เป็นประมุข จะต้องมี กม.พิเศษ อีก)

https://www.facebook...349515628435056

#36 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 13 May 2012 - 04:55 PM

"สุวินัย ภรณวลัย" เขียนถึงกรณี "อากง" และ "ตั๊ก บงกช"

Posted Image

นายสุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ได้แสดงความเห็นต่อกรณีการเสียชีวิตภายในเรือนจำของนายอำพล ตั้งนพกุล หรือ "อากง" ผู้ถูกพิพากษาลงโทษฐานกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ดังนี้

(อากง) การเอาคนแก่ คนป่วย และคนตายมาเป็นอาวุธและเครื่องมือทางการเมืองในการสร้างความชอบธรรมให้กับความคิดและความเชื่อทางการเมืองของพวกตนเป็นความมืดบอดทางการเมืองที่น่าอดสู โดยส่วนตัวผมเห็นใจชะตากรรมของคนที่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองเหล่านี้ ซึ่งบางครั้งตัวเขาเองก็คงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกหลอกใช้ในเชิงสัญลักษณ์แห่งความเชื่อบางอย่าง แปลกดีมั้ยครับ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหน้าตาของ "อากง" เป็นอย่างไรและเป็นคนอย่างไร ที่ผ่านมาเขามีชีวิตและเติบโตมาอย่างไร แต่สังคมที่แตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรงต่างก็ปรุงแต่งความคิดความรู้สึกของตนเกี่ยวกับ "อากง" ตามพื้นเพความเชื่อของแต่ละคนออกมาได้ถึงขนาดนี้

(อากง 2) ผมขอพูดจากใจที่เปี่ยมไปด้วยมนุษยธรรมล้วนๆ และตัดความเห็นต่างทางการเมืองและแง่มุมทางกฏหมายออกไปให้หมด ผมคิดว่าโทษที่อากงถูกตัดสินนั้นหนักเกินไปแม้เขาสมควรจะได้รับโทษบ้างก็ตาม ผมได้อ่านจดหมายที่อากงเขียนทนายของเขาก่อนเสียชีวิตเพียงหนึ่งเดือนว่า "ในแต่ละวัน ผมเฝ้ารอให้อุ๊ (ภรรยา) มาเยี่ยม บางวันก็พาหลานๆ มา ทำให้ผมมีกำลังใจ ยิ้มได้บ้าง...ผมคิดถึงหลานๆ มากที่สุด ผมเขียนจดหมายถึงหลานทีไรก็น้ำตาไหลทุกทีเลย จนไม่อยากเขียนไปหา" อากงคือปุถุชนคนหนึ่ง มีหัวจิตหัวใจเช่นเราเช่นท่าน ถ้ามองกรณีของอากงจากมุมมองของมนุษยธรรมล้วนๆ ผมก็อดคิดไม่ได้ว่าการบังคับใช้กฏหมายอาญามาตรา 112 นี้เถรตรงอย่างเหลือเชื่อเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีอาญาอื่นๆ ของกระบวนการยุติธรรมไทยในอดีต ปัญหาจริงๆ นั้นคงอยู่ที่จะหาความสมดุลอันควรแก่เหตุของการลงโทษว่าจะอยู่ที่จุดใด โดยไม่ใช่การพิจารณาอย่างเถรตรงตามตัวบทกฏหมายเท่านั้นเหมือนกรณีนี้ แต่น่าเสียดายที่กรณีของอากงและการตายของเขาได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยคนบางกลุ่ม จนทำให้การถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผลเกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรา 112 ยังไม่อาจทำได้ในขณะนี้

(อากง 3) ผมเคยเจอคุณตั๊ก บงกช เพียงครั้งเดียวในชีวิตที่ศูนย์สิริกิติ์เมื่อเกือบสิบปีก่อน ตัวจริงของเธอที่ผมเห็นก็เป็นสาวไทยคนหนึ่งที่สวยสะดุดตาแบบไทยๆ ที่ใบหน้าและดวงตาอันใหญ่กลมโตของเธอ (ไม่ใช่หน้าอกหน้าใจของเธอ) ผมชื่นชอบการแสดงของเธอตั้งแต่ในเรื่อง "บางระจัน" แล้ว ผมคิดว่าตัวเธอมีความสามารถหลายด้านมากกว่าแค่รูปร่างของเธอนะครับ ล่าสุดความเป็นดาราดัง เป็นตัวของตัวเอง และกล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดทำให้เธอกลายเป็นตัวละครล่าสุดที่ถูกดึงเข้ามาในวังวนของความขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับกรณีอากง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คือภาคต่อของกรณีนิติราษฎร์กับมาตรา 112 นั่นเอง

(อากง 4) ผมคิดว่า การต่อสู้ทางความคิดและทางการเมืองใดๆ ตัวเราจะต้องไม่ละทิ้งจุดยืนของมนุษยธรรมเป็นอันขาด และไม่ควรไป "ลดทอนความเป็นมนุษย์" ของผู้ที่เราต่อสู้และเห็นต่างด้วยเป็นอันขาด เพราะถ้าหากเราพลั้งไปทำเช่นนั้น ตัวเรานี่แหละที่จะค่อยๆ สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าเราจะหลงหรืออวดอ้างตนเองว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกต้องหรือยืนอยู่ข้างความถูกต้องก็ตาม

นอกจากนั้น ในคอมเมนท์ต่อท้ายกระทู้ (อากง 2) นายสุวินัย ยังได้ตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับคดีอากง ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนระบุว่า

จริงๆ แล้วผมคิดว่าอากงไม่ได้เป็นคนส่ง sms นั้นด้วยตัวเองด้วยซ้ำ

.....

มีความเป็นไปได้สูงมากครับว่าอาจเป็นลูกหลานของอากงเป็นคนส่ง sms นั้น อากงจึงต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นคนส่งเองเพื่อปกป้องลูกหลานที่อากงรัก

.....

ข้อสันนิษฐานของผมคือคนใกล้ชิดอากงเป็นคนส่ง sms นี้ครับ และอากงเลยต้องรับแทนเพื่อปกป้อง

.....

มีอีกข้อสันนิษฐานหนึ่งก็คือ เพราะอากงรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งนี้จึงไปรับงาน sms นั้นมาครับ แต่อันนี้ต้องสามารถตรวจสอบฐานะทางการเงินของครอบครัวอากงในช่วงๆ หลังๆ จนมีหลักฐานแน่ชัดถึงจะฟันธงได้ครับ

http://www.matichon....atid=&subcatid=

#37 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 13 May 2012 - 05:05 PM

Economist not distributed (again).

Under the horrid Abhisit Vejjajiva regime of royalist repression, several issues of the Economist were not distributed in Thailand. Now under the lese majeste spinelessness of the Yingluck Shinawatra administration it has happened again.

Posted Image

Subscribers in Thailand have been told that they will not be get the issue dated 12 May 2012 because it contains copy on lese majeste. The article in question is:.

Thailand's l?se-majest? laws.

An inconvenient death.

A sad story of bad law, absurd sentences and political expediency.

The story is not controversial, but we assume that the distributor has declined to deliver it. Here it is:.

HIS only crime, allegedly, was to send four text messages to a government official about Thailand's royal family. But they were deemed by a court to be offensive to the monarchy, and under the country's strict and oppressive l?se-majest? laws Ampon Tangnoppakul was sentenced, in November, to 20 years in prison. The whole case, and especially the wildly inappropriate sentence, sparked an outcry, both in Thailand and abroad. Mr Ampon, a hitherto blameless and unrevolutionary 61-year-old, became known as "Uncle SMS". He denied all charges, claiming that he did not even know how to send a text message.

On May 8th Mr Ampon died in a Bangkok prison hospital. He had been unwell, but the exact cause of his death has still to be determined [PPT: other media says liver cancer]. It has provoked renewed concern over the increasingly harsh application of the l?se-majest? laws, enshrined in Thailand's criminal code and a newer Computer Crime Act. "Red shirt" activists, supporters of a former prime minister, Thaksin Shinawatra, who was deposed in a coup engineered by royalist generals in 2006, protested and delivered funeral wreaths to the hospital.

Some red shirts also express growing frustration on this issue with the present government, headed by Mr Thaksin's younger sister, Yingluck Shinawatra. Red shirts helped her Pheu Thai party to a landslide victory in a general election last July, and were hoping to see the new government tone down, or even repeal, the l?se-majest? laws.

After all, as they see it these laws in the past have been used mainly against Thaksin supporters for partisan political purposes, including to snuff out opposition to the coup against Mr Thaksin. Indeed, before 2006 the l?se-majest? laws were used sparingly. Since then, however, the number of convictions has shot up, and the sentences have got harsher. Critics argue that these laws are not only anachronistic, but also widely abused. Designed to prevent insults against the monarchy, they are now used to curb freedom of speech in general, and to prevent criticism even of the royal bureaucracy and the constitution.

Ms Yingluck, however, has barely objected. She appears to want to appease the royal bureaucracy, embodied in the figure of General Prem Tinsulanonda, the head of the privy council, so as to smooth the way for the return to Thailand of her elder brother by the end of the year. Mr Thaksin has been living in self-imposed exile in order to avoid a prison term for corruption in his homeland. Meanwhile, Mr Ampon has died a lonely death in a prison hospital, and the country's reputation is tarnished.

To be honest, there is nothing in this story at all that should cause the issue to be pulled. All of it has been said in Thai newspapers. Somebody associated with the newspaper has joined the absurdity associated with the law.

http://thaipolitical....wordpress.com/

#38 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 14 May 2012 - 09:45 AM

เปิดจดหมายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถึง อากง "อิสรภาพจากคนเป็นถึงคนตาย"
Sun, 2012-05-13 13:52


ร่างตัวเล็ก บอบบางในชุดกางเกงขาสั้น เสื้อสีเหลือง ของชายชราอายุ 61 ปี ชื่ออำพล ตั้งนพกุล หรือ "อากง" มาหาผมที่แดน 1 เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2555 เรานั่งคุยกันที่ใต้ต้นหูกวาง อากงบอกว่า เดินขึ้นบันไดเข้าห้องขังที่ชั้น 3 แดน 8 ไม่ไหวแล้ว ระยะนี้สามวันดีสี่วันไข้ คิดถึงลูกหลานเหลือเกิน ผมรับปากอากงว่าจะทำหนังสือถึงผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขังนายสมพงษ์ ประดิษฐ์วงศ์กุล ให้ย้ายกลับมาอยู่แดน 1 ให้อยู่ห้องเดียวกับผม

ถัดมาเพียงสัปดาห์เดียววันที่ 17 เมษายน 2555 ผมเจออากงคราวนี้ร่างกายผ่ายผอม ซูบเซียวมากกว่าเดิม อากงบอกว่าออกกำลังกายมากจนเจ็บท้อง หลังจากนี้ผมพบอาจารย์สุดา รังกุพันธ์ ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ซึ่งมาฟังการไต่สวนคดีของผม จึงได้แจ้งให้อาจารย์สุดาให้ช่วยประสานงานการย้ายห้องขังของอากงให้ด้วย

วันที่ 21 เมษายน 2555 ผมเจออากงก่อนเยี่ยมญาติ อากงบอกว่าอยู่ในคุกนานแล้ว ทุกข์ทรมานเหลือเกิน ผมสอบถามว่าใครเล่าทำให้อากงติดคุกแบบนี้ อากงตอบด้วยแววตาซื่อสัตย์ว่า "โทรศัพท์" และยืนยันหนักแน่นว่า "ผมส่ง SMS ไม่เป็น" ผมจึงถามอากงว่า เป็นคนจำพวกล้มเจ้าหรือเปล่า อากงบอกว่า "ผมรักในหลวง ถ้าออกจากคุกจะไปถวายพระพร"

ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของอากง โดยปราศจากข้อสงสัยทั้งสิ้น ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผมถูกจองจำได้พูดคุยกับอากงหลายครั้ง ได้รับคำตอบเหมือนเดิมทุกประการ นอกจากเป็นคนส่งข้อความโทรศัพท์มือถือไม่เป็นแล้ว ในชีวิต 60 ปีของอากง อากงไม่เคยรู้จักนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมาก่อน และแน่นอนที่สุด เป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้เบอร์โทรศัพท์มือถือของนายสมเกียรติอีกด้วย

การตัดสินลงโทษสถานหนักเป็นเวลา 5 ปี จำนวน 4 กระทง รวมจำคุกทั้งสิ้น 20 ปี สำหรับชายชราเงอะงะ ไม่ประสีประสาทั้งในเรื่องเทคโนโลยีและเหตุการณ์บ้านเมือง จึงค่อนข้างเป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับผู้รักความเป็นธรรมจนทำให้ข่าวอากงถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปีโด่งดังไปทั่วโลก

ขณะที่ศาลตัดสินลงโทษอากง 20 ปี ผมถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ผมได้เขียนโคลงสี่สุภาพถึงอากง ขณะที่กำลังรอการพิจารณาไต่สวนอยู่มีข้อความดังนี้


ตระละการบอดใบ้


หกสิบปีเฒ่าท้น..............เดียงสา

ภักดีกษัตรา..................ถ่องแท้

ถูกกักขังกล่าวหา.............หมิ่นกษัตริย์

ติดคุกยี่สิบปี...................ป่นปี้ยาวนาน

อากงอาการเศร้า.............โศกศัลย์

SMS มหันต์...................บ่รู้

เทคโนโตไม่ทัน..............แน่แท้

ใครส่งสงสัยอ้าง.............อาจเอื้อม งุน งง

ใช้สี่ข้อความไซร์............ซังเต

รัฐประหารซวนเซ............แซ่ซ้อง

โทษถึงตายโอเค.............รอดพ้น

ตระละการบอดใบ้............เศร้าใจฉิบหาย

ประชาชนทนไม่ได้...........ต่อสู้

เสียงเล่าเขารับรู้...............สู่ฟ้า

อธิปไตยพวกกู.................กอบกู้

ตัวตื่นหยัดยืนสู้.................ต่อต้านทรราชย์


ทนายความนายอานนท์ นำภา และครอบครัวของเขายื่นคำร้องขอสิทธิประกันตัวอยู่หลายครั้งเพื่อให้อากงได้รับการรักษาพยาบาล และใช้ชีวิตชราภาพอยู่กับครอบครัว แม้ยื่นหลักทรัพย์จำนวนมาก และยังมีคณาจารย์จำนวนมากร่วมกันขอประกันตัวออกมา แต่ปรากฏว่าศาลยุติธรรมปฏิเสธที่จะให้การประกันตัวเช่นเดียวกันกับคนอื่น ๆ ที่ถูกกล่าวหาในคดีตามมาตรา 112 ด้วยเหตุผลเพียง 2 - 3 บรรทัด คือ มีโทษสูงกลัวการหลบหนี ในที่สุดอากงจึงสิ้นหวังต่อสิทธิการประกันตัวที่ถูกลิดรอนไปจากชีวิตของอากง

นี่คือความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานของอากง ที่ทำให้สุขภาพร่างกายและจิตใจของอากงทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว

อากงเป็นเสมือนพสกนิกรชาวไทยที่มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ แม้กระทั่งต้องติดคุกทุกข์ทรมานแสนสาหัสด้วยข้อหาดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 อย่างไม่เป็นธรรม การตัดสินลงโทษถึง 20 ปี ย่อมเป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ มาตรา 112 จึงขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพโดยสิ้นเชิง กระนั้นก็ตามสำหรับอากงที่กลายเป็นเหยื่อของมาตรา 112 ยังคงจงรักภักดีไม่มีเสื่อมคลายแม้แต่น้อย อากงจึงเชื่อว่าหากได้ขอพระราชทานอภัยโทษจากพระมหากษัตริย์แล้วจะได้รับความเมตตาให้ปล่อยตัวในที่สุด

วันที่ 4 พฤษภาคม 2555 ผมเจออากงเป็นครั้งสุดท้าย อากงบอกว่า "ผมขอไปก่อน" อากงมั่นใจเป็นอย่างมากว่าจะได้รับพระราชทานอภัยโทษอย่างแน่นอน ในขณะที่มือกุมท้องที่บวมเปล่งด้วยความเจ็บปวด อากงมีอาการแบบนี้มา 3 เดือนแล้ว แต่ไม่มีโอกาสตรวจรักษาอย่างละเอียดเพียงพอ เพราะสำหรับนักโทษในทุกเรือนจำทั่วประเทศต่างรับทราบกันดีว่า หากไม่มีอาการปางตาย จงอย่าเยื้องกายไปสถานพยาบาลของเรือนจำ มิเช่นนั้นจะถูกไล่ตะเพิดเหมือนหมู หมา กา ไก่ เพราะพวกนักโทษในสายตาของหมอ พยาบาล คือ พวกสัตว์ชั้นต่ำที่ไม่สมควรได้รับการรักษาพยาบาล กระนั้นก็ตามแม้มีอาการปางตาย กว่าจะไปพบแพทย์ หรือได้รับยารักษาพยาบาลก็มีขั้นตอนยุ่งยาก ส่วนใหญ่อาจพิการ หรือไม่ก็สิ้นชีวิตไปเสียก่อน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 ผมได้รับทราบข่าวว่า อากงสิ้นลมหายใจไปแล้ว ความตายเป็นหายนะที่น่าสะพรึงกลัว ในฐานะเป็นนักโทษที่ร่วมชะตากรรมเดียวกัน ทันใดนั้นหัวใจผมเหมือนจะหยุดเต้น เลือดในกายเหมือนจะเย็นยะเยือก กำลังวังชาเหือดหายไปในทันที

"ผมขอไปก่อน" ประโยคสุดท้ายที่ไม่ได้หมายถึงการได้รับพระราชทานอภัยโทษให้ปล่อยตัว แต่หมายถึงความตายที่พรากวิญญาณของอากงจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ชายชราผู้บริสุทธิ์เดียงสา ต้องตายจากไปด้วยมาตรา 112 ที่เป็นเครื่องมือการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การตายของเขาสะท้อนกระบวนการยุติธรรมที่ไร้มาตรฐานของไทยเราที่เกิดขึ้นครั้งแล้ว ครั้งเล่า

ความตายของอากงคือความเหี้ยมโหด อำมหิตของมาตรา 112 และกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล ทั้งหมดนี้คือความเป็นจริงที่เจ็บปวดรวดร้าวของนักโทษตามมาตรา 112 ที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานราวสัตว์เดรัจฉานในกรงขัง

อิสรภาพของร่างอันไร้วิญญาณ คือ เถ้าถ่านแห่งความทรงจำที่เจ็บปวดของสังคมเผด็จการภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตย คือความเลวทราบต่ำช้าที่ถูกปิดบังซ่อนเร้นภายใต้การโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องบุญบารมี และความดีจอมปลอม เพื่ออำนาจที่ฉ้อฉลของพวกเหล่าอภิสิทธิ์ชนในสังคมไทย

ไปสู่สุคติเถิด...อากงได้รับอิสรภาพแล้ว !!!


สมยศ พฤกษาเกษมสุข
เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แดน 1
วันที่ 10 พฤษภาคม 2555

หมายเหตุ: ประชาไทได้รับจดหมายจากผู้ใกล้ชิด สมยศ พฤกษาเกษมสุข จึงขออนุญาตนำเผยแพร่ต่อสาธารณะ และขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้
http://www.prachatai...l/2012/05/40485

#39 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 14 May 2012 - 03:23 PM

คดี ?อากง? เอสเอ็มเอสสะเทือนทรวง

Posted Image

สังคมโลกกำลังเฝ้ามอง ?คนแก่? ติดคุก จากความผิด ในคดีส่งข้อความผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ แล้วถูกตัดสินว่าส่งข้อความหมิ่นสถาบัน ต้องโทษนอนคุก 20 ปี

หลังศาลมีคำพิพากษาตัดสิน ในคดีพิพากษาคดีหมิ่นเบื้องสูง หมายเลขดำ อ.311/2554 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายอำพล ตั้งนพกุล อายุ 61 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐาน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14(2),(3) ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลใดๆอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

โดยคดีนี้ โจทก์ฟ้องสรุปว่า ระหว่างวันที่ 9-22 พ.ค.53 จำเลยใช้โทรศัพท์มือถือส่วนตัวพิมพ์ข้อความอันเป็นการจาบจ้วง ดูหมิ่นพระเกียรติยศ และหมิ่นประมาทใส่ความให้ร้ายเบื้องสูง แล้วส่งข้อความดังกล่าวไปยังโทรศัพท์มือถือของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งเป็นบุคคลที่สามเหตุเกิดที่แขวงสามเสนใน เขตพญาไท แขวงและเขตดุสิต กทม. , ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมือง จ.สมุทรปราการ เกี่ยวพันกัน

ศาลฯ ตัดสินลงโทษ จำคุกจำเลยเป็นเวลา 5 ปี จำนวน 4 กระทง รวมจำคุกทั้งสิ้น 20 ปี

ซึ่งคดีดังกล่าว คำพิพากษาถือเป็นที่สุด แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงกันในสังคม ว่า กรณีอากง เป็นผู้กระทำการด้วยรายละเอียดอย่างไร และมีความเกี่ยวพัน กับเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ปลายทางอย่างไร รวมทั้งในเรื่องของข้อสังเกตว่า ในข้อโต้แย้งทางคดี ที่ผู้ต้องหา พยายามสู้ในประเด็นที่ว่า ?มือถือ? ไม่ได้อยู่กับตัวเอง และไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อความ ด้วยตัวเองนั้น ที่มาที่ไปและการพิสูจน์ทราบเป็นอย่างไร

เป็นคำถามที่หลายคนคิดสงสัย กันอยู่

กรณี เทียบเคียงผู้ถูกกล่าวหา ในลักษณะคล้ายคลึงกัน น่าจะเทียบได้ในกรณีของ คดีที่พนักงานอัยการ สั่งฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นเบื้องสูง กรณีนำคำปราศรัยของ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ไปเผยแพร่ซ้ำ

โดยคดีนี้ ศาลประทับรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2066/2553 โดยศาลสอบถามนายสนธิ แล้ว ยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับคดีหมายเลข อ.3323/2550 โดยมีคำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2551 เวลากลางคืน จำเลยนี้ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีปราศรัยกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ด้วยการกระจายเสียงทางเครื่องขยายเสียง ท่ามกลางประชาชนที่มาฟังจำนวนหลายคน มีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี และทางอินเตอร์เนต โดยผ่านทางเวปไซด์ของเอเอสทีวี ให้ประชาชนทั้งคนไทยและต่างชาติได้รับชมและรับฟังทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

มีข้อความซึ่งจำเลยนำเอาคำปราศรัยของนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล (หรือ ดา ตอร์ปิโด) ที่พูดบนเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง อันเป็นการพูดที่มีถ้อยคำหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และกล่าวคำพูดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

เหตุเกิดที่แขวง-เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 8 , ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ทางฝ่ายจำเลย มอบหมายนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ กรมธรรม์ประกันอิสรภาพ มูลค่า 500,000 บาท ยื่นขอประกันตัว ซึ่งศาลมีคำสั่งให้ประกันตัวนายสนธิ มูลค่า 500,000 บาท โดยศาลตีราคาประกัน 500,000 บาท

ขณะนี้คดี ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา บนชั้นศาล

คนหนึ่ง เป็นคนแก่ผมขาว ส่งเอสเอ็มเอส ไปยังบุคคลหนึ่ง ด้วยพฤติกรรมที่บอกว่าส่งซ้ำใน 4 ครั้ง จะข้อความเดียวกันหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน วันนี้คดีตัดสินได้เสร็จสิ้นตามกระบวนการยุติธรรม

ส่วนคนหนึ่ง ชื่อเสียงโด่งดัง เอาเรื่องที่มีการตีตราแล้วว่าเป็นข้อความผิดกฎหมาย ไปพูดต่อในที่สาธารณะ มีคนฟังมากมาย ยังไม่รู้ว่า ตอนจบของเรื่องเป็นอย่างไร ได้สิทธิตามกฎหมาย ออกไปพิสูจน์ความจริงได้

เรื่องแบบนี้ กลายเป็นบทสะท้อน ?อะไร? บางอย่าง ที่ฝังในระบบ ?โครงสร้าง? ของสังคม พร้อมถามหาความ ?เท่าเทียม?

คนหนึ่งคนมีค่าไม่เท่ากับ คนอีกหนึ่งคน ทั้งที่ทั้งสองคนอยู่ใต้กติกาเดียวกัน เป็นผู้เล่นในสนามเดียวกัน มีกรรมการที่มาจากหน่วยงานเดียวกัน

จนทำให้ สำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรป มีความเป็นห่วง พร้อมออกมาย้ำ ถึงจุดยืนของสหภาพยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการยึดมั่นในหลักนิติธรรม ประชาธิปไตย และการเคารพสิทธิมนุษยชน

สหภาพยุโรปขอสนับสนุนให้รัฐบาลไทยยึดมั่นในการนำหลักนิติธรรมนั้นไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม และไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับการสนับสนุนหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกด้วย

มีความห่วงใยกันมาก แสดงว่ามีคนจับตากันอยู่

สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีใครรู้ว่าในวันข้างหน้า ผลของเรื่องจะจบลงอย่างไร จะไปละม้ายกับคำกล่าวที่ว่า?ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความอยุติธรรม? (Justice delayed is justice denied.) ก็ไม่มีใครหยั่งรู้

เรื่องเทียบเคียงใกล้ๆกัน ชอบใจ คอลัมน์ชักธงรบ เรื่องแบบอย่างจากน้ำ โดย ?กิเลนประลองเชิง? หน้า 3 ไทยรัฐ ประจำวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 ลองหาอ่านกันดูนะ.

Produced by VoiceTV by pakornr 30 พฤศจิกายน 2554 เวลา 19:34 น.

0000000000000000000000000000000000000000000000000

Posted Image

นายทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ให้สัมภาษณ์"มติชน"ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ถึงกรณีนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ.ต่างประเทศ กล่าวถึงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา112 ซึ่งเป็นคดีทางการเมืองและไม่ได้ความเป็นธรรมในเรื่องของการประกันตัว โดยมองว่าจะเป็นการบีบให้ต้องรับสารภาพในคดีและต่างชาติมองว่าเรื่องนี้หมิ่นเหม่ต่อสิทธิมนุษย์ชนว่า ปกติการให้ประกันตัวของทุกศาลนั้นมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนแม้กระทั่งในต่างประเทศเองก็ตาม ไม่ได้มีการใช้เรื่องการประกันตัวผู้ต้องหาเป็นการบีบเพื่อให้รับสารภาพ ซึ่งศาลก็ปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญซึ่งให้มองว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่กฏหมายก็เปิดให้ศาลใช้ดุลพินิจ ถึงเรื่องว่าจำเลยจะหลบหนีหรือไม่ และให้ประกันไปแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่

?เรื่องนี้จะเห็นได้ในต่างประเทศว่า ขนาด ผ.อ.ไอเอ็มเอฟ ที่ตำแหน่งหน้าที่การงานสูงที่มีคดีเรื่องทางเพศนั้นตอนแรกศาลเองก็มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว แต่พอผ่านไประยะหนึ่งก็ดูพฤติกรรมและก็ผ่อนปรนหลักเกณฑ์และให้ประกันตัวในที่สุด?

ส่วนกรณีที่มีการวิจารณ์กันว่าคดีอากง(คดีนายอำพลหมิ่นเบื้องสูง) นั้นเป็นชายชราที่ป่วยเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้ายนั้นแต่กลับไม่ได้รับการประกันตัว ที่มีการอ้างถึงความเจ็บป่วยของผู้ต้องขังว่าควรจะได้รับการประกันตัวนั้น ไม่จำเป็น ว่าการที่อ้างความเจ็บป่วยจะต้องได้รับการประกันตัวเสมอไป แต่ก็เป็นเรื่องที่ศาลจะนำมาประกอบการพิจารณาจากสำนวนที่ยื่นมาว่ามีความเหมาะสม ในเรื่องของอาการบาดเจ็บ และคดีมีความร้ายแรงหรือไม่ เพราะปัจจุบันถึงจะถูกคุมขังถ้ามีการเจ็บป่วยหนักจริงทางเรือนจำก็สามารถส่งตัวมารักษาข้างนอกได้

ส่วนคดีอากงนั้นผมก็ได้สั่งให้มีการตรวจสอบในสำนวนว่าเป็นยังไง ตอนยื่นขอประกันตัวได้ระบุหรือไม่ว่าอาการเจ็บป่วยหนักขนาดไหน แต่เท่าที่ทราบการประกันตัวครั้งสุดท้ายก็มีการอ้างถึงความเจ็บป่วยจริงแต่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนอีกที แต่ในระบบศาลยุติธรรมนั้นมีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ ถ้าทางสภาผู้แทนราษฎรสงสัยในสำนวนไหนก็สามารถเรียกเลขาศาลฯไปชี้แจงได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการปฏิบัติเช่นนี้ไปแล้วหลายครั้ง

ถ้าทางสภาผู้แทนฯตรวจสอบแล้วยังเห็นว่าไม่เหมาะสม ทางสภาผู้แทนฯก็สามารถแก้ไขตัวกฏหมายและตั้งเป็นหลักเกณฑ์มาเลย ว่าจำเลยป่วยสามารถประกันตัว ก็สามารถทำได้ แต่ก็ต้องดูว่าทั่วโลกมีหลักกฏหมายแบบนี้หรือไม่ แต่ถึงไม่มีก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวการเปรียบเทียบระหว่างคดีของผู้ต้องหาหมิ่น112ที่ไม่ได้รับการประกันตัวกับ นาย สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรที่โดนกล่าวหาคดีเดียวกันกลับได้รับการประกันตัวไปนั้น เรื่องนี้ผมได้มีการตรวจสอบแล้วพบว่าคดีของนายสนธิยังไม่เข้าสู่กระบวนการของศาล ตอนนี้เรื่องยังมาไม่ถึง อาจจะอยู่ในชั้นของอัยการ หรือพนักงานสอบสวนอยู่ เพราะฉะนั้นดุลพินิจยังไม่ถึงขั้นของกระบวนการของศาลอาญา แต่ถ้าส่งสำนวนมาถึงเมื่อไหร่ก็ต้องใช้ดุลพินิจของศาลอีกครั้งว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่

http://www.matichon....9&subcatid=1905

000000000000000000000000000000000000000000000000000

ขนาดท่านตรวจสอบแล้ว จึงให้สัมภาษณ์

ทำไมคำพูดของท่าน จึงเชื่อถือไม่ได้

ไม่ตรวจสอบ ก็บอกว่าตรวจสอบ หรือตรวจสอบแล้ว ออกมาโกหก ให้มันพ้นๆไป

ขอไม่ยอมรับ มาด-ตะ-ถาน ของ ประเทด"ตายแลนด์" ว่ะ



#40 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 15 May 2012 - 01:45 PM

ปราปต์ บุนปาน : อากง
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 14 พฤษภาคม 2555)

Posted Image

ความตายภายในเรือนจำของผู้ต้องขังอย่าง "อากง" แม้จะเป็นการวายชนม์ของสามัญชนคนธรรมดา

ทว่ากลับสามารถสร้าง "แรงกระเพื่อม" ในวงกว้าง

เนื่องจากมีสมาชิกของสังคมไทยจำนวนมิใช่น้อย ซึ่งคลางแคลงใจต่อชะตากรรมที่นักโทษชราวัยกว่า 60 ปีผู้นี้ต้องได้รับ

แน่นอนว่าการเสียชีวิตของ "อากง" ย่อมส่งผลให้ทุกองค์กรใน "กระบวนการยุติธรรม" ไม่อาจหลบเลี่ยงหนีพ้นไปจากการถูกตั้งคำถาม

ทั้งประเด็นการนำหมายเลข "อีมี่" ของโทรศัพท์มือถือมาใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการฟ้องร้องคดี

หรือประเด็นการถูกปฏิเสธสิทธิในการขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งแล้วครั้งเล่า

อย่างไรก็ตาม ยังน่าดีใจว่า การชุมนุม-รดน้ำ-สวดพระอภิธรรมหน้าศาลอาญา รัชดา ได้ดำเนินไปอย่างสันติ

ขณะที่ศาลเองก็มิได้มีท่าที "แข็งกร้าว" ใดๆ ต่อปฏิกิริยาสะท้อนกลับเหล่านั้น ทั้งยังมีบุคลากรบางส่วนพยายามใช้เหตุผลอธิบายข้อวิพากษ์วิจารณ์อันเกิดขึ้นต่อคดี "อากง"

ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่คล้อยตามและโต้แย้งคำอธิบายดังกล่าว เช่นเดียวกันกับวิวาทะในกรณีอื่นๆ

นอกจากกระบวนการยุติธรรมแล้ว ปมขัดแย้งอีกประเด็นหนึ่งที่ผ่านการถกเถียงมาต่อเนื่องยาวนานพอสมควร และมีความเกี่ยวพันกับคดี "อากง" อย่างลึกซึ้ง ก็คือ "ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112"

ความตายที่เพิ่งเกิดขึ้นในสถานคุมขังของนักโทษ ม.112 คนหนึ่ง คงจะนำไปสู่การตั้งคำถามอันเด่นชัดยิ่งขึ้นว่า

ปัญหาของกฎหมายมาตรานี้อยู่ตรงไหน?

การบังคับใช้? ตัวบท? อุดมการณ์เบื้องหลังตัวบทซึ่งมีส่วนกำหนดความคิดและทัศนคติของผู้ทำหน้าที่ตีความกฎหมาย?

หรือทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาทั้งสิ้น?

สุดท้าย มรณกรรมของ "อากง" ยังนำพาทุกคนไปเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์อีกชุดหนึ่งซึ่งชวนกลุ้มใจไม่แพ้กัน

เมื่อดาราสาว "ตั๊ก-บงกช คงมาลัย" โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึง "คนตาย" ด้วยมุมมองที่ "ไม่ดี" สักเท่าไหร่

กระทั่งเธอถูก "คนเสื้อแดง" กลุ่มหนึ่งรวมตัวขับไล่ขณะเดินทางไปถ่ายทำภาพยนตร์ที่พัทยา

หากมองปรากฏการณ์ชุดนี้เฉพาะระดับ "พื้นผิว"

เราคงรู้สึกว่าสังคมไทยอยู่ในภาวะป่วยไข้วิกฤตยากเกินเยียวยา เพราะความเกลียดชังได้ลุกลามไปทั่วทุกแห่งหน ทุกฝักฝ่าย

แต่คำถามอีกระนาบหนึ่งที่พึงมี ก็คือ อะไรเป็นสาเหตุเบื้องลึกซึ่งทำให้คนไทยพร้อมจะโกรธเกลียดกันอย่างหนักหน่วงถึงขนาดนี้?

ถ้าเราสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อแสวงหาคำตอบของคำถามดังกล่าวได้โดยเสรี ผ่านการใช้เหตุผลและมีอารมณ์สงบเยือกเย็นมากพอ

เช่นดังเนื้อความใน "จดหมายถึงตั๊ก จากพี่โด่ง อรรถชัย อนันตเมฆ"

ก็ยังพอมีความหวังรางๆ อยู่บ้างว่า "แผลเก่า" รอยเดิมของสังคมไทยจะไม่ถูกตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนบ่อยครั้งเกินไปนักในอนาคตข้างหน้า

http://www.matichon....2&subcatid=0207

#41 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 16 May 2012 - 01:14 PM

ศาลต้องพิจารณาตัวเอง
Tue, 2012-05-15 19:59
ชำนาญ จันทร์เรือง

ไม่น่าเชื่อว่าศาลไทยจะไม่มีใครออกมาปกป้องเลย ไม่ว่าจากสื่อหรือประชาชนทั่วไปจากกรณี ?อากง? ที่เสียชีวิตในเรือนจำอันเนื่องมาจากการต้องคำพิพากษาศาลชั้นต้นถึง 20 ปีจากกรณีต้องสงสัยว่าส่งเอสเอ็มเอส หมิ่นเบื้องสูง และไม่ได้ประกันตัวในชั้นศาล ทั้งๆที่ได้รับการอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน เพราะโดยปกติแล้ว หากมีการวิจารณ์ศาลเกิดขึ้น มักจะมีการออกมาปรามทั้งหนักและเบาว่าระวังจะเข้าข่ายหมิ่นศาลหรือละเมิดอำนาจศาลอยู่เสมอ แต่ในคดีนี้กลับเงียบกริบ มีเพียงโฆษกศาลยุติธรรมและอธิบดีศาลอาญาออกมาพยายามอธิบายบ้าง แต่ก็ถูกระหน่ำจนเละในโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือเครือข่ายสังคม

ผมคงไม่กล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในคดีนี้เพราะมีผู้เขียนถึงเยอะมากแล้ว เช่น โทษหนักไปหรือไม่ เหตุใดจึงไม่ได้ประกันตัว หรือแม้กระทั่งเชื่อหรือไม่เชื่อว่าอากงเป็นคนส่งเอสเอ็มเอสเพราะอากงบอกกับผู้เกี่ยวข้องมาตลอดว่าตนเองส่งเอสเอ็มเอสไม่เป็น ฯลฯ แต่จะกล่าวถึงการสูญเสียความเชื่อมั่นในศาลไทยจากประชาชนไทยและต่างประเทศ

ลำดับความน่าเชื่อถือของศาลไทยอยู่เป็นอันดับหนึ่งในบรรดาองค์กรของรัฐไทยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นด้วยความรู้ความสามารถในการสอบแข่งขันเข้าสู่ตำแหน่ง การดำรงตนอย่างสมถะของผู้พิพากษาตุลาการ ความเป็นกลางทางการเมือง ฯลฯ แต่ภายหลังจากเหตุการณ์ที่คนพยายามเรียกว่า ?ตุลาการภิวัตน์? เกิดขึ้นโดยศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองต่างวินิจฉัยยกเลิกการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2548 ด้วยเหตุผลว่าตั้งคูหาลงคะแนนหันหลังให้ประชาชน ซึ่งเป็นการผิดปกติเป็นอย่างยิ่งที่ศาลสองศาลจะพิจารณาคดีเดียวกัน

ความเคลือบแคลงสงสัยต่อศาลไทยเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดภายหลังการรัฐประหาร 2549 เมื่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคอื่นอีกสองพรรค แม้จะแก้ว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาลจึงไม่ได้สวมเสื้อครุยศาลก็ตาม แต่คณะตุลาการก็มาจากศาลยุติธรรมและศาลปกครองอยู่ดี และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัย (อย่างเร่งด่วนนอกที่ตั้งศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไปวินิจฉัยที่ศาลปกครองแทน) ยุบพรรคพลังประชาชนและพรรคชาติไทยอีกระลอกหนึ่ง แต่ที่ตลกจนหัวเราะก็ไม่ออกร้องไห้ก็ไม่ได้คือ กรณีไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งๆที่ต่อสู้กันมาจนปิดคดีแล้ว โดยให้เหตุผลว่า ส่งฟ้องเกินระยะเวลา หรือพูดง่ายๆว่า ขาดอายุความ ซึ่งก็เป็นเหมือนปล่อยให้นักมวยต่อยกันจนครบยกแล้วกรรมการบอกไม่ตัดสินล่ะเพราะอีกฝ่ายน้ำหนักเกิน เรียกเสียงครางฮือๆกันทั่วประเทศ

มาถึงคดีก่อการร้ายบ้าง ใครที่ความไม่สั้นคงจำได้ว่า คดีก่อการร้ายนี้มีผู้ก่อการร้ายตามคำฟ้องอยู่สองพวก คือ พวกแรกคือพวกที่ยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมือง ผู้ต้องหาเหล่านี้ล้วนแล้วได้ประกัน พวกที่มีสตางค์ก็เดินทางเข้าออกประเทศกันเป็นว่าเล่น แต่พวกที่สองคือพวกที่ชุมนุมในเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 ยกเว้นพวกแกนนำ นอกนั้นยังอยู่ในคุกกันถ้วนหน้า

มาถึงจุดวิกฤติที่ความเชื่อมั่นที่มีต่อศาลไทยลดลงอย่างน่าใจหายก็คือ คดีหมิ่นฯโดยเฉพาะอย่างยิ่งคดี ?อากง? ผมจะไม่พูดเรื่องแก้หรือไม่แก้มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา เพราะเคยพูดไว้เยอะแล้วในหลายที่และในหลายสถานการณ์ แต่จะพูดถึงวิธีพิจารณาคดีของศาลไทยในกรณีคดีหมิ่นฯที่ว่านี้ เพราะคำกล่าวที่ว่า ?ปล่อยคนผิดสิบคนดีกว่าเอาคนถูกเข้าคุกคนเดียว? กับ ?ในคดีอาญาศาลจะลงโทษจำเลยต่อเมื่อโจทก์ได้พิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง? นั้น แทบจะไม่ได้ถูกนำมาใช้เลย แม้กระทั้งผมเองก็ยังกังขาว่า ศาลเองกระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญฯมาตรา 39 วรรคสองและสามหรือไม่ในประเด็นที่ว่า ?ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด? ?ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดมิได้? เพราะเท่าที่ผมทราบ (อาจจะมีแต่ผมไม่ทราบ) จำเลยในคดีหมิ่นฯนี้ไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นศาลเลย

แล้วจะทำอย่างไร

หลังจากที่ศาลเป็นฝ่ายที่พิจารณาผู้อื่นมามากต่อมากแล้ว ในภาวะที่ไฟกำลังลุกหรือหม้อต้มกำลังเดือดรอเวลาระเบิดจนกลายเป็นวิกฤติต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อศาลไทยในปัจจุบันนี้ ศาลไทยถึงเวลาที่จะต้องพิจารณาหรือทบทวนตัวเองแล้ว

1) ศาลต้องทบทวนทัศนคติที่มีต่อการรัฐประหารที่ว่าคณะรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์ โดยต้องไม่ยอมรับการรัฐประหารใดใดว่าชอบด้วยกฎหมาย (ค้นคว้าเพิ่มเติมได้ที่ http://shows.voicetv...ence/34621.html )

2) ศาลต้องมีความเชื่อมั่นและกล้ายืนหยัดต่อการแทรกแซงจากอำนาจภายนอกเพราะความเป็นอิสระของตุลาการ (Judicial independence) นั้น เป็นหลักที่มีความสำคัญมากของระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ ดังเช่น กรณีผู้พิพากษาเอ็ดเวิร์ดที่กล้าคัดค้านต่อพระเจ้าเจมส์ที่ 1 และที่ 2 แห่งอังกฤษ จนเป็นตำนานที่ผู้พิพากษาทั่วโลกยึดเป็นแบบอย่าง (ค้นคว้าเพิ่มเติมได้ที่ http://www.enlighten...ts.com/page/174 ) หรือดังเช่นกรณีของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพี พัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทยที่กล้าเสนอความเห็นคัดค้านต่อรัชกาลที่ 5 ในอดีต

ศาลต้องรู้เท่าทันโลกและกติกาของโลก มิใช่ว่าพอมีใครยกหลักสิทธิมนุษยชนหรือกติการะหว่างประเทศขึ้นมา ก็หาว่าบังอาจไปสอนกฎหมายศาล อย่าลืมว่าเราอยู่ในสังคมโลก หากโลกไม่ยอมรับระบบศาลไทยขึ้นมาแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น

ศาลก็คือคน ย่อมมีรักโลภโกรธหลง แต่ระบบที่บรรพบุรุษได้วางไว้แล้วเป็นอย่างดี ทำให้ผู้คนมีความเชื่อมั่นว่า ?ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้าย? แต่หากผู้คนหันหาที่พึ่งอื่นเป็นที่สุดท้ายแทนศาลแล้วอะไรจะเกิดขึ้น

ถึงเวลาแล้วล่ะครับที่ศาลจะต้องพิจารณาตัวเอง หาไม่แล้วหากผู้อื่น เช่น สภานิติบัญญัติมาเป็นผู้พิจารณาแทนดังตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่เปลี่ยนระบบศาลไปใช้ระบบลูกขุน เป็นต้น หรือประชาชนทนไม่ไหวลุกขึ้นมาเปลี่ยนเอง แล้วศาลจะมาร้องว่าถูกแทรกแซงไม่ได้ เพราะในเมื่อมีโอกาสแล้วไม่ทำเอง

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2555

http://prachatai3.in...l/2012/05/40514

#42 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 17 May 2012 - 07:59 AM

รมต.เงาต่างประเทศอังกฤษตั้งคำถามกรณีอากง SMS



รัฐมนตรีเงากระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ ยื่นจดหมายถึงรัฐบาลอังกฤษ และตั้งคำถามต่อกรณีที่เกี่ยวเนื่องกับการเสียชีวิตของอากง เอสเอ็มเอสในประเทศไทย ที่กลายเป็นประเด็นสำคัญ และมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง


นางเคอร์รี่ แม็คคาร์ธี รัฐมนตรีเงากระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ จากพรรคแรงงาน ตั้งคำถาม 4 ข้อไปยังรัฐบาลอังกฤษ เกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของนายอำพล หรืออากง เอสเอ็มเอส รวมถึงสถานการณ์การบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย

ซึ่งตามกำหนดการแล้ว รัฐบาลอังกฤษน่าจะตอบคำถามของนางแม็คคาร์ธี ภายในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้ แต่หลายฝ่ายก็คาดการณ์ว่า รัฐบาลอังกฤษ อาจหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามดังกล่าว จนกว่าจะได้ข้อสรุปที่แน่ชัด เกี่ยวกับการแสดงทัศนะและจุดยืนในเรื่องนี้

โดยคำถามที่นางแม็คคาร์ธีได้ยื่นไปยังรัฐบาลอังกฤษนั้น มีดังนี้

1. คุณจะดำเนินการอย่างไร เกี่ยวกับการคุมขังและการเสียชีวิตของอากง

2. คุณจะประเมินระบบการดูแลนักโทษของประเทศไทยอย่างไร

3. คุณจะประเมินการปฏิบัติต่อประชาชน ทั้งการจับกุม และ พิพากษาความผิด ภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทยอย่างไร

4. คุณจะประเมินกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย ว่าเป็นไปตามปฏิญญาสากล ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน มาตราที่ 19 หรือไม่

รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลไทย ว่าเคารพการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี และหลักปฏิบัติตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างไร

โดยจะเห็นได้ว่า การตั้งคำถามดังกล่าวของนางแม็คคาร์ธี นอกจากเป็นประเด็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว ยังมีประเด็นที่เน้นให้รัฐบาลอังกฤษแสดงจุดยืนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ และความเป็นอยู่ของนักโทษในเรือนจำของไทย ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญ ที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง หลังการเสียชีวิตของนายอำพล

Produced by VoiceTV by sutthiporn
16 พฤษภาคม 2555 เวลา 21:00 น.

http://news.voicetv....land/39206.html

#43 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 17 May 2012 - 08:04 AM

รองเลขาศาลหนักใจกรณีอากง โบ้ยหลักฐานขอประกันไม่ชัด-หมอชี้มะเร็งระยะลุกลาม
Thu, 2012-05-17 02:40

Posted Image

Posted Image

16 พ.ค. เวลา 13.30 น. ที่อาคารรัฐสภา 2 นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดประชุมพิจารณาศึกษากรณีการเสียชีวิตของนายอำพล หรือ อากง ในระหว่างถูกคุมขังในราชทัณฑ์ เพื่อไม่ให้ปรากฏเหตุในลักษณะเช่นเดียวกันอีก โดยเชิญหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เช่น กรมราชทัณฑ์ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ สำนักงานศาลยุติธรรม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมทั้งทนายความและญาติของผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีประชาชนที่สนใจและสื่อมวลชนเข้าร่วมฟังคับคั่ง

การประชุมเริ่มโดยผู้แทนกรมสารนิเทศ กระทรวงต่างประเทศ รายงานถึงผลกระทบจากกรณีการเสียชีวิตของนายอำพลว่า สื่อต่างประเทศได้รายงานและวิพากษ์วิจารณ์การเสียชีวิตของนายอำพลมากพอสมควร โดยเชื่อมโยงกับประเด็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เสรีภาพการแสดงออก และการเมืองภายในประเทศ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย ทางกระทรวงต้องให้ข้อมูลแก่ประชาคมโลก สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่นายอำพลยังไม่เสียชีวิตได้แสดงความกังวลเรื่องการบังคับใช้มาตรา 112 และย้ำเรื่องสิทธิเสรีภาพการแสดงออกของไทย รองโฆษกกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาได้มาสอบถามรายละเอียดเหตุผลการเสียชีวิตของนายอำพล ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission) ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ และเสนอข้อเรียกร้อง 3 เรื่อง คือ สิทธิในการได้รับการประกันตัว สิทธิในการรักษาพยาบาลของผู้ต้องหา และให้ดำเนินการชันสูตรศพนายอำพลเพื่อหาสาเหตุการตาย

นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการศาลยุติธรรม กล่าวว่าศาลเองก็ไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิด ศาลได้เคยอนุญาตให้ปล่อยตัวนายอำพลชั่วคราวเมื่อ 4 ต.ค. 2553 ด้วยหลักประกัน 5 แสนบาท แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับการประกันตัวอีก ในคดีมาตรา 112 ศาลก็เคยอนุญาตให้บางคนประกันตัว เช่น นายสนธิ ลิ้มทองกุล จากการเก็บสถิติในกระบวนยุติธรรม ศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวจำเลยที่เป็นคนไทยร้อยละ 93 ไม่อนุญาตร้อยละ 7 เท่านั้น รัฐธรรมนูญบอกว่าการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นสิทธิพื้นฐาน แต่ก็ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 ที่จะไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี ศาลจะใช้ดุลยพินิจเป็นรายกรณี

การที่ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวแม้ว่านายอำพลจะมีอาการป่วย นายสราวุธชี้แจงว่าปกติศาลจะปล่อยตัวถ้ามีหลักฐานแสดงชัดเจนเพียงพอ แต่ตอนที่นายอำพลยื่นคำร้องขอประกันตัว เอกสารที่ยื่นมีใบรับรองแพทย์ ศาลเห็นว่าอาการเจ็บป่วยยังไม่ได้ปรากฏมาก น่าเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี และอาการป่วยยังสามารถรักษาระหว่างจองจำได้ ถึงมีการยืนขอปล่อยตัวชั่วคราวหลายครั้ง แต่ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงยังคงเหมือนเดิม ศาลก็ยังยืนยันตามเดิม ใช้เหตุผลซ้ำๆ กับที่เขียนไว้ของเดิม และต้องชี้แจงว่ารูปแบบคำสั่งกับคำพิพากษาแตกต่างกัน คำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวหรือไม่ต้องทำอย่างรวดเร็วในวันเดียวกัน ที่มีผู้ถามว่าทำไมศาลไม่รู้สึกว่าอาการเจ็บป่วยนั้นร้ายแรงทั้งที่ใบรับรองแพทย์ระบุว่าเป็นมะเร็ง จริงๆ มะเร็งมีหลายระยะ ระยะแรกๆ อาจรักษาหาย ควรมีการระบุความรุนแรงของอาการ นายสราวุธยืนยันว่าศาลมีความเป็นกลาง พิจารณาตามหลักฐานและเกณฑ์ที่กำหนด แต่การใช้ดุลยพินิจของผู้พิพากษาแต่ละคนมีความแตกต่างกันภายใต้กรอบกฎหมาย ตนมีความหนักใจในการแถลงครั้งนี้เช่นกัน เพราะตนไม่ใช่ศาล

นายอานนท์ อำภา ทนายความนายอำพล ตั้งข้อสังเกตว่าในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คำสั่งศาลไม่ได้ออกมาในวันเดียวกันอย่างที่นายสราวุธกล่าว ตนเคยยื่นขอปล่อยตัวจำเลย แต่เดือนครึ่งแล้วศาลก็ยังไม่สั่งจนต้องถอนอุทธรณ์ ตนไม่แน่ใจว่าจะต้องรอให้อากงปากพูดไม่ได้ เลือดออกหูจึงจะให้ประกันหรือเปล่า และปัญหาสำคัญในกระบวนการยุติธรรมคือ เห็นได้ว่าการไม่อนุญาตให้ประกันตัวมันบังคับให้จำเลยไม่สู้คดี เช่น กรณีนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

นางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความนายอำพลอีกผู้หนึ่ง เสนอว่า ในการไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ศาลควรเขียนระบุให้ชัดเจนว่าข้อเท็จจริงที่อาศัยเป็นฐานของดุลยพินิจ ?เกรงว่าจะจำเลยหลบหนี? นั้นคืออะไร และเสนอให้ราชทัณฑ์เพิ่มงบประมาณการตรวจรักษาโรคที่ต้องเฝ้าระวังเช่นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ เพราะแม้ผู้ป่วยจะอาการไม่รุนแรงระยะแรกแต่จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพื่อเฝ้าระวังว่าโรคลุกลามไปแค่ไหนแล้ว ตนมีแต่ใบรับรองแพทย์ก่อนที่อากงจะเข้าคุกมาให้ศาลพิจารณา แต่หลังจากนั้นก็ยากลำบากในการติดตามอาการของอากง

ขณะที่นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล ในฐานะผู้มีส่วนร่วมชันสูตรพลิกศพอากง ระบุว่า อากงเป็นมะเร็งตับในระยะลุกลาม ไม่ใช่ระยะสุดท้าย ซึ่งพบชิ้นเนื้อมะเร็งประมาณ 7 เซนติเมตร แต่เชื้อดังกล่าวนั้น ไม่ได้ลามไปถึงหัวใจ และทำให้ตนตั้งข้อสังเกตว่า ขั้นตอนในการส่งตัวไปรักษานั้น มีความบกพร่องมากน้อยหรือไม่ เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้น ทางกรมราชทัณฑ์ก็ควรแก้ไขปรับปรุงในเรื่องดังกล่าว

นายสรสิทธิ์ จงเจริญ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ชี้แจงการดูแลทางการแพทย์ในเรือนจำว่าผู้ต้องขังที่เข้ามาใหม่ทุกคนต้องพบแพทย์และสอบถามประวัติความเจ็บป่วย ถ้าผู้ต้องขังไม่สบายสามารถพบแพทย์ในเรือนจำได้ทุกวัน จะมีเวรพยาบาลดูแลอยู่ หากสถานพยาบาลในเรือนจำรักษาไม่ไหวจึงจะส่งไปที่โรงพยาบาลกลางราชทัณฑ์ หากผู้ป่วยมีจำนวนมากจนแพทย์และเครือมือไม่เพียงพอก็จะมีการส่งผู้ป่วยออกไปข้างนอกประจำ

นายแพทย์บุญมี วิบูลย์จักร แพทย์ในโรงพยาบาลกลางราชทัณฑ์ ยอมรับว่าโรงพยาบาลกลางราชทัณฑ์ไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้เต็มศักยภาพเท่าโรงพยาบาลข้างนอกที่มีเจ้าหน้าที่ทำงานเต็มอัตรา เนื่องจากทัณฑสถานไม่ใช่ที่สำหรับคนทั่วไป เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลกลางราชทัณฑ์จะทำงานตอนกลางวัน แต่กลางคืนจะใช้ระบบเวรพยาบาลแทน ส่วนกรณีที่คนไข้เจ็บป่วยรุนแรง เวรพยาบาลจะแจ้งแพทย์ทราบและให้แพทย์สั่งรักษาทางโทรศัพท์ การรักษาคนไข้ที่ถูกคุมขังมีข้อจำกัดเพราะระบบการกักตัวนักโทษในบางเวลา วันเสาร์ อาทิตย์ ก็ใช้แต่ระบบเวรพยาบาล ไม่มีแพทย์เว้นแต่เหตุฉุกเฉิน

ส่วนการดูแลรักษานายอำพลก่อนเสียชีวิตนั้น นายแพทย์บุญมีเล่าว่าตอนแรกอากงได้แจ้งความเจ็บป่วยเรื่องมะเร็งช่องปาก แพทย์ด้านหูคอจมูกได้ตรวจอาการ แต่ไม่พบอาการกำเริบ เมื่อกลางปีที่แล้ว คนไข้บอกว่ามีรู้สึกอาการจะกลับมาเป็นใหม่ แพทย์ตรวจแล้วก็ยังไม่พบอาการผิดปกติ แต่ก็ได้ส่งไปตรวจ MRI ที่คอในโรงพยาบาลรัชวิภา ก็ยังไม่พบอาการมะเร็งที่ช่องปาก กระทั่งเดือนมกราคมปีนี้ อากงมาหาแพทย์อีกครั้งโดยบอกว่าเจ็บที่คอ แพทย์พบว่าต่อมน้ำเหลืองที่คอโต เบื้องต้นให้ยาปฏิชีวนะ อาการก็ดีขึ้น ต่อมน้ำเหลืองก็ยุบลงไปและกลับไปเรือนจำตามเดิม คนไข้จะหายไปจากการรักษาเป็นช่วงๆ ระหว่างนั้นก็ใช้ชีวิตเหมือนผู้ต้องขังปกติ ไม่ได้มีอาการเหนื่อยหรือเจ็บป่วยร้ายแรง

นายแพทย์บุญมีกล่าวว่า โรงพยาบาลราชทัณฑ์สามารถผ่ามะเร็งเบื้องต้นได้ทันที แต่กรณีของอากงนั้นยังไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไร โรคที่ช่องปากก็ผ่านการรักษาอย่างถูกต้องแล้ว ส่วนอาการปวดท้องนั้นยังอยู่ในช่วงการตรวจหาโรค ตอนนั้นอากงเริ่มปวดท้อง ท้องบวมโต เราก็รับไว้ในโรงพยาบาลโดยได้ให้ยาเพื่อรอตรวจในวันถัดไปเหมือนโรงพยาบาลอื่นๆ แต่เพราะคนไข้มาในวันศุกร์ ช่วงนั้นเป็นวันหยุดราชการ เสาร์ อาทิตย์ กระบวนการส่งต่อจึงชะงักไปก่อน อาการอากงตอนนั้นยังดูไม่อยู่ในขั้นรุนแรง ความดันปกติ ทานอาหารได้ เหมือนอาการทั่วไปของโรคในช่องท้อง เดินเหินช่วยเหลือตัวเองได้ แพทย์วางแผนจะตรวจข้างนอก แต่ต้องส่งในเวลาทำการ

หลังจากการประชุมเสร็จสิ้น โรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม ทนายความของกลุ่มคนเสื้อแดงในเหตุสลายการชุมนุมปี 53 ซึ่งมาร่วมฟังการประชุม ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ตนรู้ถึงอาการป่วยของอากงจากการที่ไปเยี่ยมคราวที่แล้ว ในฐานะนักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน มองว่าการที่ศาลปฏิเสธการประกันตัวเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน ตนได้เรียนกับรัฐบาลว่าปัจจุบันประเทศไทยมีนักโทษทางความคิดหรือนักโทษการเมืองจำนวนมาก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับปรุงสภาพเรือนจำ รัฐบาลนี้ได้รับการเลือกตั้งมาโดยประชาชน รัฐบาลต้องตอบสนองมาตรฐานสากลเรื่องสิทธิมนุษยชน ในช่วงรัฐบาลทหารที่นำโดยนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น แต่ตอนนี้ต้องยุติลงเพราะเรามีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เราต้องรับประกันว่าการตายของอากงจะไม่สูญเปล่า เราต้องประกันสิทธินักโทษทางการเมืองและนักโทษทางความคิดทุกคนด้วย

http://www.prachatai...l/2012/05/40558

#44 User is offline   erm04 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 365
  • Joined: 19-February 10

Posted 17 May 2012 - 09:05 AM

หลับให้สบายคับ อากง เราจะต่อสู้แทน

#45 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 19 May 2012 - 03:07 PM

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: 'อากง' ผู้บริสุทธิ์
Sat, 2012-05-19 14:40
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

ในโลกไซเบอร์ของพวกสลิ่ม มีสมาชิกผู้หนึ่งได้โพสต์ข้อความอย่างหงุดหงิดว่า ?อากงก็เป็นชาวบ้านธรรมดา ทำไมถึงให้ความสำคัญกันมากนัก? แต่ปรากฏว่า ฝ่ายเอเอสทีวีผู้จัดการ และกลุ่มฝ่ายขวา พยายามจะโจมตีว่า ?ทักษิณ-เพื่อไทย-นปช.? เป็นฝ่ายที่พยายามเอาศพอากงมาหากิน โดยพยายามสร้างให้ชาวบ้านธรรมดาอย่างอากงกลายเป็น? ผู้เสียสละตลอดกาล?

ความจริงแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย หรือ นปช.เลย ที่ทำให้?ชาวบ้านธรรมดา?แบบอากง กลายเป็นคนสำคัญถูกเอ่ยถึงอยู่ในสื่อมวลชน แต่เป็นเพราะอากง หรือ นายอำพน ตั้งนพคุณ เป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ถูกดำเนินการภายใต้กระบวนการใส่ร้ายป้ายสี ถูกละเลยสิทธิการประกันออกมารักษาตัวทั้งที่ป่วยหนัก และในที่สุดอากงก็ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งในเรือนจำเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ที่ผ่านมา ความตายของอากงนี้เอง กลายเป็นสิ่งที่จะท้อนความชั่วร้ายของมาตรา ๑๑๒ ความอำมหิตของศาลไทย และความล้มเหลวของระบบราชทัณฑ์ นอกจากนี้ ยังเป็นสิ่งสะท้อนความงมงายมืดบอดทางปัญญาของพวกสลิ่มฝ่ายขวาในสังคมไทยอีกด้วย

กรณีนี้ย้อนหลังกลับไปตั้งแต่วันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๓ พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้นำกำลังตำรวจหลายสิบคน ไปจับกุมนายอำพล ตั้งนพกุล หรือ ?อากง? ที่บ้านพัก จังหวัดสมุทรปราการ ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา ๑๑๒ ทั้งนี้เพราะในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังกวาดล้างประชาชนคนเสื้อแดง ได้มีบุคคลลึกลับส่งข้อความทางโทรศัพท์ หรือเอสเอ็มเอส เป็นข้อความหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ไปยังบุคคลในคณะรัฐบาล ต่อมา นายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงได้แจ้งความต่อทางการตำรวจ และเมื่อได้มีการสืบหาตัวคนร้ายแล้ว ทางการตำรวจพบว่า นายอำพนคือผู้ต้องสงสัย จึงได้ดำเนินการจับกุม

ความจริงนายอำพน หรืออากง ในขณะนั้นมีอายุ ๖๐ ปี แต่มีสถานะเป็นเพียงผู้สูงอายุคนหนึ่ง ที่เลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน ไม่ได้ประกอบอาชีพเพราะสุขภาพไม่สมบูรณ์ โทรศัพท์ที่มีก็ไว้ใช้ติดต่อกับลูกหลานเป็นหลัก อากงได้ปฏิเสธข้อกล่าวหามาตั้งแต่ต้น โดยยืนยันว่าเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑ เคยพาหลานไปลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่โรงพยาบาลศิริราช และยังอธิบายว่า ตนเองส่งเอสเอ็มเอสไม่เป็น และไม่เคยรู้จักหรือทราบเบอร์โทรศัพท์ของเลขานุการนายกรัฐมนตรีเลย อย่างไรก็ตาม ในชั้นสอบสวนขั้นแรก อากงถูกควบคุมตัวในเรือนจำ ๖๓ วัน จนถึงวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓ หลังจากที่ทนายความขอยื่นประกันครั้งที่สอง ศาลก็อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่า หลักประกันน่าเชื่อถือได้ว่าจำเลยจะไม่หลบหนี

ต่อมา เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔ เมื่ออัยการยื่นฟ้องนายอำพลต่อศาล อากงก็เดินทางมาศาลตามนัดหมาย แต่กลับถูกศาลถอนประกันตัว โดยอธิบายว่า ?ข้อเท็จจริงตามข้อหาการกระทำความผิดตามฟ้องกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและ ความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง คดีอยู่ในชั้นพิจารณา หากผลการพิจารณาสืบพยานมีหลักฐานมั่นคงจำเลยอาจหลบหนี? ตั้งแต่นั้นมา อากงก็ต้องติดอยู่ในเรือนจำจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

ในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๔ ศาลชั้นต้นก็ตัดสินว่า อากงมีความผิดคือ เป็นผู้ส่งข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ๔ ครั้ง ศาลจึงตัดสินจำคุกกระทงละ ๕ ปี รวมแล้วเป็น ๒๐ ปี ในที่นี้จะขออธิบายว่า ศาลตัดสินลงโทษในคดีนี้ทั้งที่หลักฐานอ่อนมาก โดยศาลเชื่อว่า โทรศัพท์ที่ใช้ส่งข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องเดียวกับโทรศัพท์ของอากง เพราะมีเลขอีมี่ของเครื่องตรงกัน ทั้งที่สืบสวนได้ว่า ผู้ส่งข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นใช้เบอร์โทรศัพท์ของดีแทค ส่วนเบอร์ที่อากงใช้อยู่นั้นเป็นของทรูมูฟซึ่งเป็นคนละเบอร์ แต่ศาลก็อ้างว่าโทรศัพท์ที่อากงใช้ ก็เป็นโทรศัพท์ ๒ ซิมการ์ด อากงจึงสามารใช้ ๒ เบอร์สลับกันได้ ศาลไม่รับฟังคำอธิบายว่าในเดือนที่เกิดเหตุนั้น อากงเอาโทรศัพท์ไปซ่อม จึงไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อความ โดยหักล้างว่า จำเลยไม่สามารถยืนยันได้ว่าเอาโทรศัพท์ไปซ่อมที่ร้านไหน

ในประเด็นสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ของอากง ก็คือ การที่โจทย์ไม่สามารถสืบพยานได้เลยว่ามีใครรู้เห็นเหตุการณ์ว่าอากงส่งเอสเอ็มเอส แต่ศาลอธิบายเกลื่อนประเด็นนี้ว่า ?แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบพยานให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ที่ส่งข้อความตามฟ้อง ... แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถนำสืบได้ด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของตนมิให้บุคคลอื่นได้ล่วงรู้ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลประจักษ์พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบเพื่อชี้วัดให้เห็นเจตนาที่อยู่ภายใน? คำอธิบายลักษณะนี้ ขัดกับหลักการของกฎหมายเบื้องต้นที่ว่า ในการตัดสินให้จำเลยมีความผิด ศาลจะต้องมีข้อพิสูจน์ให้เห็นอย่างสิ้นสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำการ

ดังนั้น การตัดสินลงโทษอากงให้ถูกจำคุกถึง ๒๐ ปี จึงเป็นทั้งเรื่องของความไร้เหตุผลของมาตรา ๑๑๒ และเป็นการตัดสินคดีที่เกินกว่าเหตุ เพราะจำเลยไม่มีประวัติเป็นอาชญากรมาก่อนเลย และไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันว่าเป็นผู้ร้ายโดยสันดาน ไม่ได้ก่ออาชญากรรมอันใดที่ร้ายแรง เพราะการส่งข้อความเอสเอ็มเอสจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ส่งสารกับผู้รับสารเพียง ๒ คน ไม่ได้เป็นการก่ออาชญากรรมกับสังคมแต่อย่างใด นอกจากผู้รับข้อความแล้วไม่มีใครทราบข้อความนั้น จึงไม่มีอะไรที่จะไปกระทบความมั่นคงต่อพระราชอาณาจักร แต่ สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม ได้อธิบายไว้ในวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔ ว่า อากงนั้น เป็น ?...บุคคลที่เจนโลก โชกโชน สันดานเป็นโจรผู้ร้าย มีเจตนาทำร้ายสังคมสถาบันหลักของประเทศชาติและองค์พระประมุข อันเป็นที่เคารพสักการะของคนในชาติให้เกิดความหลงผิดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ผู้เขียนเชื่อว่า ไม่มีใครอยากให้คนเช่นนี้ลอยนวลอยู่ในสังคมเพื่อสร้างความเสียหายต่อเนื่องหรือแก่ผู้อื่นอีก เพราะสักวันคนใกล้ตัวของคนเหล่านี้อาจตกเป็นเหยื่อด้วยก็ได้ มาตรการที่เหมาะสมจึงควรตัดโอกาสในการกระทำผิด ลงโทษให้หลาบจำสาสมไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น. ..?

ในที่สุด เมื่ออากงเสียชีวิตในเรือนจำแล้ว ศาลถูกโจมตีอย่างหนัก เรื่องการละเมิดสิทธิการประกันตัวของผู้ต้องหา จึงทำให้อากงต้องถึงแก่กรรมในคุก นายทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ได้ออกมาแก้ต่างว่า คดีนี้ศาลอาญามีคำพิพากษาไปแล้ว ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๕ เนื่องจากประสงค์จะให้คดีสิ้นสุด และจะได้ใช้สิทธิยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ดังนั้นเมื่อถอนอุทธรณ์ให้คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยก็ไม่สามารถยื่นประกันตัวอีกได้ ดังนั้น ความรับผิดชอบในเรื่องการเสียชีวิตของอากง จึงเป็นเรื่องความผิดพลาดของราชทัณฑ์ ไม่ได้เกี่ยวกับความรับผิดชอบของศาล แต่เหตุผลนี้ถูกตอบโต้โดยทันทีจาก นายอานนท์ นำภา ทนายของอากง ซึ่งชี้แจงว่า ทนายได้ขอยื่นประกันมาแล้ว ๘ ครั้ง แต่ศาลก็ไม่อนุญาตให้ประกัน และการไม่ได้ประกันตัวนี้เอง ทำให้อากงตัดสินใจถอนอุทธรณ์ เพื่อให้คดีสิ้นสุด ทั้งที่อากงยืนยันเสมอว่าไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อความ หมายถึงว่ากระบวนการยุติธรรมไทยนั้น บีบบังคับให้จำเลยยอมจำนน ทั้งที่จำเลยยังยึดมั่นว่า ตนไม่ได้กระทำความความผิด

กรณีอากงถึงแก่กรรมในเรือนจำจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่สื่อมวลชนและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศให้ความสนใจอย่างมาก โดยการเสนอข่าวของสื่อต่างประเทศมักพุ่งไปทีสามประเด็นหลัก คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมของไทย ปัญหาที่เกิดจากการใช้มาตรา ๑๑๒ และประเด็นเกี่ยวกับสถานะของสถาบันกษัตริย์ในยุคปัจจุบัน ขณะที่สื่อมวลชนกระแสหลักของไทยยังเลี่ยงที่จะกล่าวถึงประเด็นเหล่านี้ ดังนั้น พวกสลิ่มและสื่อมวลชนฝ่ายขวาทั้งหมด พยายามจะเสนอประเด็นว่า นักวิชาการฝ่ายก้าวหน้า และคนเสื้อแดง พยายามเอาศพอากงมาหากินเพื่อจะเคลื่อนไหวยกเลิกมาตรา ๑๑๒ เพื่อล้มเจ้า

ในกรณีนี้ ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ ผู้ประสานงาน ครก.๑๑๒ อธิบายว่า ?ไม่มีใครอยากให้อากงเสียชีวิต เพียงหวังให้ มาตรา ๑๑๒ เป็นประเด็นที่สังคมกลับมาถกเถียงกันอีก คนปกติทั่วไปที่มีสามัญสำนึกดีจะไม่มีความคิดแบบนี้ นี่เป็นการโยงใยที่ไร้เหตุผลที่สุด แล้วน่ารังเกียจที่สุด มีแต่คนที่ชิงชังรังเกียจและตามืดบอดต่อปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๑๒ เท่านั้น ที่จะตั้งข้อสงสัยแบบนี้ได้?

นี่คือความมืดมนในสังคมไทย!

http://www.prachatai...l/2012/05/40588

#46 User is offline   r3datwar 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 1,017
  • Joined: 21-February 10

Posted 20 May 2012 - 07:25 AM

Quote

(ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที 18-24 พฤษภาคม 2555)

(อากง 2) ผมขอพูดจากใจที่เปี่ยมไปด้วยมนุษยธรรมล้วนๆ และตัดความเห็นต่างทางการเมืองและแง่มุมทางกฎหมายออกไปให้หมด ผมคิดว่าโทษที่อากงถูกตัดสินนั้นหนักเกินไปแม้เขาสมควรจะได้รับโทษบ้างก็ตาม

(อากง 4) ผมคิดว่า การต่อสู้ทางความคิดและทางการเมืองใดๆ ตัวเราจะต้องไม่ละทิ้งจุดยืนของมนุษยธรรมเป็นอันขาด และไม่ควรไป "ลดทอนความเป็นมนุษย์" ของผู้ที่เราต่อสู้และเห็นต่างด้วยเป็นอันขาด เพราะถ้าหากเราพลั้งไปทำเช่นนั้น ตัวเรานี่แหละที่จะค่อยๆ สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าเราจะหลงหรืออวดอ้างตนเองว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกต้องหรือยืนอยู่ข้างความถูกต้องก็ตาม

จริงๆ แล้วผมคิดว่าอากงไม่ได้เป็นคนส่ง sms นั้นด้วยตัวเองด้วยซ้ำ

...

มีความเป็นไปได้สูงมากครับว่าอาจเป็นลูกหลานของอากงเป็นคนส่ง sms นั้น อากงจึงต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นคนส่งเองเพื่อปกป้องลูกหลานที่อากงรัก

...

ข้อสันนิษฐานของผมคือคนใกล้ชิดอากงเป็นคนส่งsmsนี้ครับและอากงเลยต้องรับแทนเพื่อปกป้อง

...

มีอีกข้อสันนิษฐานหนึ่งก็คือเพราะอากงรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งนี้จึงไปรับงานsmsนั้นมาครับ แต่อันนี้ต้องสามารถตรวจสอบฐานะทางการเงินของครอบครัวอากงในช่วงหลังๆ จนมีหลักฐานแน่ชัดถึงจะฟันธงได้ครับ"


http://www.konmuanka...ndpost&p=712789

00000000000000000000000000000000000000000000000000

Posted Image

อาจารย์สุวินัย ภรณวลัย ยืนยันว่า การต่อสู้ทางการเมืองใดๆ ตัวเราต้องไม่ละทิ้งจุดยืนทางมนุษยธรรมของตนเองเป็นอันขาด แต่ในข้อเขียนของอาจารย์มีจุดน่าแปลกใจหลายจุดมาก

น่าแปลกจุดแรกคือ อาจารย์ยืนยันว่าตัวเองมีใจที่เปี่ยมไปด้วยมนุษยธรรม- เอิ่ม...อาจารย์คะ ปกติฉันเคยได้ยินแต่คนเราจะขึ้นต้นประโยคด้วยการถ่อมตน เช่น "ดิฉันพูดในฐานะของคนที่ไม่มีความรู้เรื่องนี้. ..", "นี่ผมพูดแบบคนใจร้ายสุดๆ", "นี่พูดกันแบบใจดำมากๆ แล้วนะ", ฯลฯ"

ฉันไม่ค่อยเคยได้ยินใครขึ้นต้นประโยคเหมือนอาจารย์คือ "ขอพูดจากใจที่เปี่ยมไปด้วยมนุษยธรรมล้วนๆ"

เพราะโดยทั่วไปแล้วคนเราจะมีความเมตตา หรือมีคุณงามความดีอะไรนั้น เขาละไว้ให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นพูดถึงเรามิใช่เราเฝ้ายกย่องตนเองมิใช่หรือ?

อาจารย์น่าจะเคยได้ยินคำพูดที่บอกว่า "คนเราไม่จำเป็นต้องอธิบายตัวเอง เพราะคนที่เป็นเพื่อนเราย่อมรู้อยู่แล้วว่าเราเป็นอย่างไร ส่วนคนที่เป็นศัตรูเราย่อมไม่เชื่อในสิ่งที่เราพูดอยู่นั่นเอง"

ความแปลกประการต่อมาคือ อาจารย์บอกว่า "แม้เขาสมควรจะได้รับโทษบ้าง" ข้อความนี้แปลกตรงที่อาจารย์ใช้การเข้าฌานหรือคะ จึงมั่นใจนักว่าอากงผิดแน่ ต้องได้รับโทษแน่?

อาจารย์จะไม่รู้เลยหรือคะว่าผู้ถูกกล่าวหาทุกคนต้องอยู่ในฐานะที่เชื่อว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในเบื้องต้นไม่เพียงเท่านั้นขณะที่อาจารย์ยืนยันว่า" เขาสมควรได้รับโทษ"อาจารย์เองนั่นแหละที่แสดงความสงสัยออกมาเองว่า" จริงๆ ผมคิดว่า อากง ไม่ได้ส่ง SMS เองเสียด้วยซ้ำ" ตัวอาจารย์เองยังลังเล แล้วอาจารย์ใช้อะไรมาชี้ขาดฟันธงว่า "เขาสมควรได้รับโทษนั้น"

มันแปลกไหมคะ?


มากไปกว่าคนซึ่งหัวใจเปี่ยมไปด้วยมนุษยธรรมอย่างอาจารย์ยังพาโลไปป้ายสีคนอื่นต่อด้วยการบอกว่า "สันนิษฐานว่าคนใกล้ชิดอากงเป็นผู้ส่ง SMS" อาจารย์คะ หลักมนุษยธรรมง่ายๆ คือ เราไม่ควรใส่ร้ายใครโดยปราศจากหลักฐานมิใช่หรือคะ? ยิ่งไปกว่านั้น อาจารย์สันนิษฐานได้อีกว่า "อากงรับงานมา"!!!!

สมมุติว่า วันหนึ่งของบนโต๊ะเพื่อนร่วมห้องอาจารย์หาย บรรดาอาจารย์ในภาควิชาพากันบอกว่า "สันนิษฐานว่าสุวินัยขโมยเพราะอยู่ห้องเดียวกันเป็นคนเดียวที่มีกุญแจห้อง"

อาจารย์โดนใส่ร้ายเช่นนี้ อาจารย์เสียหายไหมคะ? และอาจารย์จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของอาจารย์อย่างไร และ/หรือ กว่าอาจารย์จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ ระหว่างนั้นชื่อเสียงของอาจารย์ก็เละตุ้มเป๊ะไปแล้ว

อาจารย์คะ เรื่องมนุษยธรรมนี้ ฉันคิดถึงบทความชิ้นหนึ่งของ อ.เกษียร เตชะพีระ ที่เขียนถึง สุวินัย ภวณวิลัย ที่เขารู้จัก อาจารย์เกษียร เขียนขึ้นมาหลังจากที่อาจารย์โดนโจมตีเรื่องเปรตกู้ และโดนสังคมพิพากษาอย่างหนัก

อาจารย์เกษียรเขียนบทความนั้นให้สังคมได้เข้าใจ สุวินัย ภวณวิลัย ในด้านที่กลมกลึงอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งจะเป็นและมีสิทธิทุกประการที่จะเชื่อหรือศรัทธาในมิติที่วิทยาศาสตร์อาจจะปฏิเสธ

ฉันเรียกงานของอาจารย์เกษียรชิ้นนั้นว่าเป็นงานที่เขียนด้วยใจอันเปี่ยมไปด้วยมนุษยธรรม


อาจารย์สุวินัยคะ อากงไม่ใช่คนแรกที่สังเวยชีวิตให้กับหลักนิติรัฐแบบไทยๆ ตลอดประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยมีสามัญชนที่ถูกกระทำเยี่ยงนี้มานับไม่ถ้วนคน

คนเหล่านั้นตายเปล่า ถูกจำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ประวัติศาสตร์ถูกบิดพลิ้ว ถูกละเว้นไม่พูดถึง ถูกเขียนใหม่

นานเท่าไหร่กว่าเราจะได้พูดความตายของประชาชนในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

นานเท่าไหร่กว่าเราจะได้เอ่ยชื่อ ปรีดี พนมยงค์

นานเท่าไหร่ กว่าเราจะค่อยๆ รื้อฟื้นชีวิตของ จิตร ภูมิศักดิ์ หรือจนป่านนี้ นักเรียนไทยรู้จัก เตียง ศิริขันธ์ รู้จัก บุญสนอง บุณโยทยาน หรือไม่?

เหล่านี้ยังนับว่าเป็น "ปัญญาชนชั้นนำ" แต่ยังไม่สามัญชนไร้ชื่อไร้นามอีกสักเท่าไหร่ที่ตายไปเพราะเป็น แพะรับบาป หรือต้องถูกจองจำไปกับความผิดที่ตนเองไม่ได้ก่อ

ในอดีต คนเหล่านี้ ตายไป ปลิดปลิวไปเหมือนใบไม้ใบหนึ่ง ร่วงไปก็ไร้ร่องรอย แต่วันนี้ไม่เหมือนในวันนั้น เทคโนโลยีของการสื่อสาร space ของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยสัญญาณอินเตอร์เน็ตปลดปล่อยพวกเราออกจากการจองจำอำนาจของการผูกขาดความรู้

ในวันนี้ไม่มีใครผูกขาด "ประวัติศาสตร์" ไว้แต่เพียงผู้เดียว


อาจารย์สุวินัยยังเขียนอีกว่า "การเอาคนแก่ คนป่วย และคนตายมาเป็นอาวุธและเครื่องมือทางการเมืองในการสร้างความชอบธรรมให้กับความคิดและความเชื่อทางการเมืองของพวกตนเป็นความมืดบอดทางการเมืองที่น่าอดสู"

อาจารย์ไม่คิดหรือคะว่านี่คือข้อสมมุติฐานที่กำลัง "ลดทอนความเป็นมนุษย์" ของผู้อื่นทั้งยังหันหลังให้กับมนุษยธรรมซึ่งขอแปลตรงตัวว่าธรรมของมนุษย์ เพราะว่า การต่อต้านการรัฐประหาร การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง การที่ประชาชนที่มาชุมนุมทางการเมือง พยาบาลอาสา นักข่าว ประชาชนที่ไม่มีส่วนรู้เห็น ได้ถูกสังหารจากการ "กระชับพื้นที่" ของรัฐบาลถึงเก้าสิบกว่าศพ

การเรียกร้องให้มีการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยการปฏิรูปกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อมิให้กฎหมายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและเพื่อเป็นการปกป้องเกียรติยศของสถาบันกษัตริย์มิให้ถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองฯลฯเหล่านี้ดำเนินมาต่อเนื่องก่อนที่ใครๆจะรู้จัก" อากง"

ประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งไม่เคยคิดว่าจะการตายมากถึงเพียงนี้ ไม่เคยคิดว่าจะมีการจับนักโทษทางการเมืองมากขนาดนี้ อย่าว่าแต่จะคิดถึงการใช้ คนแก่ คนป่วย คนตายมาเป็นนักโทษทางการเมือง

อาจารย์ทราบไหมคะว่า ถึงวันนี้เรายังคิดว่าการใช้กระสุนจริงกับประชาชนมันเป็นแค่ฝันร้าย

ถ้าอาจารย์อยากทราบว่าแล้วทำไมวันนี้มี "อากง" ทำไม คนแก่ไร้ตัวตนคนหนึ่งที่อากงกลายมาเป็น "การเมือง" ในวันนี้?

อาจารย์คงต้องไปถามผู้ที่แจ้งความจับอากงแล้วกระมัง เพราะหากอากงไม่ถูกจับ วันนี้โลกทั้งใบก็ไม่สนใจทั้งไม่รู้ด้วยมีผู้ชายคนหนึ่งชื่อ อากง อยู่บนโลกใบนี้

อาจารย์คะ พวกเราไม่ใช่นักวิชาการ เราไม่ใช่นักกฎหมาย เราจึงเศร้าสลดด้วยเหตุผลพื้นๆ แบบชาวบ้านที่ยังมีหัวใจรู้สึกรู้สากับความเป็นมนุษย์

อากงเป็นคนชั้นกลางระดับล่าง เจ็บป่วย อ่อนแอ ขอประกันตัว 8 ครั้ง พร้อมหลักประกันตีมูลค่าเป็นเงินหลักล้านจากเงินเดือนของบรรดานักวิชาการที่ไม่เคยอ้างว่ามีใจเปี่ยมมนุษยธรรม

คนอย่างเขาไม่อยู่ในข่ายที่จะหลบหนีใดๆ เลย ลำพังจะเอาชีวิตให้รอดพ้นจากโรคร้ายก็ยากแล้ว ลำพังจะประคองครอบครัวเล็กๆ ให้อยู่อย่างสง่างามตามฐานันดรก็ยากแล้ว อย่าว่าแต่จะขบถต่ออำนาจรัฐหรือท้าทายอำนาจศาลและกฎหมาย

และด้วยมนุษยธรรม เรายังตั้งคำถามได้อีกหลายประการใช่ไหมคะ เช่น จำเป็นหรือไม่ที่ "คนที่อยู่ในคุก" จำเป็นต้องได้รับการปฏิบัติในระดับที่ต่ำกว่า "มนุษย์" เช่น ต้องกินในสิ่งที่แย่กว่า ต้องนอนในคุณภาพที่ต่ำว่า ต้องได้รับการรักษาพยาบาลในคุณภาพที่ต่ำว่า (ต่ำกว่าทั้งหมดนี้คือ ต่ำกว่าที่มนุษย์สามัญคนหนึ่งพึงได้รับ)

ในเรือนจำของเราคงไม่มีแต่อากงเท่านั้นที่ไม่ได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม คงมีนักโทษอีกหลายต่อคนที่มีสภาพที่ย่ำแย่กว่านี้ และอาจจะไม่ได้รับการพูดถึงเลย

อาจารย์พอจะตอบคำถามนี้ได้ไหมคะว่าทำไม สังคมไทยที่คลั่งไคล้การทำความดี และยกย่องคนดีกันเสียเหลือเกิน กลับรู้สึกว่าการปฏิบัติต่อนักโทษในเรือนจำในระดับที่ต่ำกว่าความเป็นมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่รับได้ เป็นธรรมดา และแม้กระทั่งมันเป็นเรื่องสมควรทำ?

อาจารย์คะ ความเป็นคนดีแบบไทยๆ นั้นไม่เกี่ยวกับมนุษยธรรมใช่ไหม?


ก่อนที่เราจะไปไกลถึงการใช้คนแก่ คนเจ็บ คนป่วยมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้น เราถามคำถามง่ายๆ กันก่อนไหมว่า มีใคร "ควบคุม" การลุกลามของมะเร็งอากงได้

เราสั่งหรือคะว่า ให้อากงปวดท้องวันไหน ตายวันไหน?

มันไม่ได้มีอะไรซับซ้อนไปกว่า หากอากงได้รับการรักษาพยาบาลตามสมควรแก่ฐานานุภาพของมนุษย์ แกคงยังไม่ตาย และหากแกยังไม่ตาย อาจารย์ก็ไม่ได้มานั่งเขียนว่า "มีการใช้คนแก่ คนป่วย คนตาย มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง"

การเคลื่อนไหวของประชาชนที่เศร้าสลดใจกับความไม่เป็นธรรมหลังการเสียชีวิตของอากงนั้นเกิดขึ้นเพราะพวกเขาเห็นว่าอากงคือบทเรียนที่สังคมต้องหันมาสนใจปัญหาเรื่องความเป็นธรรมในสังคมของเราให้มากขึ้นเหมือนกับที่เราต้องสะดุ้งตระหนักถึงปัญหาการอนุรักษ์ป่าหลังการตายของสืบนาคะเสถียรหรือการที่เราต้องรำลึกถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิของคนผิวสีในอเมริกาหลังการตายของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง

อาจารย์คะ ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย เพราะเรากำลังพูดกันอยู่ไม่กี่เรื่อง เช่น

1. การใช้กฎหมายเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในสังคม

2. การมีกฎหมายที่เอื้อต่อการกลั่นแกล้ง ใส่ร้ายศัตรูทางการเมือง

3. ปัญหาสิทธิพื้นฐานของพลเมือง เช่น สิทธิการประกันตัว

4. ปัญหาสองมาตรฐานในทุกองคาพยพของสังคมไทย

5. ปัญหาสิทธิมนุษยชนในสังคม เช่น คนไทยยังไม่เชื่อในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ไม่เชื่อในคุณค่าของมนุษย์ ยังเชื่อในระบบการลงโทษแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันของสังคมยุคโบราณ เช่น โทษข่มขืนต้องลงโทษด้วยการตัดอวัยวะเพศทิ้ง หรือเชื่อว่า คนที่เป็นนักโทษคือคนเลวต้องได้รับโทษอย่างสาสม สมควรได้รับการทรมาน ไม่เชื่อเรื่องการรื้อฟื้นจิตใจ การให้โอกาสหรือการปฏิบัติต่อมนุษย์ที่อยู่บนฐานของสิ่งที่เรียกว่า compassion นั่นคือ ความเข้าใจ เห็นใจ ต่อความทุกข์ ความเขลา ความอ่อนแอ หรือกระทั่งความผิดของผู้อื่น

วันนี้ขอสนทนากับอาจารย์แต่เพียงเท่านี้

ป.ล.1 ตรูเบื่อสังคมสังคังที่พูดกันแต่เรื่อง "คนดี" เอาแต่แสยะยิ้ม นอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น กับทรมานทรกรรมที่เกิดกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเพียงเพราะเขาไม่ขึ้นสังกัด "ความดี" แบบไทยๆ

ป.ล.2 ข้างบนนั้นไม่ได้สนทนากับอาจารย์สุวินัยนะคะ เป็นบทรำพึงกับตัวเอง


http://www.matichon....pid=01&catid=01

#47 User is offline   som5647891 

  • Newbie
  • Pip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 26
  • Joined: 18-June 12

Posted 16 July 2012 - 12:51 PM

ก่อนอื่นขอออกตัวว่า อากงส่ง sms จริงรึป่าว ผมไม่รู้ แต่ในประเด็นอื่นๆ ทำไมต้องtปกป้องอากงกัน เพราะกฎหมาย(112) ไม่ดีหรอ ไม่เข้ากับยุคสมัย ขัด รธน. จะว่าอะไรก็ว่าไป ตราบใดที่มันยังคงอยู่ และยังไม่ถูกยกเลิก มันก็ต้องบังคับใช้ . . . เมื่อคุณทำผิด คุณก็ต้องรับผิดสิ
ประเด็นต่อมา คุณบอกกระบวนการยุติธรรมแม่งไม่แฟร์บ้างแหละ นู่นนี่นั่น ก็จริงอย่างที่คุณว่านะ ถ้ามันไม่แฟร์ ก็อุทธรณ์ไปสิ แต่ในเมื่อไม่ต่อสู้ คำพิพากษาถึงที่สุด เขาก็ยอมรับผิดแล้วล่ะครับบบบบบบ . . . ไม่ต้องโทษนู่นโทษนี่แล้ว ก็เขายอมรับไปแล้ว
ประเด็นเรื่องสวัสดิการผู้ต้องหา ก็ยอมรับว่ามันไม่ดี แต่ก็ไม่เห็นด้วยว่าทำไมมันต้องดี ผมไม่เห็นว่าเราควรจะไปให้อะไรกับผู้กระทำผิดมาก ผู้ถูกลงโทษคุมขังเนี่ยเขาถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพไปในระดับหนึ่ง มันจะไปดีสู้คนภายนอกได้อย่างไร แล้วคนจะไปเกรงกลัวการกระทำผิดได้อย่างไร สังคมจะเข็ดหลาบไหมส่วนเรื่องสิทธิมนุษยชนเนี่ย ที่บอกว่าไม่ได้รับการรักษา มันคงจะไม่ใช่เช่นนั้น มันมีแต่มันไม่ดี มันห่วย ซึ่งมันต้องแยกออกจากกันว่า มันมีหรือไม่? กับมันดีหรือไม่? ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ระบบการรักษาพยาบาลเมืองไทยส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้ดีอะไรมากมาย คนใกล้ตายก็ต้องนอนรอความตายเช่นเดียวกับคนในคุก หลายคนก็ตายโดยไม่ได้รับการรักษาเพราะเขาไม่มีโอกาสได้รับการรักษาพยาบาลที่ดี เมื่อมองสะท้อนกลับไป แล้วคนที่ต้องจำคุก จะต้องให้มีหมอมาดูแลรักษาให้ดีเลยไหม เพราะคนทั่วไปในสังคมส่วนใหญ่ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสมันเลย
ประเด็นสุดท้าย คนตายกันทุกวัน มันก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ป่ะ เอาเวลาที่ไปโศกเศร้าให้กับคนตาย ไปให้คุณค่ากับคนที่มีชีวิตอยู่ และสร้างสรรค์ให้สังคมมันดีกว่านี้ ไม่ดีกว่าหรือ? แต่ถ้าอากงกับคุณมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง เป็นญาติ คนสนิท ชิดเชื้อ ผมก็ต้องขอประธานโทษด้วย

#48 User is offline   อืมนะ 

  • Advanced Member
  • PipPipPip
  • Group: เสรีชน
  • Posts: 117
  • Joined: 04-March 10

Posted 16 July 2012 - 08:55 PM

View Postsom5647891, on 16 July 2012 - 12:51 PM, said:

ก่อนอื่นขอออกตัวว่า อากงส่ง sms จริงรึป่าว ผมไม่รู้ แต่ในประเด็นอื่นๆ ทำไมต้องtปกป้องอากงกัน เพราะกฎหมาย(112) ไม่ดีหรอ ไม่เข้ากับยุคสมัย ขัด รธน. จะว่าอะไรก็ว่าไป ตราบใดที่มันยังคงอยู่ และยังไม่ถูกยกเลิก มันก็ต้องบังคับใช้ . . . เมื่อคุณทำผิด คุณก็ต้องรับผิดสิ
ประเด็นต่อมา คุณบอกกระบวนการยุติธรรมแม่งไม่แฟร์บ้างแหละ นู่นนี่นั่น ก็จริงอย่างที่คุณว่านะ ถ้ามันไม่แฟร์ ก็อุทธรณ์ไปสิ แต่ในเมื่อไม่ต่อสู้ คำพิพากษาถึงที่สุด เขาก็ยอมรับผิดแล้วล่ะครับบบบบบบ . . . ไม่ต้องโทษนู่นโทษนี่แล้ว ก็เขายอมรับไปแล้ว
ประเด็นเรื่องสวัสดิการผู้ต้องหา ก็ยอมรับว่ามันไม่ดี แต่ก็ไม่เห็นด้วยว่าทำไมมันต้องดี ผมไม่เห็นว่าเราควรจะไปให้อะไรกับผู้กระทำผิดมาก ผู้ถูกลงโทษคุมขังเนี่ยเขาถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพไปในระดับหนึ่ง มันจะไปดีสู้คนภายนอกได้อย่างไร แล้วคนจะไปเกรงกลัวการกระทำผิดได้อย่างไร สังคมจะเข็ดหลาบไหมส่วนเรื่องสิทธิมนุษยชนเนี่ย ที่บอกว่าไม่ได้รับการรักษา มันคงจะไม่ใช่เช่นนั้น มันมีแต่มันไม่ดี มันห่วย ซึ่งมันต้องแยกออกจากกันว่า มันมีหรือไม่? กับมันดีหรือไม่? ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ระบบการรักษาพยาบาลเมืองไทยส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้ดีอะไรมากมาย คนใกล้ตายก็ต้องนอนรอความตายเช่นเดียวกับคนในคุก หลายคนก็ตายโดยไม่ได้รับการรักษาเพราะเขาไม่มีโอกาสได้รับการรักษาพยาบาลที่ดี เมื่อมองสะท้อนกลับไป แล้วคนที่ต้องจำคุก จะต้องให้มีหมอมาดูแลรักษาให้ดีเลยไหม เพราะคนทั่วไปในสังคมส่วนใหญ่ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสมันเลย
ประเด็นสุดท้าย คนตายกันทุกวัน มันก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ป่ะ เอาเวลาที่ไปโศกเศร้าให้กับคนตาย ไปให้คุณค่ากับคนที่มีชีวิตอยู่ และสร้างสรรค์ให้สังคมมันดีกว่านี้ ไม่ดีกว่าหรือ? แต่ถ้าอากงกับคุณมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง เป็นญาติ คนสนิท ชิดเชื้อ ผมก็ต้องขอประธานโทษด้วย


ไอ้ทุเรศเอ๊ย!

  • (2 Pages)
  • +
  • 1
  • 2
  • You cannot start a new topic
  • You cannot reply to this topic